วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คดีฆ่าโบกปูนสามเณรปลื้ม ส่อเขย่าวงการสงฆ์ เงินบุญผีเปรตยื้อแย่ง

“ไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรขึ้นใหม่ ให้ใหญ่โตหรูหราก็ได้ แต่ขอให้วัดของท่านเรียบร้อยเป็นระเบียบ เหมาะสมเพียงพอต่อความเป็นอาราม”

“ท่านเจ้าอาวาสต้องคำนึงอยู่เสมอว่า หน้าที่ของพระภิกษุสามเณร คือการรักษาและเผยแผ่พระพุทธธรรม ให้ดำรงตั้งมั่นในโลกนี้ตราบนานเท่านาน หากการพัฒนาศาสนวัตถุ ศาสนสถาน มุ่งทิศทางที่ไม่เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของพระพุทธศาสนา และไม่จรรโลงวัฒนธรรมของชาติแล้ว ก็เท่ากับเป็นความสำเร็จปลอม ไม่ใช่การพัฒนาอย่างยั่งยืน อันจักซึมซาบสู่จิตใจของพุทธบริษัทได้อย่างแท้จริง ขอฝากข้อคิดดังกล่าวไว้ ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง”

นี่คือพระโอวาทของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีประทาน โล่ ย่าม และเกียรติบัตรแก่เจ้าอาวาสวัดที่ได้รับคัดเลือก เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น วัดพัฒนาตัวอย่าง และอุทยานการศึกษาในวัด ประจำปี 2559 รวมจำนวน 68 รูป เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เมื่อเร็วๆ นี้ มีอีก 1 คดี ที่เป็นข่าวดังไล่เลี่ยกับคดีฆ่าหั่นศพของ 3 สาว เปรี้ยว เอิร์น และ แจ้ ก็คือ คดีฆ่าโบกปูน สามเณรปลื้ม หรือ นายศุภโชค เอกเกียรติกุล อายุ 17 ปี

เปิดแฟ้มฆ่า สามเณรปลื้ม โยงใยผลประโยชน์วัด 

คดีนี้ชาวเมืองคอน หรือ นครศรีธรรมราช ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากคดีเกิดขึ้นในพื้นที่ และ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง ผลปรากฏว่าสามารถตามรอยและจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ประกอบด้วย นายเด่นชัย ภูมินิยม อายุ 36 ปี หรืออดีตพระเด่นชัย และอดีตไวยาวัจกรวัด กับนางปิยฉัตร หรือบิว อรุณสกุล อายุ 40 ปี ภรรยานายเด่นชัย นายสุริยา กุศลสุข อายุ 18 ปี หรืออดีตสามเณรสุริยา กับนายนที หรือเบส หรือเบ็นซ์ ศรีดอน อายุ 24 ปี พร้อมเร่งตรวจสอบทรัพย์สินของวัดนั้น

2 ผู้ต้องหา นายเด่นชัย หรือ พระเด่น และ อดีตสามเณรสุริยา อายุ 18 ปี ให้การอ้างว่า “โกรธแค้นที่ผู้ตายขโมยเงินจำนวนหนึ่งของกลุ่มผู้ต้องหาไป จึงเรียกมาสอบถามแต่สามเณรไม่ยอมรับเลยมีการรุมซ้อมจนสลบไป 2 ครั้งและเสียชีวิตในที่สุด ก่อนช่วยกันหามศพขุดหลุมฝังบริเวณหน้ากุฏิภายในวัดแล้วโบกปูนปิดทับเป็นลานกว้างและนำพระพุทธรูปมาวางไว้เพื่ออำพรางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการไล่ตรวจสอบ ปมเงินทรัพย์สินภายในวัด เจ้าหน้าที่ก็ถึงบางอ้อ... เพราะมีเงินหมุนเวียนในบัญชีรวม 20 กว่าเล่ม ราว 10 ล้านบาท

พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตอนนี้ตำรวจกำลังดำเนินการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของนางปิยฉัตรและนายเด่นชัย สองผัวเมียหลังเข้ามาบริหารจัดการเรื่องผลประโยชน์ต่างๆของวัด ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่จอดรถ บ้านเช่าซึ่งเป็นที่ดินของวัดวังตะวันตกจำนวนหลายหลัง ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่

“ที่สำคัญกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินของสองผัวเมียว่าเงินที่ได้มาทั้งหมดมีการนำส่งวัดหรือไม่ อย่างไร และเงินของวัดไปตกอยู่ที่ใครบ้าง ตอนนี้กำลังสืบสวนแกะรอยอยู่”  ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราชกล่าว

ปัญหาเรื่องทรัพย์สินวัด ไม่ปฏิรูปตัวเอง ฝ่ายบ้านเมืองคงจะเข้ามาดำเนินการ

ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากมูลคดีนี้พบว่า สามเณรปลื้มไปพบการทุจริตในวัด จึงนำมาสู่เหตุการณ์ดังกล่าว ปัญหาเรื่องทรัพย์สินวัดนั้นมีมาตลอด แต่พบว่าที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายที่จัดการทรัพย์สินของวัดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มีแต่ระเบียบของ พศ. ก็ยังไม่ชัดเจน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะมีการแก้กฎหมายการจัดการทรัพย์สินวัดให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น หากคณะสงฆ์ดำเนินการเองก็สามารถออกเป็นกฎมหาเถรสมาคม (มส.) ได้หรือหากเป็นฝ่ายรัฐหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการ ก็จะเป็นในรูปแบบของการปรับแก้กฎหมายคณะสงฆ์ แม้ว่าเมื่อปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงเรื่องนี้กันมาก จน มส.มีมติให้ทุกวัดทั่วประเทศต้องรายงานบัญชีทรัพย์สินมายัง พศ. แต่ข้อมูลปัจจุบันมีวัดที่รายงานมาเพียงกว่า 180 วัดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผอ.พศ. ได้พูดถึงประเด็นสำคัญคือ... ในวันที่ 8 มิ.ย.จะมีการประชุม มส. พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สนช. จะเข้ากราบทูลถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช และกรรมการ มส. และ พล.ต.อ.พิชิตจะหารือกับ พศ.ในเรื่องการจัดการทรัพย์สินวัดด้วย

“การดำเนินการเรื่องทรัพย์สินวัดนั้น หากเราไม่ปฏิรูปตัวเอง ฝ่ายบ้านเมืองคงจะเข้ามาดำเนินการ”

ชัดมั้ยครับ... เรื่องนี้ชาวพุทธจะว่าอย่างไร

หลักการมี... แต่ในทางปฏิบัติต่างเพิกเฉย ละเลยกัน 

หนึ่งในพุทธศาสนิกชนที่ดีท่านหนึ่งที่ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ในฐานะประธานสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ในวัดแต่ละวัดนั้น จะมีเจ้าอาวาส ซึ่งทางคณะสงฆ์จะเป็นผู้กำหนดว่าใครเหมาะสม และมีความเห็นชอบ เห็นพ้อง ของประชาชนที่อยู่รอบๆ วัด เพราะวัดตั้งขึ้นเพราะประชาชนจะต้องอุดหนุน ดังนั้น เมื่อตั้งเจ้าอาวาส ก็เพื่อทำหน้าที่ “ปกครอง ดูแล” สองคำนี้หมายถึงดูแลทั้งทรัพย์สินเงินทอง คน และบริเวณทั้งหลาย วัดก็เหมือนบ้าน เจ้าอาวาสก็ต้องดูแลให้สะอาด ไม่เป็นที่ซ่องสุม

นอกจาก เจ้าอาวาสที่มีหน้าที่ปกครองพระลูกวัดและต้องปกครองผู้ที่มาอาศัยอยู่ในวัด ที่อยู่เหนือขึ้นไปเทียบเคียงเรื่องการปกครองนั้น ก็ต้องไปมองที่ กระทรวงมหาดไทย เพราะพระมีการขึ้นทะเบียนใบสุทธิ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่

“ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือหลักการ แต่...ในทางปฏิบัตินั้นจะมีการเพิกเฉย หรือ ละเลยกันเพียงไร ไม่อาจจะลงไปตรวจสอบได้ ต้องให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ แต่ผมก็เข้าใจเอง...ไม่ได้ตำหนิใครว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้มีใครกำกับดูแลกันเท่าไร” พล.อ.จรัล กล่าว 

เปิดงานวิจัย "พระสงฆ์กับทรัพย์สินส่วนตัว" ก่อปัญหาหลายอย่างตามมา 

อย่างไรก็ดี จากงานวิจัยเรื่อง “พระสงฆ์กับทรัพย์สินส่วนตัว” โดย ผศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ซึ่งได้ทำวิจัยในโครงการวิจัยพุทธศาสน์ศึกษา ของ ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ.2552 ได้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจตอนหนึ่งว่า

การมีเงินทองเป็นทรัพย์สินส่วนตัวยังทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ปัญหาการฉ้อโกงทรัพย์สินวัด ปัญหาการเรี่ยไรเงินทอง ปัญหาการล่อลวงและขโมยทรัพย์สิน พระภิกษุสงฆ์ ปัญหาด้านอาชญากรรม และปัญหาการปลอมบวช ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้ก่อให้เกิด ผลกระทบทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้างทั้งในระดับบุคคลและในระดับสังคม โดยเฉพาะผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องศรัทธา คุณภาพของพระภิกษุสงฆ์ รวมถึงความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในสังคมไทยอีกด้วย

จากการสัมภาษณ์ ข้อมูลรายได้ส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์ เช่น เงินนิตยภัต เงินค่าสอน เงินจากกิจนิมนต์ทั่วไป เงินจากกิจกรรมพิเศษทางศาสนา หากจะวิเคราะห์ตามพระธรรมวินัย การมีรายได้ของพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นเงินทองไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตามย่อมผิดพระวินัยบัญญัติ จากการสัมภาษณ์ทำให้ทราบว่าเมื่อพระภิกษุสงฆ์มีเงินทองแล้วก็สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินต่างๆ ได้อย่างมากมายซึ่งอาจจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยก็เป็นได้ จึงผิดพระวินัยบัญญัติในข้อการนำเงินทองไปแลกเปลี่ยน ส่วนเรื่องรายจ่ายส่วนตัวของพระภิกษุสงฆ์ เช่น รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายการกุศล รายจ่ายด้านการศึกษา หากการใช้เงินทอง ในเรื่องเหล่านี้ไม่มีไวยาวัจกรจัดการให้แล้วก็ย่อมเป็นอาบัติอยู่นั่นเอง ส่วนเรื่องการจัดการกับทรัพย์สินส่วนตัวนั้น เนื่องจากไม่มีกฎหมายประกาศไว้ชัดเจน วิธีการปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์ จึงมีความแตกต่างกันไป เช่น การเปิดบัญชีรวมเงินส่วนตัวเข้ากับบัญชีวัด การเปิดบัญชีส่วนตัว ไม่เปิดบัญชีแต่เก็บไว้ในตู้บริจาค กุฏิเจ้าอาวาส ฯลฯ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน หากการเก็บรักษา เงินทองเหล่านี้ไม่มีไวยาวัจกรช่วยจัดการให้พระภิกษุสงฆ์แล้วก็ย่อมเป็นอาบัติอยู่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัย ยังมีข้อเสนอแนะด้วยว่า นอกจากส่งเสริมด้านคุณธรรมให้แก่พระสงฆ์กรณีเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวแล้ว ยังสนับสนุนจากภาครัฐ โดยให้มีงบประมาณเพียงพอแก่การใช้สอยผ่านสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติหรือมหาเถรสมาคม ซึ่งอาจจะใช้งบประมาณจากเงินที่ได้โดยการบริจาคหรือจากธนาคารพุทธศาสนาก็เป็นได้ โดยให้ธนาคารพุทธศาสนาทำหน้าที่ดุจไวยาวัจกรในการดูแลทรัพย์สินของพระสงฆ์ไม่ให้ผิดพระธรรมวินัยและต้องมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสชัดเจน ทั้งจากฝ่ายพระสงฆ์ และจากรัฐ แนวความคิดดังกล่าวจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีระบบไวยาวัจกรที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ นอกจากงานวิจัยเรื่อง "พระสงฆ์กับทรัพย์สินส่วนตัว" แล้ว ยังมีงานวิจัยอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่าในแต่ละวัดมีเงินทำบุญมากมายมหาศาล แต่กลับขาดการจัดการที่ดี ส่งผลให้เงินบางส่วนที่คนตั้งใจทำบุญตกไปอยู่ในมือของคนชั่ว ไร้จิตสำนึก และยักยอกเงินวัดไปใช้ส่วนตัว กลายเป็นเหลือบไรศาสนาที่คอยดูดเลือด บ่อนทำลายความศรัทธาของพุทศาสนิกชน และทางภาครัฐอาจจะเข้ามาจัดระเบียบในไม่ช้าก็เป็นได้ 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน