บริการข่าวไทยรัฐ

พ.อ.อ.ขนปืน โยงแก๊งยา ส่งคาราวานชายแดน

สอบ12ทหารคดีส.อ.ขายบึมทางไปรษณีย์

ตำรวจเร่งขยายผลขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามแดน ตรวจโทรศัพท์พบพันจ่าอากาศเอกใช้รหัสลับซื้อขายสินค้าเลี่ยงไม่ให้เจ้าหน้าที่รู้ความเคลื่อนไหว ด้าน ผบ.ทบ.ยืนยันอาวุธมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งให้ชนกลุ่มน้อยด้านตะวันตก ส่วนนายกฯ สั่งกองทัพคุมเข้มทหารลอบค้าอาวุธ ขณะที่คดี ส.อ.เป็นตัวหลักลักลอบขายปืนและระเบิดกองทัพผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก เชื่อไม่เกี่ยวกับเหตุป่วนกรุง

เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลคดีค้าอาวุธสงครามข้ามชาติ หลัง พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการข่าว กอ.รมน.กทม. ขับรถกระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ 4 ประตู สีดำ ทะเบียนตรากงจักร 1510 เสียหลักตกถนนสุขุมวิท ช่วงบ้านคลองสน ต.แหลมกลัด อ.เมืองตราด ภายในรถพบอาวุธสงครามเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ร.ต.ต.พิสิษฐ์ เลียง สังกัดตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงพนมเปญ อายุ 29 ปี และนายจักรพงษ์ ไกรเรือง อายุ 37 ปี มีส่วนเชื่อมโยงในคดีแต่ยังคงให้การปฏิเสธ ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. พล.ต.ต.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ รอง ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ตำรวจอยู่ระหว่างการดำเนินการขยายผล มีบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ดังนั้นขณะนี้ยังเปิดเผยอะไรไม่ได้ เพราะถ้าเปิดเผยไปจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานยากขึ้น จากคำรับสารภาพของ พ.อ.อ.ภคินว่าทำงานเพียงคนเดียวนั้น ตำรวจเชื่อว่าต้องทำเป็นขบวนการ ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงคดีระเบิดที่กรุงเทพฯ

สำหรับแนวทางการสืบสวน ตำรวจ บก.สส.ภ.2 นำโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ไปตรวจสอบพบว่า พ.อ.อ.ภคินติดต่อกับ ร.ต.ต.พิสิษฐ์กันทางไลน์ ใช้รหัสลับในการซื้อขายอาวุธเป็นที่รู้กันในแก๊งค้าอาวุธสงคราม เช่น ปืนอาก้าจะใช้คำว่า “กุ้ง” หากต้องการปืนอาก้า 5 กระบอก ก็จะบอกว่ากุ้ง 5 กิโลกรัม ระเบิดจะใช้คำว่า “ปลาหมึก” กระสุนปืนจะใช้คำว่า “ปลา” เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐรู้ความเคลื่อนไหว เมื่อ พ.อ.อ.ภคินไปรับอาวุธปืนสงครามมาแล้วจะพักของไว้ที่โรงแรมกิติยา อ.คลองใหญ่ จ.ตราด อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศกัมพูชาเพื่อรอคำสั่งส่งของตามจุดนัดพบ ส่วนนายจักรพงษ์ ไกรเรือง ทำหน้าที่เป็นคนยกของ แก๊งค้าอาวุธสงครามข้ามชาติมีผู้ร่วมขบวนการเป็นทหารของไทย และมีผู้ร่วมกระทำผิดที่เป็นข้าราชการของประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

มีรายงานว่า หลังจากที่ พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ ยอมรับว่าขนอาวุธสงครามชุดนี้มาจากนายทหารกัมพูชาระดับนายพันแล้วเตรียมไปส่งที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อขายให้กับกะเหรี่ยงเคเอ็นยูในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ทำมาแล้ว 3 ครั้งนั้น ล่าสุดผู้นำทหารกะเหรี่ยงทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วยกลุ่มกะเหรี่ยงสันติภาพของพันเอกเนโซ เมียะ บุตรชายนายพลโบเมียะ อดีตประธานาธิบดีสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง อยู่ตรงข้ามบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) หรือกะเหรี่ยงคริสต์ มี พล.อ.มูตู เส่ เป็นประธานาธิบดี มีกองกำลังทหารตามแนวชายแดนไทย-พม่าด้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และกองกำลังของพลจัตวาเนอดา เมียะ บุตรชายนายพลโบเมียะ ตั้งกองกำลังทหารขึ้นมาเองด้าน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ต่างปฏิเสธไม่เคยซื้ออาวุธจาก พ.อ.อ.ภคิน ปัจจุบันนี้เคเอ็นยูไม่ต้องซื้ออาวุธเพราะไม่มีสงครามแล้ว ส่วนใหญ่เคเอ็นยูใช้ปืนเอ็ม 16 ไม่ใช้ปืนอาก้า คาดว่าอาจจะส่งขายให้กับ พ.อ.ซานอ่อง กลุ่มดีเคบีเอ กลุ่มก้าวหน้าที่กำลังทำสงครามกองโจรกับทหารรัฐบาลพม่า

ขณะที่แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงชายแดนแจ้งว่า คาดผู้ต้องหาจะส่งมอบอาวุธปืนสงครามทั้งหมดให้กับกลุ่มคุ้มครองคาราวานขนยาเสพติดผ่านโบรกเกอร์บ่อนกาสิโนตามแนวชายแดนไทย-พม่า ใช้ชายแดน อ.แม่สอด เป็นทางผ่านขนส่งอาวุธทั้งหมด ให้กับนักธุรกิจของชนกลุ่มน้อยว้าที่อาศัยแฝงตัวในพื้นที่ จ.เมียวดี และจะนำไปส่งให้กลุ่มคาราวานคุ้มกันนักค้ายาทางภาคเหนือตรงข้าม อ.ท่าสองยางต่อไป

ด้าน ร.อ.อภินันท์ สงครามชัย ผบ.ร้อย ทพ.1201 ประสานขอความร่วมมือกับ พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จ.สระแก้ว และนายยุทธนา พูลพิพัฒน์ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำด่าน ตม.อรัญประเทศ และจุดตรวจศุลกากรด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เข้มงวดกวดขันในการตรวจเอกสารการเดินทางและสิ่งของที่นำเข้ามาจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศไทยและกลุ่มประเทศเป้าหมายต้องห้ามเข้าประเทศ โดยเฉพาะตรวจค้นเข้มกระสอบเสื้อผ้ามือสองที่ชาวเขมรบรรทุกใส่รถเข็นล้อเลื่อนเข้ามา เพื่อป้องกันการลักลอบซุกซ่อนอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการข่าว กอ.รมน.กทม. สังกัดกรมสรรพาวุธทหารอากาศ ลักลอบขนอาวุธสงคราม บริเวณชายแดนกัมพูชา จ.ตราดว่า รับรายงานแล้วต้องดูว่ารถดังกล่าวมาและไปอย่างไร เพราะรถที่ถูกจับลักษณะนี้ต้องได้รับการตรวจตรา เมื่อถามว่า การตรวจจับอาวุธระยะหลังมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทหารชั้นประทวน ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าเอาอาวุธไปทำอะไร ต้องตรวจสอบว่าเมื่อนำเข้ามาแล้วจะเอาไปที่ไหนและทำอะไร ขณะนี้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนเรื่องนี้อยู่ เมื่อถามย้ำว่ากรณีนี้มีความชัดเจนหรือยังว่าต้นทางอาวุธมาจากที่ใด พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่แน่ชัด แต่ไม่ได้เอาอาวุธออกมาจากคลังของไทยเพราะในคลังอาวุธไม่มีปืนอาก้า ส่วนจะมาจากไหนไม่รู้ และทหารคุมเข้มเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกว่า เน้นย้ำในที่ประชุมในการดูแลตรวจสอบคลังอาวุธของหน่วยต่างๆ ส่วนกรณีการตรวจพบอาวุธสงครามในพื้นที่ กทม. และ จ.ตราดนั้น ยืนยันว่าไม่มีความเชื่อมโยงกัน กรณี จ.ตราด ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ส่งให้ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ด้านตะวันตก โดยรูปลักษณ์ของอาวุธเชื่อมั่นว่าเป็นไปในลักษณะนั้น ส่วนกรณีการส่งวัตถุระเบิดผ่านบริษัทขนส่งพัสดุเอกชนในพื้นที่ กทม. ฝ่ายความมั่นคงควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง 19 คน เป็นทหาร 12 คน พลเรือน 7 คน สอบสวนเบื้องต้นคือ ส.อ.ธนากรณ์ บุญกาญจน์ เจ้าหน้าที่คลังอาวุธของกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เป็นผู้เกี่ยวข้องหลัก ที่ผ่านมา ส.อ.ธนากรณ์ร่วมกับพวกเปิดแอพพลิเคชั่นไลน์และเฟซบุ๊กซื้อขายแลกเปลี่ยนอาวุธปืนทั้งแบบที่มีทะเบียนและไม่มีทะเบียน เมื่อเห็นว่าสามารถซื้อขายได้จึงลักลอบนำวัตถุระเบิดส่วนหนึ่งพร้อมกระสุนมาขายอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป

พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวยืนยันว่า กรณีเหตุการณ์ที่ จ.ตราด เป็นอาวุธที่มาจากต่างประเทศที่ต้องการที่จะส่งไปจากด้านตะวันออกไปด้านตะวันตก ไม่ได้มาจากคลังของทหาร เราเป็นเพียงทางผ่าน จะเห็นได้ว่าประเทศรอบด้านเรามีความขัดแย้ง ชนกลุ่มน้อยพยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ไม่สามารถจัดหาอาวุธแบบถูกกฎหมายได้ พยายามซื้ออาวุธที่มาถูกต้องจากพื้นที่ที่มีการค้าขาย โดยเฉพาะอาวุธอยู่คลังที่ประจำการอยู่ภายในกองทัพบก ทั้งนี้ กำลังพลของกองทัพบกมีจำนวนมากทั้งคนดีและไม่ดี เมื่อพบว่าคนใดไม่ดีตนก็พร้อมจะเอาออกจากกองทัพ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่กระทบความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะทหารนอกแถวของเพื่อนบ้านพบทหารนอกแถวของเราร่วมกันดำเนินการ ขอให้แยกเรื่องบุคคลกับหน่วยงาน

เมื่อถามว่า อาวุธและระเบิดที่มีชื่อผู้รับอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี นั้นจะมีความเชื่อมโยงกับการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นกระสุนและวัตถุระเบิด มีกลุ่มที่สะสมอาวุธเหล่านี้ และเมื่อนำไปใช้เราก็ตรวจจับกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดทั้ง 19 คน ที่มีรายชื่ออยู่และยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการก่อความวุ่นวายในช่วงเวลาที่ผ่านมา อาวุธที่ขายเป็นกระสุนที่ครบนัดไม่เหมือนกับระเบิดแสวงเครื่องที่จัดทำขึ้นมาเองในเหตุการณ์ระเบิด 3 จุดใน กทม. เรื่องนี้ถือเป็นความทุจริตของบุคคล ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลว่ามีอะไรนอกเหนือจากนี้หรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย

ด้าน พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการดูแลพื้นที่ชายแดนภายหลังมีการลักลอบขนอาวุธสงครามและระเบิดว่า ตรวจพื้นที่กองกำลังบูรพาดูแลพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันออก และกองกำลังสุรสีห์ดูแลพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก สั่งกำชับผู้บังคับหน่วยและกำลังพลในเรื่องนี้มาตลอด ที่ผ่านมา ไปพบกับ พล.อ.บุน เซ็ง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาขอความร่วมมือกัน โดยเฉพาะเรื่องแรงงานต่างด้าวเพราะมีนายหน้าพยายามหาประโยชน์ ส่วนเรื่องยาเสพติดทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสามารถดูแลและจับกุมได้ตลอด เมื่อถามถึงกรณีที่มีกำลังพลของกองทัพบก แอบส่งอาวุธและระเบิดผ่านทางบริษัทเอกชนที่รับขนส่งพัสดุ พล.ท.อภิรัชต์ตอบว่า ใครทำผิดต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนการสืบสวนสอบสวนเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนทหารจะไม่ปกป้องกำลังพลที่ทำผิด

ขณะที่ พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เขียนตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติว่า เป็นสิ่งที่กองทัพพยายามดำเนินการมาตลอดไม่ให้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องการค้าอาวุธสงคราม หรือขบวนการต่างๆ ต้องกวดขันตรวจตราอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ร่วมขบวนการมีทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน ใครที่ไปร่วมในขบวนการเหล่านี้ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เมื่อถามว่ามีรายงานจากหน่วยความมั่นคงหรือไม่ว่า อาวุธสงครามที่จับได้มีแหล่งที่มาจากไหน และขโมยในคลังแสงของกองทัพไปด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์เขียนตอบว่า ขณะนี้ตรวจสอบพบว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังไม่พบว่ามีการรั่วไหลออกจากคลังแสง หากตรวจสอบพบก็ต้องลงโทษสถานหนักทั้งทางวินัยและทางอาญา

เมื่อถามว่า รถที่ใช้ขนอาวุธสงครามพบว่าเป็นรถของทางราชการ พล.อ.ประยุทธ์เขียนตอบว่า ที่ตรวจสอบไม่ใช่รถของทางราชการ มีการสวมทะเบียนและติดป้ายกงจักรปลอมเพื่อให้ผ่านด่านได้ ฉะนั้นทุกด่านตรวจให้ตรวจสอบรถทุกคัน แม้ว่าจะมีตรา ของทางราชการหรือของหน่วยงานใด ก็ให้เข้มงวดและตรวจสอบทุกคันอย่างเคร่งครัด เมื่อถามว่ากรณีทหารส่งระเบิดเอ็ม 67 ขายผ่านทางไปรษณีย์เอกชนมีความคืบหน้าอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์เขียนตอบว่า เรื่องนี้ให้หน่วยทหารตรวจสอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ผบ.เหล่าทัพให้ติดตามรวมถึงให้ ผบ.หน่วยทุกหน่วย เร่งหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

พ.อ.หญิงทักษดากล่าวอีกว่า นายกฯยังเขียนตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่วงเสวนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยหลงทางในการแก้ปัญหาก่อการร้าย เนื่องจากมุ่งแต่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ว่า ในเมื่อผู้ถามก็รู้อยู่แล้วว่ากรณีนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่ รัฐบาลพยายามเต็มที่ป้องกันและปราบปรามทุกระบบ ต้องสร้างให้ ประชาชนและสังคมมีส่วนร่วม ช่วยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุร้ายในสังคม ส่วนการจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานความมั่นคงอยู่แล้ว เป็นคนละกิจกรรมกับเรื่องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นการซื้อทดแทนสิ่งที่ชำรุด เพื่อป้องกันภัยคุกคามทั้งรูปแบบเก่าและรูปแบบใหม่ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้แก่ ภัยจากอิเล็กทรอนิกส์และภัยจากไซเบอร์ ชี้ให้เห็นว่าการซื้ออาวุธกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ละอย่างมีวัตถุประสงค์ชัดเจนอยู่แล้ว

ส่วน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีพื้นที่ของตัวเอง ไปสำรวจกล้องซีซีทีวีให้ใช้งานได้ ทั้งนี้หากเกิดเหตุการณ์อะไร หน่วยใดรายงานว่ากล้องซีซีทีวีเสีย หัวหน้าหน่วยงานนั้นต้องรับผิดชอบ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รอง ผบช.น.กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เจ้าหน้าที่พบระเบิดที่ศูนย์ส่งสินค้าเคอรี่ เอ็กซ์เพรส สาขาบางเขน เบื้องต้นมีการดำเนินการสืบสวนขยายผล ผู้ต้องหาส่งสินค้าไปแล้ว 22 แห่งใน 15 จังหวัด ขณะนี้ออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง 1 รายในข้อหาจำหน่ายวัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืน โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไว้ในครอบครอง ขณะเดียวกันตรวจค้นในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วยขอนแก่น ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สงขลา นครศรีธรรมราช และพิษณุโลก ออกหมายจับ 6 หมายในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง