วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สื่อสังคมออนไลน์ ดุลถ่วงสังคมยุคใหม่

โดย ซูม

ได้ยินท่านนายกฯตู่บ่นๆ เมื่อ 2 วันก่อนว่า สื่อมวลชนทำแต่ข่าวร้ายๆ ติดต่อกันหลายวัน แบบนี้บ้านเมืองจะไปเจริญได้อย่างไร

ผมเข้าใจว่าข่าวร้ายๆ ที่ท่านเอ่ยถึงน่าจะได้แก่ “คดีฆ่าหั่นศพ” น้องแอ๋ม จากฝีมือของฆาตกรโหดที่เป็นผู้หญิง ที่มีชื่อเล่นว่า “เปรี้ยว” กับพรรคพวกจำนวนหนึ่ง นั่นเอง

ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งโทรทัศน์เล่นข่าวกันอย่างละเอียดยิบ แถมพาดหัวยักษ์หลายวันซ้อนจนทำให้แก๊งฆาตกรชุดนี้แทบจะกลายเป็น “นางเอก” แทนที่จะเป็น “นางร้าย” อย่างที่ควรจะเป็น

ขนาดตำรวจ ตม. ที่แม่สายยังขอถ่ายรูป “เซลฟี่” ด้วย...ด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนได้ถ่ายคู่กับดาราดังที่ไหนสักคน

ลงท้ายประชาชนที่ยังมีสติต้องออกมาเตือนสื่อให้เสนอข่าวอย่างระมัดระวังและรอบคอบผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

พร้อมทั้งเตือนตำรวจ ตม.ที่ถ่ายภาพกับผู้ต้องหาด้วยอากัปกิริยาไม่เหมาะสม และไม่ควรแสดงอาการปลื้มปีติที่ได้ถ่ายภาพกับผู้ต้องหาคดีโหดร้ายจนออกนอกหน้า

ผลจากการเตือนสติดังกล่าวนี้ทำให้สื่อระมัดระวังมากขึ้น แม้จะยังคงเสนอข่าวกันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูจะใช้ถ้อยคำบรรยายที่เบาลงกว่าเดิม อ่านแล้วไม่เป็นการสนับสนุนส่งเสริมหรือยกย่องฆาตกรเหมือนในช่วงแรกๆ

ในขณะที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ปฏิบัติตามข้อติติงของสื่อสังคมออนไลน์ โดยจัดการโยกย้ายตำรวจที่ถ่ายภาพอย่างยิ้มแย้มเกินเหตุ ไปประจำส่วนกลางที่ใดที่หนึ่งเป็นการลงโทษเรียบร้อยแล้ว

ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี มองแล้วก็รู้สึกว่าต่อไปนี้สังคมไทยเราจะมีการตรวจสอบและมีการถ่วงดุลกันมากขึ้น

โดยเฉพาะพลัง “โซเชียล” หรือสื่อสังคมออนไลน์นี่แหละครับจะเป็นพลังที่สำคัญและทรงอานุภาพเป็นอย่างยิ่งในการถ่วงดุลกับสื่อหลักต่างๆ

พลังที่สื่อหลักทั้งหลายให้ความยำเกรง เพราะถ้าจะว่าไปแล้วผู้ออกความเห็นผ่านโซเชียล ก็คือผู้บริโภค หรือลูกค้าของสื่อหลักนั่นเอง

สื่อส่วนมากไม่ค่อยกลัวรัฐบาล ยิ่งเตือนก็เหมือนยิ่งยุ เพราะถือเป็นศักดิ์ศรีของหมาเฝ้าบ้าน ที่จะต้องยืนอยู่คนละฟากกับรัฐ

แต่ถ้าเป็นการเตือนจากภาคประชาชนด้วยกัน โดยเฉพาะจากผู้บริโภคสื่อ สื่อจะให้ความเกรงใจและปฏิบัติตามเสมอๆ เท่าที่ผมสังเกต

ที่แล้วมาการเตือนจากประชาชนส่วนใหญ่จะมาจากการใช้โทรศัพท์เข้าโรงพิมพ์ หรือทางจดหมายที่ส่งมาถึงบรรณาธิการ ซึ่งอาจจะมีความล่าช้าไม่ทันกาลอยู่บ้าง

ต่างกับยุคนี้ที่ประชาชนจะเตือนผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยตรง ซึ่งนอกจากจะรวดเร็วแล้ว ยังแพร่กระจายออกสู่สาธารณชนในทันที จึงมีน้ำหนักและพลังสูงกว่ายุคก่อน

ถามว่าในอนาคตสื่อยังจะทำอะไรที่ดูเกินเลยแบบนี้อีกไหม? ผมก็คงต้องตอบว่า น่าจะมีอีก

เพราะในการทำสื่อที่ต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้นนั้น ข่าวอะไรก็ตาม ที่เข้าข่าย Human Interest หรือที่เรียกว่าข่าว “ปุถุชนสนใจ” ยังเป็นข่าวที่ขายได้เสมอ

ข่าวร้าย ข่าวเชิงลบ ข่าวทารุณ ข่าวที่มีพฤติกรรมซับซ้อน ยังคงเป็นที่สนใจของปุถุชนอยู่ตลอด...และเป็นมาเช่นนี้นับร้อยๆปีแล้ว และก็น่าจะอยู่ต่อไปอีกเป็นร้อยๆปีข้างหน้า

ก่อนที่จะบัญญัติศัพท์ Human Interest นั้น นักวิชาการสื่อสารโบราณเขาได้ติดตามพฤติกรรมของมนุษย์มานานเป็นร้อยๆปีแล้วครับ ว่าสนใจข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี

ดังนั้น จึงมีโอกาสสูง ที่ยังจะมีสื่อที่เน้นการขายข่าว เพื่อความอยู่รอด จะออกมาเสนอข่าวร้ายๆต่อไปอีก

ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชน ที่ยังมีสตินี่แหละครับ ที่จะต้องออกมาทำหน้าที่แสดงพลัง “ถ่วงดุล” ในอนาคต

เสนอข่าวร้ายเพื่อสะท้อนความจริงของสภาพสังคมคงไม่มีอะไรผิด แต่ถ้าเสนออย่างจงใจ อย่างเกินเหตุ อย่างล่วงละเมิดสิทธิของคนอื่นๆ รวมทั้งการเสนอที่ดู “เว่อร์เกินไป” อย่างคราวนี้

ผมเชื่อเหลือเกินว่า พลังประชาชนอันยิ่งใหญ่จะออกมาแสดงให้เห็นอีกครั้ง...ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่กำลังจะกลายเป็นสื่อหลักที่แท้จริงของโลกไปแล้วในปัจจุบัน.

“ซูม”