วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความยากจนที่ยั่งยืน

แม้รัฐบาล คสช. จะยังไม่แถลงผลงาน 3 ปี ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ผลงานของรัฐบาลก็ยังทยอยออกมาเป็นระยะๆ ตัวอย่างเช่น ศูนย์ความสามารถในการแข่งขันโลก เลื่อนอันดับประเทศไทยจากที่ 28 เมื่อปี 2559 เป็นที่ 27 ในปี 2560 ท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจของระดับผู้นำรัฐบาล แม้จะอันดับตํ่ากว่ามาเลเซีย แต่ดีกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

แต่รัฐบาลไม่ได้ชี้แจงว่าความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น 1 อันดับ จะทำให้ประชาชนคนไทยได้รับอานิสงส์อะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้และกินได้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว จากประมาณ 3.3% ขึ้นเป็น 4 เป็น 5 หรือเป็น 6 เท่าเทียมกับบรรดาประเทศในอาเซียนหรือไม่ แต่หอการค้าไทยดูเหมือนว่าจะไม่ตื่นเต้น

ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลางของหอการค้าไทย กล่าวถึงความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น ว่าดูจากตัวเลขดีขึ้นจริง แต่ที่ประชุมหอการค้า 5 ภาคยังมีเสียงบ่นว่าเศรษฐกิจระดับฐานราก หรือกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ยังติดๆขัดๆ ตรงกับสวนดุสิตโพลที่สำรวจพบว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นทุกข์เรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องและของแพง

มาตรการการแก้ปัญหาของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นรายการแจกเงินผู้มีรายได้น้อย ครั้งล่าสุดมีผู้ลงทะเบียน 14.1 ล้านคน มากกว่าปี 2559 ที่มีเพียง 8.3 ล้านคน มองในด้านหนึ่งอาจเป็นผลงานของรัฐบาล ที่สามารถระดมคนจนให้ออกมา เปิดตัว และลงทะเบียน แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นผลงานของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณคนจนได้รวดเร็ว

ผู้มีรายได้น้อยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี ได้รับแจกรายละ 3,000 บาท กลุ่มที่สองมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท จะได้รับแจก 1,500 บาท มีข้อมูลระบุว่าระหว่างปี 2532 ถึง 2556 คนจนในไทยลดลงจาก 34.1 ล้านคน เหลือ 7.4 ล้านคน ขณะนี้ก็น่าจะเหลือประมาณนี้เป็นคนจนที่ยั่งยืน

ผลงานอีกอย่างหนึ่งของรัฐบาลที่ได้รับความชื่นชมจากประชาชนส่วนใหญ่ในการทำโพลเมื่อเดือนเมษายน ได้แก่ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน น่าจะเป็นการให้คะแนนความขยันปราบปรามมากกว่า แต่คอร์รัปชันยังแพร่ระบาดอยู่ รายงานขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่าไทยติดอันดับที่ 3 ของประเทศที่มีคอร์รัปชันมากสุดในเอเชีย

ลขาธิการ ป.ย.ป.เคยชี้แจงว่า ปัญหาการทุจริตเป็นเหตุให้ คสช.เข้ามาจัดการปัญหามีเป้าหมายทำให้ไทยเป็นสังคมที่โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยธรรมาภิบาล ขั้นต่อไปจะก้าวสู่ความเป็นสังคมที่เสรี และเป็นธรรม แต่น่าสงสัยว่าถ้าสังคมไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่แท้จริง จะมีธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส และมีนิติธรรมได้อย่างไร.