วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เพิ่มอีกข้อหาแก๊งเปรี้ยว หั่นศพ 'แอ๋ม' พบมีวางแผนขับรถไปรับตัว 4 สาวทำใจได้! (คลิป)

รอง ผบช.ภ.4 ตรวจ สำนวนคดีฆ่าหั่นศพ “น้องแอ๋ม” พอใจสำนวนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ จับผู้ต้องหาร่วมฆ่าได้ครบและแจ้งข้อหาผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1 ข้อหา คือฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะสอบพบมีการวางแผน โทร.ไปนัดเหยื่อก่อนขับรถไปรับที่จุดนัดพบ หลังลงมือสังหารยังพากันไปซื้ออุปกรณ์ใช้หั่นศพและฝังศพ ยืนยันจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ทันภายใน 84 วัน เผย 4 ผู้ต้องหาสาว หลังนอนคุกผ่านไป 2 คืน ส่วนใหญ่เริ่มปรับสภาพทำใจได้ “เปรี้ยว” มือหั่นศพเครียด ไม่มีญาติโผล่มาเยี่ยมให้กำลังใจ ทางเรือนจำต้องคอยดูแลตลอดเวลา

จากคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา หรือแอ๋ม กลิ่นจุ้ย สาวสถานบริการเมืองขอนแก่นล่าสุดตำรวจคุมตัว น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย หัวโจกมือสังหาร น.ส.กวิตา หรือเอิร์น ราชดา และ น.ส.อภิวันท์ หรือแจ้ สัตยบัณฑิต ที่หลบหนีไปกบดานที่ฝั่งพม่า ก่อนเข้ามอบตัวกับทางการพม่าและส่งตัว มาดำเนินคดี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ก่อนส่งตัวเข้าเรือนจำกลางขอนแก่น ส่วนผู้ต้องหาร่วมแก๊งที่จับกุมก่อนหน้า 2 คน คือ น.ส.จิดารัตน์ หรือเบนซ์ พรหมคุณ และนายวศิน นามพรหม ยังถูกคุมขังในเรือนจำกลางขอนแก่นเช่นกัน

ขณะที่ พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี ผบก.ตม. 5 มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.ฤทธิไกร กะระกล รอง ผกก.ตม.เชียงราย และ ร.ต.อ.ธวัชศิลป์ บุญตันหล้า รอง สว.ตม.เชียงราย ไปช่วยราชการ ที่ ศปก.ตม.5 พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนกรณีถ่ายรูปคู่กับ น.ส.เปรี้ยว ผู้ต้องหาที่ใช้เครื่องประทินโฉมมาส์กหน้าขาวชูสองนิ้วยิ้มระรื่น และภาพหลุดออกไปในโลกโซเชียลจนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการทำงานของตำรวจต่อผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ในลักษณะไม่เหมาะสม

ความคืบหน้าคดีฆ่าหั่นศพ ต่อมาเวลา 13.30 น.วันที่ 7 มิ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ รอง ผบช.ภ.4 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวน และ พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและสอบสวน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเสร็จสิ้น พล.ต.ต.เจริญวิทย์ กล่าวว่า การสืบสวนในคดีฆ่าน้องแอ๋ม ถือว่าสมบูรณ์แล้ว จับคนที่ร่วมฆ่า ร่วมวางแผนได้ครบ มีการแจ้งข้อหาเพิ่มแก่ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ส่วนหลักฐานอื่นๆ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ได้สืบสวนเส้นทางการเงิน และเรื่องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสืบสวนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างรอบคอบ และรัดกุมทุกขั้นตอน คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญและประชาชนให้ความสนใจ มั่นใจว่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องผู้ต้องหาได้ทันภายใน 84 วัน อย่างแน่นอน

ด้าน พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสำนวนการสอบสวน และประชุมร่วมกันทุกฝ่าย พบว่าการฆ่าน้องแอ๋ม มีการวางแผนและเตรียมการมาก่อน เพราะมีการนั่งพูดคุยกัน หารือกันว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ตัวน้องแอ๋มมา จนได้ข้อสรุปว่า น.ส.เอิร์น โทร.ไปนัดน้องแอ๋ม จากนั้นจึงไปรับน้องแอ๋มตามที่นัดหมายไว้ ภายในรถเมื่อน้องแอ๋มตาย ผู้ต้องหายังได้พากันไปซื้อวัสดุต่างๆด้วยกัน จนนำไปสู่การหั่นศพ การฝัง ทั้งหมดอยู่ในสำนวนว่าใครทำอะไร สรุปได้ว่า เป็นการวางแผนฆ่าน้องแอ๋มมาเป็นอย่างดี จึงมีการแจ้งข้อหาเพิ่มทั้ง 5 คน ส่วน น.ส.เบนซ์ ที่ปฏิเสธมาตั้งแต่แรกก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ไปพิสูจน์กันในชั้นศาล เมื่อมีการแจ้งข้อหาเพิ่มคือข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน

ส่วนการทำสำนวนในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ทำทุกขั้นตอนอย่างละเอียด รอบคอบ มีการตรวจสำนวนตลอด ขณะนี้พนักงานสอบสวนรอผลพิสูจน์หลักฐานชิ้นต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ ศพฐ.4 รวมทั้งผลตรวจดีเอ็นเอ ต้องใช้เวลาประมาณ 30 วัน สรุปว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมกันทำงาน และไม่มีปัญหาอุปสรรคหนักใจ ทุกอย่างทำตามขั้นตอน เมื่อสำนวนเรียบร้อย ผลตรวจพิสูจน์ครบถ้วน จะสรุปสำนวนส่งผู้ต้องหาฟ้องได้ภายใน 84 วัน

พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ ผบก.สส.ภ.4 กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนภาค 4 ได้ประสานข้อมูลกับหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้ง ปปง. ป.ป.ส. เพื่อสืบเสาะเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาและคนใกล้ชิดกับผู้ต้องหาในคดีฆ่าหั่นศพน้องแอ๋ม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีการประสานงานกันมาโดยตลอด ในส่วนของ 3 ผู้ต้องหาในคดีฆ่าหั่นศพ เป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากคนในสังคม จะเร่ง สืบสวนหาที่มาทางการเงินต่างๆ ว่าเชื่อมโยงอย่างไร จะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงคดีฆ่าหั่นศพ ว่า ไม่ว่าจะเป็นคดีไหน เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่สืบสวนปราบปราม จับกุมผู้ต้องหา ประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดความสับสน ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจตอบคำถามเข้าข้างผู้ต้องหา คิดว่าไม่ใช่ ตนอยู่ในวันแถลงข่าว ไม่เห็นว่ามีคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า ผบ.ตร.ตอบเข้าข้างผู้ต้องหา ท่านปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน การซักถามผู้ต้องหาต้องให้สังคมเกิดความกระจ่างในทุกประเด็น ประการสำคัญ ผบ.ตร. คงไม่เอาชื่อเสียงที่สะสมมาตลอดระยะเวลา 40 ปี มาเข้าข้างผู้ต้องหา ส่วนจะมีการนำไปบิดเบือน เพื่อเหตุผลอย่างไรคงตอบไม่ได้ สำหรับมูลเหตุในการก่อคดีครั้งนี้ ตามที่ ผบ.ตร.ได้ตอบคำถามในวันนั้น เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดข้ามชาติหรือไม่ คำตอบคือไม่เกี่ยว เป็นมูลเหตุจากเรื่องส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม จะเป็นประเด็นอื่นหรือไม่ อยู่ที่การสืบสวนขยายผล

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.กล่าวว่า กรณีภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจถ่ายรูปกับผู้ต้องหา และมีไปปรากฏในโซเชียลมีเดีย จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เชิงติติงพฤติกรรมและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงบุคคลที่ปรากฏในภาพ และมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ ศปก.ตม.5 นับตั้งแต่วันที่พบภาพดังกล่าว ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคน รวมถึงบุคคลที่ปรากฏในภาพ มีเจตนาดี ตั้งใจทุ่มเทในการทำงาน เพื่อนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และภาพบางภาพไม่ใช่ภาพที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนว่าใครเป็นผู้ถ่ายภาพ และไปปรากฏในโซเชียลมีเดียได้อย่างไร

ส่วนการควบคุมตัวผู้ต้องหา เนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เป็นผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ และมีพฤติกรรมที่โหดร้าย จึงมีการควบคุมไว้อีกส่วนหนึ่ง แทนที่จะนำตัวไปควบคุมปะปนกับผู้ต้องกัก อีกทั้งยังต้องเฝ้าดูผู้ต้องหาอยู่ตลอดเวลา เรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้โซเชียล จะต้องใช้ความระมัดระวัง ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่การลงโทษตัวบุคคล แต่เราต้องการให้เป็นตัวอย่างกับบุคคลอื่นๆ ในการใช้วิจารณญาณ ใช้ความระมัดระวังในการโพสต์ภาพต่างๆ ที่ผ่านมามีหนังสือเวียน เพื่อให้ทุกคนทราบว่า การถ่ายภาพ โพสต์ภาพ ต้องใช้ความระมัดระวัง การตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริง ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องดูเรื่องขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย ที่ผ่านมาทุกคนพยายามติดตามจับกุมคนร้ายอย่างเต็มที่

พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี ผบก.ตม.5เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวน พ.ต.ท.ฤทธิไกร กะระกล รอง ผกก.ตม.เชียงราย และ ร.ต.อ.ธวัชศิลป์ บุญตันหล้า รอง สว.ตม.เชียงราย ที่ให้มาช่วยราชการที่ ศปก.ตม.5 ว่าคงใช้เวลาไม่นาน เพราะไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร ต้องให้ความยุติธรรมที่ไปกล่าวหา ถ้ามีข้อหักล้างที่รับฟังได้ นอกจากนี้ จะต้องสอบไปถึงคนที่ถ่ายภาพนี้ ทำไมภาพถึงหลุดไปในโลกโซเชียล เท่าที่ดูลักษณะของนายตำรวจที่นั่งข้างผู้ต้องหา มีท่าทางรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ เพราะกำลังนั่งบันทึกปากคำผู้ต้องหา เมื่อคนถ่ายภาพร้องเรียกก็เงยหน้าขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าผู้ต้องหามีการชูนิ้วขึ้นมา ถือว่าไม่มีเจตนาจะให้ถ่าย อย่างไรก็ตาม จะให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเน้นหลักความเป็นธรรม ดูถึงเรื่องเจตนาในการถ่ายภาพ เพราะในเวลานั้นมีตำรวจหลายหน่วยงานอยู่ภายในห้อง ส่วนตนก็เห็นด้านหนึ่ง ส่วนคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจะเห็นอย่างไร จะนำเสนอผู้บังคับบัญชา ว่าสมควรจะลงโทษระดับไหน ตักเตือน คาดโทษ ไปถึงลงโทษ หากพบว่าไม่มีเจตนาให้ถ่ายภาพ ต้องหาสาเหตุภาพหลุดออกไปในโลกโซเชียลได้อย่างไร

ด้านความเคลื่อนไหวที่เรือนจำกลางขอนแก่น ช่วงสายวันเดียวกัน มีพี่สาวของ น.ส.กวิตา หรือเอิร์น ราชดา มาขออนุญาตเข้าเยี่ยม น.ส.เอิร์น น้องสาว ได้พูดคุยกันประมาณ 10 นาที จากนั้น จากนั้นพี่สาวของ น.ส.เอิร์นเปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวว่า ในคืนก่อนเกิดเหตุ ขณะเที่ยวผับแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ได้ดื่มเหล้าจนมึนเมา น.ส.เปรี้ยวกับพวกขับรถมารับ บอกว่าจะขับรถไปส่งที่บ้าน แต่ไม่ได้ไปส่งบ้าน กลับพาไปร่วมก่อเหตุฆ่าหั่นศพ น.ส.แอ๋ม เป็นเรื่องจำยอม เมื่อพลาดไปแล้วขอยอมรับผิด พี่สาวของ น.ส.เอิร์นเผยอีกว่า น้องสาวเล่าให้ฟังว่า ถูกแยกให้นอนเดี่ยว ในแดนหญิงของเรือนจำกลางขอนแก่น บางช่วงเกิดความเครียดถึงกับนอนร้องไห้ แต่บอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะอยู่ในช่วงปรับสภาพจิตใจ ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องเอามาให้เพราะไม่ได้ใช้จ่ายอะไร ขอให้เอาเครื่องสำอาง ครีมกันแดด แป้งขัดผิว และดินสอเขียนคิ้วมาให้ก็พอ

นายวีรชัย เพชรรัตน์ ผบ.เรือนจำกลางขอนแก่น กล่าวว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนฝากขังผัดแรก 12 วัน เป็นเคสที่ผิดปกติสังคมให้ความสนใจ ส่วนผู้ต้องขังต้องควบคุมดูแลอย่างดี มีนักจิตวิทยามาสอบประวัติอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนผู้ต้องขังถูกคุมขังมา 2 คืน เริ่มปรับสภาพจิตใจได้ มีเจ้าหน้าที่เรือนจำคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมา โดยผู้ต้องขังสาว 3 คน คือ น.ส.เอิร์น น.ส.แจ้ และ น.ส.เบนซ์มีญาติมาเยี่ยม มีเพียง น.ส.เปรี้ยวคนเดียวที่ยังไม่มีญาติมาเยี่ยม และเจ้าตัวมีอาการเครียดบางครั้งต้องจัดให้ผู้ต้องขังคนอื่นๆมาพูดคุย และให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

ช่วงสายวันเดียวกัน นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.กง ไม่เศร้า รอง สว. (สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. หลังเฟซบุ๊กหลายๆ เพจนำรูปภาพ และข้อความไปเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก กรณี น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย กับพวก จนทำให้ผู้อื่นเกลียดชังและสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียง ในฐานความผิดนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ นางอังคณา กล่าวว่า สัปดาห์ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ มีคนรู้จักส่งเพจเฟซบุ๊กสาธารณะจำนวนมากเกี่ยวกับตนแสดงความคิดเห็นเรื่อง น.ส.เปรี้ยวกับพวก ไม่ต้องรับโทษ โดยในเพจไม่ได้อ้างถึงชื่อตน แต่นำรูปไป ประกอบในข่าวดังกล่าว มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นหยาบคายรุนแรงสร้างความเกลียดชัง ยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.เปรี้ยว ถึงแม้แสดงความคิดเห็น แต่ก็ต้องเคารพสิทธิกัน ไม่ใช่ว่าคนเห็นต่างต้องผิด และถูกประณามสะท้อนว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมในการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

“หลังเข้ามารับหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชน ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง และสิทธิพลเมืองจังหวัดชายแดนใต้ เกิดเหตุลักษณะนี้มาหลายครั้ง จึงมาร้องทุกข์ที่ บก.ปอท. เพราะมีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องเว็บไซต์ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หากไม่ให้ความสำคัญกรณีดังกล่าวยิ่งจะทำให้มีการเผยแพร่มากขึ้นกระทบต่อเสรีภาพบุคคลอื่น อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแล เอาผิดกับเพจดังกล่าวทั้งหมด” นางอังคณากล่าว เบื้องต้น ร.ต.อ.กงรับแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งกับประชาชนในระหว่างลงพื้นที่ตรวจติดตามการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ที่ จ.จันทบุรี ว่า วันนี้โทรศัพท์ให้ดูสิ่งที่เป็นประโยชน์จากทางภาครัฐบ้าง ไม่ใช่ดูแต่เรื่องฆ่ากัน แทงกัน ตีกัน หรือการพาผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบรับคำสารภาพ ทำกันเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง อย่าไปสนใจ ถ้าทำผิดก็ต้องสอบสวน จะดูไปทำไมคนใจร้าย ควรจะดูแล้วคิดแก้ไขปัญหาคนในครอบครัวจะดีกว่า เราเป็นไทยพุทธ แต่ทำไมฆ่ากันตายทุกวัน คดีไอ้หวาน ไอ้เปรี้ยว เลิกดูได้แล้ว มันผิดเพี้ยนไปหมด แล้วก็ชินชากับสภาพแบบนี้ เปิดหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งมามีฆ่ากันทั้งหน้า เมืองนอกเขามียิ่งกว่าเราอีกในเรื่องอาชญากรรม แต่เขาไม่ลงหน้าประจานตัวเองอย่างนี้ทุกวัน ทำสังคมซึมซับเรียนรู้ใช้ความรุนแรงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่มองว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จะแก้กันตรงไหน ทุกคนต้องช่วยกัน