บริการข่าวไทยรัฐ

ส่งพลังใจ เต้ย ไฮร็อก อยากอยู่ต่อ สู้มะเร็ง น้ำตาไหลทะเลาะ เป้

เต้ย ไฮร็อก กำลังใจดีขึ้น พร้อมสู้ หลังได้รับข้อความและกำลังใจจากแฟนคลับและเพื่อนๆ ในวงการ ขอบคุณทุกคนที่หยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้

พร้อมยืนยันที่ลงข้อความในเฟซบุ๊ก ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเรื่องเงินทอง แต่ต้องการวิธีหรือที่รักษาตัวเป็นหลัก ส่วนใครช่วยเหลือเรื่องเงินทองมาไว้ให้เป็นค่ารักษาตัวขอบคุณมาก

ดีใจหลังจากที่ป่วยหนักทำให้ได้รู้ว่าเพื่อนๆ ในวงการยังรักและคิดถึงตน และทำให้ได้กลับมาคุยกับเป้ ไฮร็อก อีกครั้งในรอบ 20 กว่าปี

หลังจากที่มีข่าวว่ามือกลองชื่อดัง เต้ย ไฮร็อก หรือ กิตติศักดิ์ เจริญคงสมัย ป่วยเป็นมะเร็งตับ ตอนนี้มีสภาพซูบผอมจนแทบจะจำไม่ได้ ล่าสุดก็เพิ่งเข้าโรงพยาบาลเพราะมีอาการแน่นท้องและหน้าอก

ทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ เดินทางไปที่บ้านของมือกลองในตำนาน เต้ย ไฮร็อก เพื่อเยี่ยมและสอบถามอาการและเรื่องราวในชีวิต เมื่อไปถึงก็ได้พบมือกลองชื่อดัง นอนอยู่ที่โซฟา มีสีหน้าที่แจ่มใสสดชื่นขึ้นมาก และพร้อมจะเล่าเรื่องราวและอัพเดตอาการป่วยให้ได้ฟังว่า  

เมื่อวานนี้ได้ทราบว่าต้องพา เต้ย ส่งโรงพยาบาลด่วน ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“เมื่อวานผมปวดท้องมาก แน่นท้องมาก 2 วันต้องไปเจาะเอาน้ำออก เมื่อวานเจาะน้ำออกมาได้ประมาณ 2 ลิตรกว่า เจาะเสร็จก็กลับมาที่บ้านครับ”

ตอนแรกไม่ยอมให้บอกใครว่าป่วย แต่ทำไมสุดท้ายถึงยอม?

“ต้องบอกก่อนว่า ผมให้คุณนุชไปส่งทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล เพราะว่าไม่ไหวแล้ว แต่เขาบอกว่าให้นอนพักก่อน เช้ามาค่อยว่ากัน แล้วเขาก็เขียนข้อความเอาไว้ให้ผมอ่าน บอกว่าเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยผมได้ นั่นก็คือกำลังใจจากพี่น้อง พอผมได้อ่านข้อความนั้นแล้ว รู้สึกว่ามันโอเค ก็ตัดสินใจให้โพสต์

หลังจากที่โพสต์ก็ได้กระแสตอบรับกำลังใจจากแฟนเพลงเยอะมาก ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนหายเลยนะ พอได้อ่านข้อความกำลังใจเหล่านั้น ทำให้รู้ว่าผมมีเพื่อน มีแฟนคลับที่ยังรักและคิดถึงผมขนาดนี้ ขนาดสภาพผมเป็นอย่างนี้ แต่แฟนๆ กลับรับได้ เพื่อนรับได้

ขนาดเป้ ไฮร็อก ก็ได้โทรคุยกัน ร้องไห้เลย แล้วเพื่อนก็บอกว่าจะจัดคอนเสิร์ตให้ รวมศิลปินทั่วประเทศมาหมดเลย รู้สึกขอบคุณมาก

แน็ค ไฮร็อก อยู่เชียงราย พอได้ข่าวก็รีบโทรหา โอนเงินค่ารักษามาช่วย เขาบอกว่าให้รีบหาย เดี๋ยวมาทำโปรเจกต์ใหม่ให้แฟนๆ ฟังกัน คือเมื่อก่อนผมไม่เชื่อว่าจะมีคนฟังเพลงเฮฟวี่เหลืออยู่ แต่ตอนนี้หลังจากที่เกิดเรื่อง ผมเชื่อแล้วว่ายังมีกลุ่มแฟนเพลงที่ยังรักและคิดถึงพวกเราอยู่

พอรู้ว่าเป็นโรคนี้ โรคที่รุนแรงที่สุดในทุกโรคแล้ว ก็เลยบอกคุณนุชว่าอย่าบอกใครนะ อย่าให้ใครมารับรู้เรื่องประเภทนี้ คนอื่นเขาต้องทำมาหากิน กลัวเพื่อนจะเป็นห่วง กลัวญาติจะเป็นห่วง

ผมไม่อยากให้ใครมองว่าพอผมป่วยแล้วก็มาขอความช่วยเหลือ เกรงใจคนรอบข้าง คิดแต่อย่างนี้ จนผ่านไปเดือนนึงก็บอกครอบครัวก่อน พ่อกับแม่งงมาก”

ด้าน คุณนุช คนใกล้ชิดที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของเต้ยเผยต่อว่า "ที่เอารูปมาลงในเฟซเพราะว่าตอนนั้นเต้ยไม่สู้แล้ว ท้อถอย แต่เราไม่ได้ลงรูปเต้ยเพราะต้องการขออะไรนะคะ

แต่เราอยากจะบอกแฟนคลับให้รู้ว่าเต้ยต้องการที่รักษาตัว มีที่ไหนแนะนำบ้าง เพราะหมอเขารักษาได้เท่านี้จริงๆ รักษาตามอาการ ไม่มีการรักษาให้ดีขึ้น โรงพยาบาลไหนก็ได้ หมอไหนก็ได้ ใครที่รู้ช่องทางช่วยเอาเต้ยไปรักษาที แค่นี้ที่เราต้องการ และเต้ยจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว เต้ยยังมีเพื่อน ยังมีแฟนคลับหรือเปล่า เดี๋ยวก็จะเห็นเอง”

เห็นว่าหลังจากที่ลงเฟซบุ๊กไป เต้ย ดูมีอาการดีขึ้น?

“ที่ผมดีขึ้น ไม่ได้ดีใจที่แฟนๆ บริจาคเงินให้นะครับ แต่ผมดีใจที่ยังมีคนรักและคิดถึงผม ส่งกำลังใจความห่วงใยมาให้ ก็บอกกับตัวเองว่าต้องหายนะ ชีวิตที่เหลืออยู่จะทำประโยชน์ให้สังคม"

อะไรทำให้ไม่เชื่อว่ายังมีคนที่รอฟังเพลงจากไฮร็อกอยู่? 

“ผมเจอมา เวลาดูทีวีก็เห็นดนตรีแนวใหม่ของคนไทย เขาชอบเกาหลีกัน ชอบลูกทุ่ง ไม่ค่อยมีคนฟังแนวเฮฟวี่ หนวกหู มันทำให้กำลังใจผมท้อถอย แต่ผมก็พยายามอนุรักษ์ตัวเองไว้ เพื่อที่จะได้อยู่ในสังคมของผม จัดคอนเสิร์ตบ่อยๆ คนดูไม่เยอะ แต่มีจุดยืน

พอได้มาคุยกับเพื่อนหลังจากที่เกิดปัญหาชีวิต ก็เลยเพิ่งได้รู้ว่าจริงๆ แล้วดนตรีเฮฟวี่ของเรายังอยู่ในเมืองไทยนะ เพื่อนก็บอกว่าเชื่อรึยัง ยังมีแฟนคลับรอเราอยู่ ฟังแค่นี้น้ำตาไหลเลย”

รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งตับตอนไหน?
“บอกก่อนนะว่าผมไม่สูบบุหรี่ และไม่เล่นยาเสพติด ผมเคยไปเช็กร่างกายมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน คุณหมอก็เตือนเรื่องการดื่ม และช่วงที่รู้ว่าตัวเองป่วย คือช่วงนั้นเป็นช่วงสงกรานต์ ผมปาร์ตี้กับเพื่อนๆ แถวบ้านหลายวันติดต่อกัน ข้าวแทบไม่ได้กิน

จนวันที่ 26 เม.ย.อยากพักผ่อน ก็เลยอยู่บ้าน ตัดต้นไม้แต่งสวน ตัดเสร็จก็ขึ้นบ้านมาหาอะไรกิน รู้สึกวี้ดๆ ให้หัว และปวดท้องเหมือนมีอะไรมาบิด เหงื่อแตกพลั่ก คลานออกมาหาคุณนุช เขาก็ตกใจ รีบพาผมส่งโรงพยาบาลด่วนเลย”

คุณนุช เสริมต่อว่า “คือเต้ยมีอาการขาบวมมานานแล้ว เนื่องจากตับ คือไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งนะคะ แต่รู้ว่าที่เป็นแบบนี้น่าจะเป็นจากตับ ก็ชวนเขาไปตรวจร่างกาย แต่เขาก็ไม่ไปสักที เพราะเขาไม่ชอบไปโรงพยาบาลและบอกเสมอว่าตัวเองแข็งแรง คุยกันทีไรก็ทะเลาะกัน”

และหลังจากที่เห็นเขาหน้าซีด ตัวเย็นเฉียบ เหงื่อแตก คิดว่าเป็นลมแดด ก็หายาดมมาให้ เขาก็บอกว่าเหมือนจะดีขึ้น

แต่พอดีตอนนั้นรถเราเสีย ส่งซ่อมยังไม่เสร็จ และโชคดีช่างทำให้เสร็จในช่วงเย็น ก็เลยได้พาเขาไปส่งโรงพยาบาล ไปถึงตอนแรกหมอบอกว่าเป็นโรคกระเพาะ และเต้ยก็ไม่ยอมบอกอาการหมอว่าเป็นอะไร

เราเลยเข้าไปคุยกับหมอว่าเขามีอาการแบบนี้ ให้เช็กเลือด เช็กตับให้หน่อย เพราะไหนๆ มาแล้ว ตรวจให้ละเอียดเลย หมอก็ตกใจว่าคนไข้ไม่บอกเลยว่ามีอาการแบบไหน บอกแค่ว่าหน้ามืด เป็นลม หมอเลยตรวจเลือดให้และพบว่ามีปัญหาเรื่องตับ แต่ก็ยังไม่พบว่าเป็นมะเร็ง หมอก็จ่ายยากระเพาะให้แล้วกลับบ้าน

กลับมาถึงบ้านเต้ยนอนซม ตัวร้อน ท้องบวม มีไข้ตลอด เช็ดตัวยังไงไข้ก็ไม่ลง ก็ใจไม่ดี จะพาไปโรงพยาบาลแต่ก็ยังไม่ยอม จนกระทั่งวันที่ 29 เม.ย. เต้ยเริ่มไม่ไหว ปวดท้อง ก็กลับไปโรงพยาบาล แต่กว่าจะได้ตรวจก็วันที่ 30 ซึ่งเป็นวันเกิดของเต้ยพอดี

ซึ่งก็คุยกับหมอว่าให้ตรวจตับให้หน่อย เพราะว่าเมื่อ 7 ปีก่อน เคยเช็กแล้วมีไวรัสซี ซึ่งมันจะกลายเป็นโรคตับได้ ก็เลยเอาเข้า CT สแกนเลยรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะที่บอก ก้อนใหญ่มาก 10 ซม. และมันแตก

วันที่ไปหาหมอไม่ใช่มีแค่น้ำนะ แต่มันมีเลือดในท้องด้วย หมอก็เลยเจาะให้เลือด และเริ่มรักษาตามอาการ ถ้าเต้ยอดทนอีกวันก็คงจะจบแล้ว ไปหาหมอไม่ทัน”

พอหมอบอกว่าเป็นมะเร็งตับ ความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร?
“ผมไม่ได้กังวลอะไรมาก เพราะว่าตอนนี้ก็มาครึ่งชีวิต 52 ปีแล้ว พอรู้ว่าเป็นโรคนี้ก็นอนนิ่งสักแป๊บนึง คิดว่าทำไมมันเกิดกับเราเร็วจัง

ตอนที่ผมเป็นลมหน้ามืด เหมือนมีพระเจ้าจะมาดึงผมไปเลยนะตอนนั้น ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแสงสว่างอย่างเดียว ก็บอกท่านว่าขอเถอะ ผมยังไม่ได้บอกใครเลย แล้วก็วูบไป เรื่องนี้มันมีจริงนะครับ เพราะคนป่วยจะรับรู้อะไรแบบนี้"

ที่เป็นมะเร็งตับเนื่องจากดื่มเยอะใช่หรือเปล่า?
"ใช่ครับ แต่ตอนนี้ผมเลิกดื่มแล้ว เพราะพระเจ้าสั่งห้ามดื่ม เขาเตือนเราแล้ว ก่อนหน้านี้ใครเตือนไม่ได้ ท่านเลยลงโทษเองเลย ให้ผมเป็นอย่างนี้เลย

การที่ผมเป็นมะเร็งตับเพราะมาจากการดื่ม ผมอยากจะเตือนน้องๆ ทุกคนเลยว่าการเป็นนักร้องไม่จำเป็นต้องดื่มหนัก ดื่มเพื่อมารยาทก็พอ ถ้าไม่จำเป็นอย่าดื่มเลย

เมื่อก่อนผมดื่มกับเพื่อนเต็มที่ ผมไปไหนที่นั่นจะครึกครื้น ผมจะเป็นตัวสร้างสีสัน สร้างความสุข สนุกสนาน ผมเต็มที่กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาก”


เริ่มซูบผอมลงไปเมื่อไหร่?
“ตอนที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลครับ เพราะกินไม่ได้ มันแน่นกินข้าวได้น้อย ทั้งๆ ที่ทุกอย่างน่ากินหมดเลย กินไปนิดเดียวมันแน่น มันปวดท้องไปหมด ทรมานมาก

ก็เลยบอกคุณนุชว่าที่ปวดท้องน่าจะมาจากการกิน ต้องกินน้อยๆ ถึงจะรอด เพราะถ้ากินเยอะมันจะลงไปอัดอยู่ในท้อง ตอนนั้นน้ำหนักลดลงไปเกือบ 20 กิโล จาก 63 กิโล”

คุณนุช เสริมต่อว่า “ช่วงนั้นเขาเพ้อ และก็พูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่ชัด หมอต้องให้น้ำเกลือและอาหารทางสายยางอยู่ 7 วัน เลยทำให้ซูบผอม รูปที่ถ่ายลงในเฟซบุ๊กคือรูปที่เขาป่วยช่วงแรก รูปนี้เป็นรูปที่แอบถ่ายเอาไว้

จนวันอาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกว่าเราจะต้องใช้มันแล้ว ต้องบอกให้คนอื่นรู้แล้ว เพราะเขาไม่สู้แล้ว เหมือนผักเหี่ยวๆ ที่ไม่ได้รับน้ำ"

รู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าเป้จะจัดคอนเสิร์ตเพื่อช่วยเหลือ?

“พอรู้ว่าเพื่อนจะจัดคอนเสิร์ตให้ ฟังแล้วร้องไห้เลย เราเป็นเพื่อนรักกัน แต่ว่าวันนึงเราต่างคนต่างมีแนวคิดคนละแบบ ผมมีความคิดแบบรุ่นใหม่กว่า แต่เป้บอกว่ายังเปลี่ยนไม่ได้ การตลาดมันยังเป็นแบบนี้อยู่ ก็เลยทะเลาะกัน และทั้งวงก็ไปทางเป้

ซึ่งเพื่อนคิดถูกแล้ว จะได้ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่ เพราะว่าเป้เป็นนักร้องนำ แล้วเราก็แยกตัวออกมา ตอนที่แยกออกจากวง ชีวิตเหมือนคนตกเหวลงมาอยู่ในบ่อน้ำ มองไปบนยอดเขาเห็นเพื่อนกำลังจะปักธง

แล้วผมก็ไปตามปิงปองให้มาเป็นมือกลองแทนผม หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้คุยกับเป้มานานหลายสิบปีเลย เพราะตั้งแต่ออกจากวง ผมก็เริ่มต้นทำวงมาเรื่อย ทำมาหลายวง

จนได้มาเจอ พี่แหลม มอริสัน หามือกลองพอดี ตอนแรกกังวล แต่พอได้เจอพี่แหลม ใจดี รีบตกลงทันทีเลย ไปอยู่กับพี่แหลม ผมได้วิชาความรู้มาเพียบ รู้วิธีการตีกลอง เพราะได้เจอพี่แหลม ถึงทำให้ชื่อของเต้ยยังเป็นที่รู้จักอยู่จนถึงทุกวันนี้ ขอบคุณมากๆ เลยครับ”

ป่วยครั้งนี้ทำให้ได้เพื่อนกลับมา เข้าใจกันหลังจากที่ทะเลาะกันมานาน 20 กว่าปี?

"ใช่ครับ การป่วยของผมทำให้ผมได้กลับมาคุยกับเพื่อนอีกครั้ง ได้กลับมาเปิดใจคุยกัน โดยเฉพาะเป้ เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้เลย น้ำตาจะไหล

เพราะตอนแรกผมคิดว่าเพื่อนไม่รักผมแล้ว ไม่สนใจผมแล้ว น้อยใจผมอยู่กับความรู้สึกนี้มา 20 กว่าปี เรื่องนี้ติดอยู่ในใจผมตลอด มารู้สึกดีขึ้นไม่คิดมากเรื่องเพื่อน ตอนที่มาเล่นดนตรีกับพี่แหลม พอหยุดงานกับพี่แหลมก็กลับมาคิดเรื่องนี้อีก การป่วยทำให้ผมได้เพื่อนกลับมา ผมน้อยใจไปเองว่าเพื่อนไม่รัก 

แต่วันที่ 12 มิ.ย.นี้คงจะไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตที่เพื่อนๆ จัดให้ เพราะอยากจะรอให้ตัวเองหายดีก่อน อาจจะทำอัลบั้มกับเพื่อนๆ ให้เป็นการขอบคุณแฟนๆ

ตอนนี้ผมเริ่มมีความฝันมากกว่าตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออก แต่ตอนนี้ผมมีความตั้งใจ ถ้าหายผมน่าจะอยู่ได้ 8-10 ปี จะเอาเวลาที่เหลือไปทำประโยชน์ให้หมดเลย"

ทางอาร์เอสได้ติดต่อมาให้ความช่วยเหลือบ้างมั้ย?
“ไม่มีครับ มีแต่เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ศิลปิน ที่ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ผมรู้ว่าเศรษฐกิจตอนนี้มันไม่ค่อยดี ก็ไม่ได้หวังว่าทางผู้ใหญ่จะเข้ามาซัพพอร์ตเรา”

เต้ยบอกว่าหากหายจากอาการป่วย ยังมีสิ่งที่อยากจะทำ มันคืออะไร? 
"ผมยังเหลือรูปที่เขียนค้างไว้ ยังเขียนไม่เสร็จอีกหลายรูป ผมชอบวาดรูปแนวนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว วาดเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมานานแล้ว แต่ไม่ใช่ภาพแนวนี้นะ

แต่ตอนหลังเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง หาข้อมูล เพราะรูปที่เราวาดเป็นรูปของสวรรค์ วัดพระแก้ว พระเจ้าอยู่หัว ภาพใหญ่ที่ติดบนผนังผมใช้เวลาวาด 10 ปีนะ เพราะต้องใช้จินตนาการ ใช้อารมณ์ ใช้ความมุ่งมั่น ตั้งใจวาดเก็บเอาไว้ไม่ได้คิดขาย เพราะว่ามีอาชีพอยู่แล้ว คนที่จะซื้อภาพแบบนี้มันราคาค่อนข้างสูงมากนะ

ถ้าผมหายผมจะวาดรูปพระเจ้าสิบชาติให้เสร็จ และมีพระมหาชนกจะวาดให้เสร็จ จะเน้นวาดรูปให้เสร็จ ผมมีภาพที่จะเอาไปประมูลที่งานคอนเสิร์ตด้วย เป็นภาพกินรี 2 พี่น้องในป่าหิมพานต์ เป็นภาพจากจินตนาการของผมเอง รูปนี้ผมใช้เวลาวาดนานเหมือนกัน จะเอาไปประมูลที่งาน 2 ชิ้น และอีกฝันคือถ้าหายจะกลับมาทำเพลงกับเพื่อนๆ ไฮร็อก”

อยากจะบอกอะไรกับแฟนๆ ที่คอยติดตามและให้กำลังใจอยู่?

“ผมขอบพระคุณมากครับ (ยกมือไหว้) ผมปลื้มที่เขายังจำผมได้ คนที่ช่วยเหลือทางด้านเงินผมก็ขอบคุณมากๆ เพราะว่าเขาไม่จำเป็นต้องนึกถึงเราก็ได้ เราเป็นใครก็ไม่รู้ มันนานมาแล้ว 20 กว่าปีแล้วนะ แต่เขายังจำเราได้ แต่เขาก็ยังมีน้ำใจหยิบยื่นมาให้ผม ดีใจที่ได้กำลังใจ มิตรภาพมากกว่า ทำให้ผมฟื้นขึ้นมาเลยนะครับ (ยิ้ม)”.