บริการข่าวไทยรัฐ

3 ทหารรับสารภาพ ค้าอาวุธส่งลูกค้าทั่วประเทศ

ร่วม 15 พลเรือน เป็นลํ่าเป็นสัน ฉกจากคลังสรรพาวุธทหารช่าง ขนปืนระเบิดเขมร-มีไทยอีก2

3 ทหารชั้นประทวนนอกแถว-แก๊งค้าอาวุธสงครามทางพัสดุไปรษณีย์ สารภาพแล้วขโมยระเบิดและกระสุนปืนจากคลังอาวุธของทหารช่าง ช.พัน.1 รอ.ก่อนส่งขายให้ลูกค้าทั่วประเทศ ขณะนี้ถูกคุมตัวอยู่คุก มทบ.11 พร้อมพลเรือนอีก 15 คน ด้านกองปราบฯ ลงพื้นที่ค้นเพิ่มอีก 2 จุดใน จ.สมุทรสาคร และจันทบุรี ยึดอาวุธสงครามได้อีกอื้อ ด้านคดีพันจ่าทหารอากาศขนปืนอาก้าและระเบิดจากเขมรเข้าไทย หลังตรวจสอบมือถือพบมี 2 คนไทยเข้ามาเอี่ยวเพิ่ม

กลายเป็นหนังเรื่องยาวยิ่งสาวยิ่งลึก กรณีตำรวจ สน.บางเขน รับแจ้งมีวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุน ถูกซุกซ่อนในกล่องพัสดุไปรษณีย์ของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง สาขาบางเขน ตรวจสอบพบเป็นวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนของทางราชการทหาร มีทหารระดับชั้นประทวน 3 นาย และพลเรือนหลายคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ยังมีกรณี พ.อ.อ. ภคิน เดชพงษ์ ทหารสรรพาวุธ กองทัพอากาศ ลักลอบขนอาวุธสงครามจำนวนมากในพื้นที่ จ.ตราด และถูกจับกุมได้พร้อมพวกรวม 3 ราย ส่งผลให้สังคมเกิดความกังขา และวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาวุธสงครามดังกล่าว อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ป่วนเมืองที่เกิดขึ้นถี่ยิบในช่วงที่ผ่านมา และมีคนในกองทัพอยู่เบื้องหลัง

ที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 7 มิ.ย. พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป. ร่วมแถลงความคืบหน้าคดีพบวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนของทางราชการทหาร ถูกซุกซ่อนในกล่องพัสดุไปรษณีย์บริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านบางเขน กทม.ว่า เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายทหารพระธรรมนูญมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้จำหน่าย ผู้จัดหา ร่วมถึงผู้สั่งซื้อในกระบวนการทั้งหมด ในข้อหามีอาวุธปืนและวัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้โดยผิดกฎหมาย จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พบผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นพลเรือน 15 ราย และทหารอีก 3 นาย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองปราบปรามสนธิกำลังทหาร ไปตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัย 2 ราย ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และ จ.จันทบุรี

พล.ต.ต.สุทินกล่าวต่อว่า จุดแรกเป็นห้องพักเลขที่ 78/17 หมู่ 4 ต.บ้านเกาะ อ.เมืองสมุทรสาคร ตรวจยึดระเบิดขว้างชนิด M 26 แบบสังหาร 1 ลูก ปืน .45 จำนวน 1 กระบอก ปืนอาก้า 1 กระบอก กระสุน 75 นัด เสื้อเกราะและกล่องกระดาษไปรษณีย์ ส่วนจุดที่ 2 เป็นการขยายผลจากจุดแรก เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 28 หมู่ 4 ต.วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ของนายสายชล หรือ อส.ชล สิงห์คราญ อายุ 47 ปี ตรวจยึดปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุน 3 อัน กระสุน 124 นัด ควบคุมตัวนายสายชลส่งพนักงานสอบสวน สภ.นายายอาม ดำเนินคดี

พล.ต.ต.สุทินกล่าวอีกว่า ในส่วนทหารทั้ง 3 นาย และพลเรือนอีก 15 คน ขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ มทบ.11 พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างขออนุมัติหมายจับ การสอบสวนทหารทั้ง 3 นาย ให้การในเบื้องต้นว่า ได้ขโมยระเบิดและเครื่องกระสุนจากคลังอาวุธของกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน. 1 รอ.) นำไปขายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ สำหรับวัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ยังไม่พบความ เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ระเบิด 3 จุดในพื้นที่ กทม.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือพลเรือน จะดำเนินคดีโดยไม่มีการละเว้น ส่วนการที่จะมีการสั่งทางเว็บไซต์หรือไม่นั้น ที่ผ่านมาก็มีการสั่งกัน แต่ไม่มาก จะต้องสอบสวนขยายผลต่อไปว่า ผู้ที่สั่งซื้อระเบิดและเครื่องกระสุนปืนนำไปใช้ทำอะไร ทั้งนี้ ต้องรอทหารส่งตัวมาให้กองปราบปรามสอบสวนก่อน

ด้านความคืบหน้าคดีพันจ่าทหารอากาศลักลอบขนปืนอาก้าและกระสุนเอ็ม 79 ในพื้นที่ จ.ตราด และถูกจับกุมได้พร้อมพวกรวม 3 ราย คือ พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ อายุ 40 ปี ทหารสรรพาวุธ กองทัพอากาศ อยู่บ้านเลขที่ 203/1023 ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี นายพิสิษฐ์ เลียง อายุ 29 ปี ชาวกัมพูชา เป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงพนมเปญ และนายจักรพงษ์ ไกรเรือง อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 74 หมู่ 4 ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เบื้องต้น พ.อ.อ.ภคินให้การอ้างว่า ทำเพียงคนเดียวและอาวุธทั้งหมดจะส่งไปให้ทหารกะเหรี่ยงแถบชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก แต่จากการตรวจสอบตำรวจมีข้อมูลว่าอาวุธดังกล่าวอาจมีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดของชนกลุ่มน้อยในพม่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังตำรวจนำโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ส่งไปตรวจสอบที่กองบังคับการตำรวจภูธร ภาค 2 จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบข้อความการสนทนาผ่านทางแอพพลิเคชันไลน์ของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ที่มีความเชื่อมโยงกัน โดยพบว่า นอกจากจะมีการใช้รหัสเรียกขานอาวุธแต่ละประเภทแล้ว ยังทราบว่ามีผู้ต้องสงสัยที่เป็นชาวไทยอีก 2 คน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำหน้าที่ช่วยขนย้ายอาวุธสงครามจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในฝั่งไทย และขนขึ้นรถกระบะของ พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ ระหว่างเข้าพักที่ห้องเบอร์ 8 ทวีศักดิ์กิตติยา รีสอร์ท อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามนำตัวมาสอบสวน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงคดีส่งระเบิดทางพัสดุไปรษณีย์ว่า ขณะนี้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลไปยังหลายๆบุคคล ทั้งที่เป็นข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ คดีนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ เนื่องจากสิ่งที่ตรวจพบถือว่าเป็นวัตถุที่อันตราย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ได้กำชับไปยังฝ่ายสืบสวน ให้เร่งดำเนินการขยายผลไปยังจุดที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการรับและส่งระเบิดแล้ว

ส่วนคดีทหารอากาศขนอาวุธสงคราม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า คดีนี้แจ้งข้อหากับผู้ต้องหา 3 ราย เป็นคนไทย 2 ราย กัมพูชา 1 ราย ในข้อหามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง พาอาวุธไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ต้องหามีทั้งให้การปฏิเสธและรับสารภาพ ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากในวันเกิดเหตุมีการยึดรถยนต์แลนด์โรเวอร์ได้ 1 คัน และได้ความว่า รถยนต์คันดังกล่าวมีเจ้าของเป็นผู้บริหารระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้าน ต่อมาผู้บริหารระดับสูงคนดังกล่าวได้มีหนังสือชี้แจงว่ารถยนต์ไม่ใช่ของท่าน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติแต่อย่างใด

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ ไม่ปรากฏในบันทึกการเดินทางเข้าออกประเทศกัมพูชา ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นคนไทยอีก 1 คน พบว่าเดินทางเข้าออกประเทศกัมพูชา จำนวน 11 ครั้ง ผ่านทางด่านคลองใหญ่ จ.ตราด สำหรับผู้ต้องหาชาวกัมพูชา เดินทางเข้าออกไทยบ่อยมาก จำนวน 231 ครั้ง การดำเนินการตรวจของ สตม. เป็นการตรวจตัวบุคคล สำหรับสิ่งของเป็นหน้าที่ของศุลกากร

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสำนักวิเทศสัมพันธ์ กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกหนังสือถึงสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เรียกร้องให้สื่อมวลชนไทยบางสำนัก แสดงความรับผิดชอบและขอโทษอย่างเป็นทางการ ภายหลังนำเสนอข่าวพาดพิง พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมของกัมพูชาว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พล.อ.เตียบันห์ เรียบร้อยแล้ว มีความเข้าใจดีต่อกัน พล.อ.เตีย บันห์ ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร เพียงแต่อยากให้มีการแสดงความรับผิดชอบและขอโทษอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ อยากขอให้สื่อไทยระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่พาดพิงถึงบุคคลระดับสูงของกัมพูชาหากยังไม่ได้มีการพิสูจน์ หรือสอบสวนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด

“เขาฝากเตือนมายังสื่อมวลชนไทยว่า การนำเสนอข่าวใดหากเกี่ยวกับผู้นำระดับสูงของต่างประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้านต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง และมีข้อมูลหลักฐานที่แน่ชัด ต้องระมัดระวัง อย่ารีบร้อนดำเนินการ เพราะอาจเกิดความเสียหายและจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทุกเรื่องควรรอการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงเสียก่อน” พล.อ.ประวิตรกล่าว