วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ปิยะสกล" จวกกลุ่มป่วนแก้ ก.ม.บัตรทอง ชี้ไม่เห็นด้วยไปถกที่เวทีประชาพิจารณ์

ย้ำประชาชนได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น

ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.)ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนรักหลัก ประกันสุขภาพออกมาคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกฎหมายบัตรทอง เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.. (ฉบับที่)

โดยให้เหตุผลว่า เป็นกระบวน การแก้ไขที่ไร้ธรรมาภิบาล ขอให้นายกรัฐมนตรียุติกระบวนการดังกล่าว และให้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ว่า ทุกอย่างอยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ซึ่ง มี รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมช.ศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการในการทำหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้ แต่ขอย้ำว่ากระบวนการปรับแก้กฎหมายทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด ซึ่งกำลังจะมีเวทีประชาพิจารณ์ หากมีความคิดเห็นอย่างไรให้ไปเสนอในเวทีดังกล่าวได้ โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นผู้ไปดำเนินการ ส่วนในเรื่องการแก้กฎหมาย จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ซึ่งมี นพ.มารุต จิรเศรษฐสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ สธ.ที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ และเป็นโฆษกคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นในนาม สธ. ดังนั้นการแก้กฎหมายอยากให้เข้าใจว่าไม่เกี่ยวข้องกับ สธ.และไม่เกี่ยวกับหน่วยงานไหน แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ส่วนเรื่องไหนที่คิดว่าไม่สมดุล ก็ไปเสนอแนะได้ ไม่ว่าจะเรื่ององค์ประกอบ เรื่องการจัดซื้อยา เป็นต้น ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 77 ที่ระบุว่า การพิจารณากฎหมายต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการจัดซื้อยาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่จะให้ สธ.ดำเนินการ แต่ต้องการให้ สปสช.เป็นผู้ดำเนินการเหมือนเดิม ศ.นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า เดิมทีตามคำสั่ง ม.44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกมาเพื่อแก้ปัญหาข้อติดขัดการทำงานของ สปสช.ต่างๆ เนื่องจากกฎหมายไม่เอื้อ ซึ่งการปรับแก้ก็มีการดำเนินการตามแล้ว เรื่องการจัดซื้อยาก็เช่นกัน เพราะถูกคณะกรรมการตรวจสอบและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ทักท้วงว่า สปสช.ไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ ก็ต้องมาปรับแก้เพราะหากสุดท้าย ม.44 หมดไปแล้วก็จะกลับมามีปัญหาอีก ส่วนที่ใครอยากให้ สปสช.ดำเนินการก็ไปเสนอในเวทีประชาพิจารณ์ เพราะสุดท้ายแล้วก็จะรวบรวมผลเพื่อนำมาปรับปรุง ก่อนเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งประชาชนต้องได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น ดังนั้นระหว่างนี้ก็ไม่ควรมาปลุกปั่นให้เกิดความระส่ำระสาย.