วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถกทางออก 'ค้ากามเด็ก' ค่านิยมชายซื้อกิน ลามเป็นวัฒนธรรมเลี้ยงดูปูเสื่อ

เวที "ทางออกปัญหาการค้าประเวณีเด็ก" มองปัญหา เกิดจากค่านิยมการได้เงินมาแบบง่ายๆ จากวงจรนี้ มีวัฒนธรรมการเลี้ยงดูปูเสื่อสำหรับผู้ชาย ซึ่งแม้จะมีกฎหมายบังคับใช้เข้มข้น ก็ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ถูกจุด ดังนั้นทางออกสำคัญทุกฝ่ายของสังคมต้องร่วมกันยื่นมือเพื่อให้เด็กหลุดพ้นจากวังวนนี้เริ่มด้วยวิธีง่ายคือการรับฟังปัญหาจากพวกเขา

คณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.จัดการเสวนา เรื่อง "ทางออกปัญหาการค้าประเวณีเด็ก" ที่เกิดจากปัญหาความยากจน ขาดการศึกษา ค่านิยมของผู้ชายที่นิยมซื้อประเวณีเด็ก จนเกิดเป็นวัฒนธรรมเลี้ยงดูปูเสื่อ

โดยนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานกรรมาธิการ กล่าวว่า ในรอบ 10 ปี ปัญหาที่เด็กต้องเผชิญคือ ยาเสพติด สองคือ เพศ โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีสถิติท้องก่อนวัยอันควร ถูกละเมิดทางเพศ และถูกนำมาค้าประเวณี และสามคือ ความรุนแรงที่เด็กและเยาวชนแสดงออก แม้จะให้การศึกษาดีเพียงใด หากแก้สามเรื่องหลักนี้ไม่ได้ ก็ไม่สามารถสู้กับนานาชาติได้

ส่วนสถานการณ์การค้าประเวณีในปัจจุบันดีขึ้น จากเป็นยุคตกเขียว ล่อลวง และกึ่งสมัครใจ ซึ่งน่าตกใจว่ามีทั้งหญิงและชาย ดังนั้น กรอบการป้องกันแก้ไขปัญหา ที่ได้ผลพอสมควร มีทั้งในแง่ศาสนา ที่จะต้องไม่ละเมิดผู้อื่น แง่กฎหมาย ทั่วโลกให้ความสำคัญไม่ให้เด็กถูกละเมิดเป็นความร่วมมือระดับภาคี ส่วนกฎหมายระดับประเทศของไทยที่เข้มข้น เป็นเงื่อนไขทำให้เกิดความเกรงกลัวได้พอสมควร ขณะที่อีกความเชื่อคือ ทัศนคติความเป็นชายที่ต้องเป็นใหญ่ มองผู้หญิงเป็นเหยื่อทางเพศ จึงมีการรณรงค์จิตสำนึกเช่นนี้ หากมีสิ่งแวดล้อมที่ดีไม่มีแหล่งอบายมุขจะเป็นปัจจัยสำคัญแก้ปัญหาที่ดี สุดท้าย สนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมที่ดี

นางสาวจินตนันท์ ชญาตร์ศุภมิตร สมาชิก สนช. ระบุปัญหาทั้งความยากจน ทัศนคติการตอบแทนบุญคุณค้าประเวณีเพื่อนำเงินมาให้ครอบครัว ปัญหาเด็กเร่ร่อน ติดเกม ค่านิยมความสมัครใจที่คิดว่าได้เงินดีกว่าฟรี ใช้สิ่งของฟุ่มเฟือย ราคาแพงแข่งขันโชว์สิ่งของโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เป็นเน็ตไอดอล การคบเพื่อนผิด โดยสถานที่ที่สามารถหาเด็กค้าประเวณีได้ง่ายคือ โรงแรม การสอบถามวินมอเตอร์ไซค์ รวมถึงหาในโซเชียลมีเดีย ตามสื่อลามกอนาจาร สำหรับการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จะต้องปรับวิธีการสอนในการศึกษา ทั้งเรื่องเพศศึกษา การใช้ชีวิตให้เห็นความสำคัญในการรักตัวเอง ต้องเลิกวัฒนธรรมการเลี้ยงดูปูเสื่อ ควรมีมาตรการเยียวยาให้กับเด็กที่หลงผิด ซึ่งปัจจุบันก็มีกลุ่ม มูลนิธิต่างๆ องค์กรของรัฐที่ดูแลเรื่องนี้

นางทิพยนิภา (ไกรฤกษ์) สมะลาภา ผู้ทำงานด้านเด็กและสตรี ระบุ การค้าประเวณีเด็กพบว่า มีทั้งเด็กเร่ร่อนในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ กับเด็กในระบบที่อยู่ในโรงเรียน โดยเฉพาะระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยที่จะมีค่านิยมเรื่องนี้ แต่จะพบน้อยในชนบท เพราะไม่มีความเจริญจากสิ่งของมาเป็นตัวล่อ

สำหรับเด็กเร่ร่อนที่เข้าสู่แวดวงนี้ แม้ได้เงินมาอาจไม่เหลือเลยเพราะต้องใช้เงินวันต่อวัน สิ่งสำคัญคือปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากปัญหาครอบครัว รวมถึงถูกทำร้ายทำให้เด็กหลุดออกจากระบบและเข้าสู่วงจรนี้ รวมถึงภัยใกล้ตัวจากคนใกล้ชิดที่ชักจูง ปัจจุบันความเสี่ยงการค้าประเวณีพบได้ทั้งหญิงและชาย ซึ่งในการช่วยเหลืออย่างศูนย์ที่หัวลำโพงสิ่งที่ทำได้คือ การเอาใจใส่ พูดคุย หาวิธีป้องกัน พยายามให้เด็กออกจากวงจรเหล่านี้ให้เร็วที่สุด สิ่งสำคัญคือการจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ และมองเด็กเป็นเหยื่อ

ประเด็นสำคัญในการหาทางออกคือ ต้องสร้างเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อนเด็กช่วยเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ต้องอบรมผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยง ให้ความรู้ที่จะป้องกันเด็กเข้าสู่วังวนนี้ จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก เพราะความเจ็บปวดของผู้หนึ่งสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่นด้วย โดยยกตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดในขณะนี้คือ กรณี น.ส.เปรี้ยว ที่ก่อเหตุฆ่าหั่นศพ ที่แม่เปรี้ยวยอมรับว่า เปรี้ยวเคยเห็นความรุนแรงในครอบครัวแต่เด็ก อีกสิ่งที่สำคัญมากต้องเริ่มจากนำมาเด็กมาพูดคุยรับฟังด้วยความเป็นมิตร

นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน และผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวว่า การจะแก้ปัญหานี้สิ่งแรกต้องฟังเสียงเด็กที่อยู่ในวงจรนี้ เพราะบางคนอาจไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งผิด อีกทั้งการมีกฎหมายบังคับใช้เอาผิดกับผู้ซื้อบริการทางเพศเด็ก ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาฝังลึกได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้บังคับใช้กฎหมายจะจับกุมจริงคือ เด็กและผู้หญิง ซึ่งถือเป็นผู้มีอำนาจน้อย

ดังนั้น ทางออกการแก้ไขปัญหาผู้บังคับใช้กฎหมายต้องลงโทษขั้นสูงสุด ไม่ติดกับดักตัวหนังสือตามกฎหมายและเจ้าหน้าที่กลัวว่าจะทำผิด และมองว่า การแบ่งแยกระหว่างเด็กที่ยินยอม หรือทำเพราะความสมัครใจถือว่าเป็นการละเมิดเด็กซ้ำ และควรให้ความคุ้มครองปกปิดตัวตนผู้เสียหายที่เป็นเด็ก พร้อมฝากถึงสังคมให้ต้องเริ่มมีทัศนคติใหม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ต้องไม่ตีตราเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นผู้ผิด.