บริการข่าวไทยรัฐ

โลกประณามผู้นำสหรัฐฯ

ผมคิดว่า อนาคตการเมือง ของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ในตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คงจะอยู่ไม่ครบเทอม 4 ปีแน่นอน ต้องมีอันเป็นไปเสียก่อน แค่ผลงานไม่กี่เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ได้ ออกกฎใหม่ ทำลายกติกาเดิม จน สร้างความเสียหาย ต่อ ประเทศสหรัฐฯ ชาวอเมริกัน และ ชาวโลก อย่างมากมายจนไม่น่าเชื่อ

ล่าสุดวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงปารีสเพื่อลดโลกร้อน” ที่ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯคนก่อนได้ลงนามไว้เมื่อปลายปี 2558 ท่ามกลางเสียงประณามจากผู้นำทั่วโลก (ยกเว้นไทย)

นายทรัมป์ แถลงเหตุผลที่ถอนตัวจาก ข้อตกลงปารีส ว่า ข้อตกลงดังกล่าว เป็นสิ่งโหดร้ายและสร้างภาระทางการเงินและเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ เป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯเสียเปรียบประเทศต่างๆ ทำให้จีดีพีสหรัฐฯลดลงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ และทำให้สูญเสียการจ้างงานถึง 6.5 ล้านตำแหน่ง แต่ในตอนท้าย นายทรัมป์ ก็เผยไต๋ขี้โกงแบบนักธุรกิจของเขาว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะเริ่มต้นเจรจากลับเข้าร่วมข้อตกลงปารีสอีกครั้ง เพื่อให้มีข้อตกลงฉบับใหม่บนพื้นฐานความยุติธรรมต่อสหรัฐฯ

แต่ นายทรัมป์ ไม่ได้พูดถึง ความโหดร้ายของสหรัฐฯ ที่มีต่อชาวโลก ซึ่ง สถาบันทรัพยากรโลก ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ปี 2016 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้นมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ถึง 6,963 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็น 18.44% ของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาทั้งหมดในโลก รองจาก ประเทศจีน ที่ครอง อันดับ 1 ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากที่สุดในโลกถึง 7,219 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็น 19.12% ของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาทั้งโลก สองประเทศนี้รวมกันปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 37.56% ของโลก

หากไม่มี “ข้อตกลงปารีส” เพื่อ คุมไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643 อีก 83 ปี อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นไปอีก 4.2 องศาเซลเซียส แต่ถ้าทำตามข้อตกลงปารีสโดยไม่รวมสหรัฐฯอุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นอีก 3.6 องศาเซลเซียส ถ้าทำตามข้อตกลงปารีสโดยรวมสหรัฐฯ อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นอีก 3.3 องศาเซลเซียส

ประเทศไทย ก็ไม่น้อยหน้าใคร ปี 2559 ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 351.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็น 0.93% อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด โดย 73% มาจาก “ภาคพลังงาน” ผมจึงออกมาคัดค้านการสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ยังไม่ตระหนักถึง “ความรับผิดชอบ” ที่มีต่อ สังคมไทย และ สังคมโลก ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ เคยออกรายงานว่า สภาวะโลกร้อน จะทำให้จีดีพีประเทศไทยลดลงไปถึง 6% ในปี 2573 หรือในอีก 13 ปีข้างหน้า

ผลจากโลกร้อนขึ้น จะ ทำร้ายคนไทยและประเทศไทยในหลายมิติ เช่น ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง น้ำท่วม ภัยแล้ง ลมพายุ ทำให้สภาวะอากาศแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตรที่สำคัญของชาติ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ไม่สามารถคาดเดาผลผลิตและสภาพแวดล้อมได้

เมืองไทยอยู่ในเขตร้อน เราจึงร้อนจนเคยชิน ไม่ค่อยรู้สึกว่าร้อนขึ้นมาก แต่ในเมืองหนาวจะรู้สึกชัดเจน สัปดาห์ที่แล้วผมเพิ่งไป เยอรมนี ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน ปกติช่วงนี้อากาศจะเย็นสบายร้อนสุดก็ 20 องศาต้นๆ แต่ปีนี้กลับแดดเปรี้ยงร้อนจนตับแลบถึง 33–34 องศา สะท้อนถึงความแปรปรวนของสภาวะอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้น

การที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ ถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงปารีส” จึงสมควรที่ ชาวโลกต้องประณาม เพราะแสดงให้เห็นถึง ความเห็นแก่ตัว ของ นักธุรกิจละโมบ ที่ได้รับเลือกตั้งมาเป็น ผู้นำสหรัฐฯ ทั้งที่ สหรัฐฯเป็นผู้ทำให้โลกร้อนขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโลก ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาลถึง 18.44% ของโลก ความจริงชาวโลกต้องเรียกร้อง “ความยุติธรรม” จากสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ ไม่ใช่สหรัฐฯ มาเรียกร้องความยุติธรรมกับชาวโลกที่ได้รับผลกระทบจากสหรัฐฯ ไม่รู้สมองท่านทรัมป์เพี้ยนไปหรือเปล่า.

“ลม เปลี่ยนทิศ”