บริการข่าวไทยรัฐ

หนุ่มภูเก็ตโอด โฉนดที่สลับข้างบ้านขายไม่ได้ แถมโดนแอบไปขายฝากถูกยึด

หนุ่มน้ำตาตกซื้อบ้านที่ภูเก็ตกับน้องชาย จะขายพบโฉนดที่ถือสลับกับข้างบ้านขายไม่ได้ เจ้าของโครงการยอมรับผิด แต่ให้เดินเรื่องเอง ช้ำหนักข้างบ้านเอาโฉนดบ้านตนเองไปขายฝากจนถูกยึด ต้องออกจากบ้านแถมต้องผ่อนหนี้ต่อ ขอทนายสงกานต์ช่วย

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อที่ชื่อว่า “รุตม์ รัตรานนท์” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความลงในเฟซบุ๊ก ขอความช่วยเหลือจาก ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ โดยระบุว่า ร่วมกู้ซื้อบ้านในภูเก็ตกับน้องชายอยู่อาศัยมาหลายปี พอจะขายพบโฉนดที่ถือสลับกับข้างบ้าน ขายไม่ได้ เจ้าของโครงการยอมรับผิด แต่ให้เดินเรื่องเอง สุดท้ายแก้ไขไม่ได้ เพราะติดหนี้แบงก์ ช้ำหนักข้างบ้านเอาโฉนดบ้านตนเองไปขายฝากจนถูกยึด ต้องออกจากบ้าน แถมต้องผ่อนหนี้ต่อ

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังผู้โพสต์เรื่องดังกล่าว ทราบชื่อ คือ นายวรุตม์ รัตนรานนท์ กล่าวว่า ภาพบ้านหลังดังกล่าว เป็นภาพบ้านเดี่ยวเลขที่ 55 ซอยเจ้าฟ้า 45 (ซอยอู่รถ) ม.10 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเดิมทีเป็นของน้องชายชื่อ นายสมปอง ประหลาดมานิต เป็นคนซื้อประมาณปี 2551 ในราคาประมาณ 3 ล้านบาท ก่อนที่ตนเองได้เข้ากู้ร่วมเพิ่มในภายหลัง สำหรับที่ดินปลูกสร้างบ้านดังกล่าว เจ้าของโครงการ ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันร่วมกับผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งร่วมหุ้นซื้อที่ดิน และปลูกสร้างบ้านจำนวน 2 หลัง ลักษณะเหมือนกัน โดยเจ้าของโครงการได้กู้ไว้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อตนและน้องชายมาซื้อไว้ 1 หลัง ก็ต้องกู้ผ่านธนาคารดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนอีกหลังเป็นหญิงไทยชื่อเล่นว่า แหม่ม มีสามีชาวต่างชาติมาซื้อไว้ด้วยเงินสด

หลังจากที่ตนและน้องชายซื้อมานานก็อยู่อาศัยกันมาตามปกติ กระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้พูดคุยกับน้องชายและตัดสินใจจะขายบ้าน จึงปรึกษากับธนาคารก่อนจะประเมินราคาได้ประมาณ 4 ล้านกว่าบาท ซึ่งขณะนั้นมีผู้สนใจเข้ามาดูบ้านจำนวนมาก กระทั่งมีผู้ต้องการซื้อรายหนึ่งตัดสินใจซื้อ จึงให้มีการรังวัดที่ดินก่อนการซื้อขาย ปรากฏว่าเอกสารโฉนดระบุว่าไม่ตรงแปลง โฉนดของตนเป็นของบ้านของ น.ส.แหม่ม และโฉนดของ น.ส.แหม่ม เป็นที่บ้านของตน จึงเกิดโกลาหลขึ้น เพราะไม่สามารถซื้อขายได้ ตนเองพร้อมด้วย น.ส.แหม่ม เจ้าของบ้านอีกหลังที่สลับกัน จึงรีบไปคุยกับเจ้าของโครงการ ซึ่งเจ้าของโครงการยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ขอให้ผู้ซื้อทั้งสองดำเนินการกันเอง โดยระบุว่าจะรับผิดชอบชดใช้ในส่วนเงินภาษีที่ดิน จากนั้นตนจึงไปปรึกษาธนาคาร แต่ธนาคารปฏิเสธการดำเนินการให้ โดยระบุว่าตนเองจะต้องจ่ายเงินปิดหนี้ทั้งหมดประมาณ 2 ล้านกว่าบาทให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้ แต่เนื่องจากตนเองไม่มีเงินและไม่สามารถขายบ้านได้ ตนจึงต้องเข้าปรึกษากับหลายหน่วยงานทั้ง ที่ดินจังหวัด ซึ่งระบุว่าสามารถทำได้ แต่ต้องเอาโฉนดตัวจริงจากธนาคารมาดำเนินการ แต่ธนาคารไม่ยอม จึงล้มเหลว

จากนั้นได้เดินทางไปขอความช่วยเหลือที่สำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โดยฝ่ายกฎหมายได้พยายามไกล่เกลี่ย และประสานไปยังธนาคารให้นำเอกสารโฉนดมาดำเนินการ แต่ติดปัญหาที่ธนาคารไม่ยินยอม เพราะผิดหลักเกณฑ์ จากนั้นตนได้ไปร้องต่อที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด แต่ก็เงียบหาย สุดท้ายไม่มีทางออก ต้องกลับไปขอร้องเจ้าของโครงการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ได้ความ จึงแจ้งธนาคารว่าไม่ขอจ่ายค่างวดต่อและจะปล่อยให้ธนาคารยึด หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะที่จ่ายไปนั้นคือ ต้องจ่ายให้บ้านของผู้อื่น กระทั่งธนาคารโอนให้เป็นของบริษัทบริหารสินทรัพย์และได้มีการเจรจาประนอมหนี้กัน ซึ่งขณะนั้นเป็นหนี้อยู่กว่า 2 ล้านบาท เมื่อทำอะไรไม่ได้จึงพยายามหาหนทางต่อ และยังอาศัยอยู่ในบ้านตามปกติ

กระทั่งมาทราบว่า น.ส.แหม่ม เพื่อนบ้านที่แปลงบ้านสลับกัน นำเอกสารโฉนดที่ถืออยู่ ที่เป็นแปลงของบ้านที่ตนอาศัย ไปขายฝากในราคาประมาณ 3 ล้านบาท และปล่อยให้ขาดอายุ จนวันหนึ่งตัวแทนผู้รับขายฝากได้มาที่บ้าน เพื่อแจ้งยึดและขอให้ตนออกจากบ้าน แต่ตนเองไม่ยอม ก่อนที่ตัวแทนจะมาหลอกซ้ำว่าจะประกาศขายให้ตนเองเพื่อนำเงินช่วยปิดหนี้ โดยจะขอแค่ส่วนต่างกำไรและค่านายหน้า แต่ขอให้ตนและน้องชายย้ายออกไปก่อน ตนเองจึงหลงเชื่อยอมย้ายออก ส่วนน้องชายนั้นย้ายกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปแล้ว และเมื่อตนเองยอมย้ายออกก็ไม่สามารถติดต่อนายหน้าคนดังกล่าวได้อีกเลย เมื่อกลับไปดูที่หน้าบ้าน ซึ่งเดิมตนติดป้ายขายและป้ายระบุว่า “บ้านหลังนี้โฉนดผิดแปลง กำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลง” ก็ถูกเปลี่ยนเป็นขายด่วน โดยนายหน้ารับขายฝาก ตนเองจึงกับน้องชายจึงไม่เหลืออะไร และไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เพราะหากจะขายบ้านตามที่มีโฉนดก็เป็นบ้านหลังของ น.ส.แหม่ม ก็ขายไม่ได้อีก เพราะติดปัญหาดังกล่าว อีกทั้งบ้านของ น.ส.แหม่ม เองก็ยังมีแม่และน้องชายของ น.ส.แหม่มอาศัยอยู่

อยากเรียกร้องให้เจ้าของโครงการฯ มารับผิดชอบ เนื่องจากเป็นความผิดพลาดของโครงการตั้งแต่ต้น ตนเองฐานะผู้ซื้อได้พยายามดำเนินการจนหมดหนทางแล้วแต่ก็ไม่สามารถทำได้ แถมยังต้องผ่อนจ่ายหนี้ไปฟรีๆ โดยไม่ได้อยู่อาศัย จึงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะน้องชายของตนที่พยายามดำเนินการแก้ไขร่วมกัน จนท้อถอยต้องกลับไปบ้านเกิดเพื่อทำสวนยาง หากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ช่วยให้คำปรึกษาในการดำเนินการ หรือเข้ามาช่วยตรวจสอบแก้ไขได้ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง สุดท้ายอยากฝากให้เป็นกรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างสำหรับผู้ซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัยก่อนซื้อบ้านขอให้มีการรังวัดให้ชัดเจน ถูกต้องก่อน ค่อยซึ้อ อย่ารีบจนเกิดความผิดพลาดเช่นตนกันน้องชาย.