วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'สมคิด' โปรยคำหวาน บอกญี่ปุ่นเป็นมหามิตร ช่วยไทยเปลี่ยนผ่านไปยุค 4.0

'สมคิด' ย้ำญี่ปุ่นเป็นมหามิตร ที่จะช่วยไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 และช่วยพัฒนา “อีอีซี” รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อมจัดงานยักษ์เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบ 130 ปี ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่น เตรียมหอบเงินลงทุนในไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายในงานสัมมนา "Thailand towards Asia Hub" ภายใต้หัวข้อ Thailand 4.0 means Opportunity Thailand จัดโดยองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 มิ.ย 60 โดยมีนักธุรกิจญี่ปุ่นเข้าร่วมงานราว 1,200 คนว่า ขณะนี้ ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตของไทยไปสู่ยุคดิจิทัล โดยรัฐบาลมีโครงการเมกะโปรเจกต์กว่า 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่จะลงทุนภายใน 5 ปี ทั้งการก่อสร้างถนน รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ สนามบิน ลงทุนด้านอินเทอร์เน็ต เพื่อรองรับอีอีซี และอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล หากขาดนักลงทุนจากญี่ปุ่นคงพัฒนาไม่สำเร็จ จึงได้เชิญประธานเจโทรเป็นที่ปรึกษาของตนเอง เพื่อติดต่อกับนักลงทุนญี่ปุ่น ให้เข้ามาช่วยไทยพัฒนาอีอีซี

นอกจากนี้ ไทยยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ต้องการดึงดูดการลงทุน และหวังเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ไบโอชีวภาพ ยานยนต์แห่งอนาคต ปิโตรเคมิคอล การท่องเที่ยว การแพทย์ครบวงจร ศูนย์การบินของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ยังได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาอุปสรรคของนักลงทุน และอำนวยความสะดวกให้ด้วย ซึ่งทำให้ไทยมีศักยภาพด้านการแข่งขันดีขึ้นมาก

“ในช่วงที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ถือเป็นจังหวะดีที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาช่วยไทยพัฒนาประเทศ การเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่น แต่มาเพื่อขอบคุณที่ญี่ปุ่นเป็นมหามิตรอย่างแท้จริง เพราะลงทุนในไทยมากว่า 40-50 ปีแล้ว และความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานถึง 130 ปี แท้จริงแล้วเป็นความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งได้ขอให้ทั้งรัฐบาล และภาคเอกชนของญี่ปุ่นนำทัพนักธุรกิจเดินทางมาไทย เพื่อร่วมกันฉลองความสัมพันธ์อย่างยิ่งใหญ่ ที่รัฐบาลไทยจะจัดขึ้นในปีนี้ เพื่อให้ทั่วโลกได้รับรู้ และเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านของไทยในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ เพราะมหามิตรจะช่วยเหลือเรา”

นายสมคิด กล่าวต่ออีกว่า ยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามร่วมกันระหว่างนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กับนายฮิโรชิเกะ เซโกะ รมว.เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (เมติ) เพื่อเชื่อมโยงเอสเอ็มอีของทั้ง 2 ประเทศให้เข้าสู่สายการผลิตของโลก ถือเป็นครั้งแรกที่เมติของญี่ปุ่นลงนามร่วมกับไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นสักขีพยานลงนามระหว่างนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรมว.การสื่อสารและอินเทอร์เน็ต ของญี่ปุ่น เพื่อความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล ความร่วมมือด้านความมั่นคง ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย ความมีเสถียรภาพของอินเทอร์เน็ต รวมถึงความร่วมมือด้านอุตุนิยมวิทยา และไปรษณีย์ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ

ด้านมาโกโตะ นิตตะ ประธานบริษัทแห่งหนึ่ง ที่เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ กล่าวว่า ตนลงทุนผลิตสินค้าอะไหล่ยานยนต์ในไทยมานานถึง 55 ปีแล้ว มีโรงงานในไทย 4 แห่งคือ ที่ฉะเชิงเทรา บางพลี บางปะกง และพระประแดง แต่ในช่วงนี้ยังไม่มีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ปัจจุบัน ถือว่า สถานการณ์ของไทยดีขึ้น แต่ในอนาคตยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร แต่ยังเชื่อมั่น และไม่คิดถอนการลงทุนแน่นอน

ส่วนนายเคนโสะ อิโตโมะ กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจด้านการวางระบบไอที และขณะนี้มีแผนจะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเห็นว่า ไทยมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนจำนวนมาก และลงทุนมานานแล้ว ประกอบกับลูกค้าที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นแนะนำให้เข้ามาทำธุรกิจในไทย คาดว่า เมื่อหาแหล่งเงินทุนได้ในเร็วๆ นี้ จะเริ่มเข้ามาลงทุนได้ทันที เพราะการรับฟังนายสมคิดในครั้งนี้ ทำให้มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

นายนาโอกิ อิโนเนะ เจ้าของตลาดซื้อขายชิ้นส่วนยานยนต์ทางอินเทอร์เน็ต (อี-มาร์เก็ตเพลส) และมีสำนักงานในไทย กล่าวว่า ลูกค้าของตนที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะมองเป็นศักยภาพของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่นแห่งใหญ่นอกประเทศญี่ปุ่น ที่สำคัญ ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีอุตสาหกรรมนี้