วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดีเอสไอ ไม่หวั่นโดน ‘บอย ยูนิตี้’ ฟ้อง 50ล. อายัดรถหรูถูกขโมยจากอังกฤษ

“พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร” รองอธิบดีดีเอสไอ ไม่หวั่น “บอย ยูนิตี้ ” ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน กรณีโดนอายัดรถหรู ทำธุรกิจเสียหาย พร้อมยืนยันหลักฐานที่มีเอาผิดได้แน่นอน

จากกรณีที่ นายภาณุศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ นายอิทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ บอย ยูนิตี้ เจ้าของ บริษัท ยูนิตี้ ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ที่ประกอบธุรกิจนำเข้ารถหรู ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อายัดรถหรูจำนวนมากไว้ตรวจสอบ หลังจำหน่ายรถที่ถูกโจรกรรมจากอังกฤษ และเลี่ยงภาษี โดยนายภาณุศักดิ์ ได้ยื่นฟ้องร้องดีเอสไอต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท เนื่องจากได้รับความเสียหายในทางธุรกิจ

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 11.30 น. วันนี้ 5 มิ.ย. 60 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ดีเอสไอไม่กังวลที่ผู้เสียหายจะฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท เนื่องจากเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดรถหรูที่ถูกโจรกรรมไว้แล้ว ตามหลักฐานที่มีอยู่ยืนยันว่า รถหรูดังกล่าวมีการสำแดงเอกสารหลักฐานและราคาที่ไม่ถูกต้อง มีค่าส่วนต่างที่ต่างกันชัดเจน อีกทั้ง ราคารถที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการ เป็นราคาจากต่างประเทศ ซึ่งหลักฐานส่วนนี้สามารถนำไปต่อสู้และเอาผิดในชั้นศาลได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมา ดีเอสไอ ออกแถลงการณ์ ระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว กรณี นายภาณุศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ “บอย ยูนิตี้” ได้ไปยื่นฟ้องร้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย เป็นเงิน 50 ล้านบาท ด้วยคดีดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ และคดีเป็นที่สนใจของสาธารณะ จึงขอชี้แจงประเด็นดังกล่าว ดังนี้

1. กรณีดังกล่าว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้อาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน (รถยนต์) ไว้เป็นของกลางในคดีพิเศษ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีและมีอำนาจตามกฎหมายจะยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วจะคืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอ เว้นแต่ ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

2. เมื่อ บริษัท เอสทีที ออโต้คาร์ จำกัด เห็นว่า การกระทำของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นสิทธิตามกฎหมายที่บุคคลดังกล่าวจะใช้สิทธิในทางศาลฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องใช้สิทธิโดยสุจริต ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5

3. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเรียนว่า การสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในหลายๆ คดีที่สำคัญ และมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรอาชญากรรม องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นักการเมืองที่มีตำแหน่งและถืออำนาจรัฐ ผู้มีขีดความสามารถทางด้านการเงินสูง จะมีการยื่นฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญาหลายครั้งหลายคราว ทั้งที่สุจริตบ้างและไม่สุจริตบ้าง ซึ่งเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของฝ่ายผู้ต้องหา เพื่อจะใช้อำนาจศาลเข้าตรวจสอบพยานหลักฐาน และทำลายความน่าเชื่อถือและน้ำหนักของพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ประเทศไทยถือว่าเป็นกลไกในระบบของกระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ศาลมีการตรวจสอบ-ถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐอยู่แล้ว อันถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีข้อห้ามในเรื่องความผิด “การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม”

4. สำหรับผู้บริโภคและผู้เสียหายที่ถูกบุคคลหรือคณะบุคคลหลอกลวงให้ซื้อรถยนต์โดยมิชอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตระหนักถึงปัญหานี้มาก จึงได้หารือร่วมกับกรมศุลกากรแล้ว เห็นว่า สำหรับผู้เสียหายหรือเจ้าของหรือผู้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้อง ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดของผู้นำเข้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะอนุญาตให้สามารถรับรถยนต์ของกลางคืนไปดูแลรักษา หรือใช้ประโยชน์โดยไม่มีประกันหรือมีประกัน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85/1 โดยเร็ว

5. สำหรับรถยนต์ของกลางที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมจากต่างประเทศ เนื่องจากตามกฎหมายและข้อตกลงจะต้องมีการส่งรถยนต์คืนให้กับประเทศผู้เสียหาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงยังไม่อาจอนุญาตให้ผู้เสียหายหรือเจ้าของหรือผู้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องนำรถยนต์ของกลางคืนไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ได้ในขณะนี้

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ กรมศุลกากร อยู่ระหว่างหารือแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาสำหรับเรื่องนี้ให้กับผู้บริโภคและผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน และหากผลการหารือมีความคืบหน้าเป็นประการใด จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นระยะ.