บริการข่าวไทยรัฐ

โลกเซ็งโดนัลด์ ทรัมป์ คนทำโลกร้อนตัวจริง

โดย ซูม

เมื่อวานนี้ ผมเขียนถึงบรรยากาศหดหู่ของ “วันสิ่งแวดล้อมโลก” ปีนี้ (5 มิ.ย.) อันเป็นผลมาจากการตัดสินใจแบบหลุดโลกอีกครั้ง หนึ่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส 2015 ว่าด้วยการลดภาวะโลกร้อน

วันนี้ขออนุญาตเขียนต่ออีกสักวันนะครับ เพราะมีปฏิกิริยาและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของประธานาธิบดีท่านนี้มากมายเหลือเกิน

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์หลายๆคน เชื่อว่าเป็นการตัดสินใจแบบทำร้ายตัวเอง เช่นนี้จะทำให้สหรัฐฯสูญเสียความเป็นผู้นำโลกไม่เพียงแต่ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น

ยังจะเป็นเหตุให้สูญเสียการเป็นผู้นำโลกในด้านการพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับ “พลังงานสีเขียว”, “พลังงานหมุน เวียน” หรือ “พลังงานสะอาด” ฯลฯ ไปอีกด้วย

ทั้งๆที่สหรัฐฯได้เดินหน้าเป็นผู้นำในด้านนี้ไปพอสมควร

ลำพังในด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเดียวก็มีรายงานว่า สามารถจ้างงานในสหรัฐฯไปแล้วถึง 3 แสน 5 หมื่นกว่า ตำแหน่ง มากกว่าการจ้างงานทางด้านพลังงานถ่านหิน ซึ่งยังจ้างไม่ถึง 2 แสนตำแหน่งด้วยซํ้า

ที่สำคัญบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งสนับสนุนข้อตกลงปารีสมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ต่างก็หันมาทุ่มเทงานวิจัยและพัฒนาตามแนวใหม่นี้กันอย่างขนานใหญ่ เพราะเห็นว่าจะเป็นผลดีต่ออนาคตของโลก

การออกมาประกาศนโยบายแบบขวานผ่าซากของประธานาธิบดีทรัมป์ น่าจะมีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้การดำเนินงานต่างๆ ดังกล่าวของสหรัฐฯหยุดชะงักลง หรือเดินหน้าอย่างไม่เต็มสูบ

อันจะทำให้สูญเสียโอกาสการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ในเรื่องนี้ในเวลาไม่นานนัก

ในขณะที่ผู้รับประโยชน์เต็มๆก็คือจีน ซึ่งออกมาประกาศตัวที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งขัน อันจะทำให้ได้รับทั้งเครดิตในฐานะผู้นำด้านการปฏิบัติ และอาจนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยในเรื่องนี้อีกด้วย

รัฐบาลจีนได้แถลงออกมาแล้วด้วยซํ้าว่าจะลงทุนถึงกว่า 361,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการเปลี่ยนระบบการผลิตพลังงานจากถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดทั่วประเทศ และเชื่อด้วยว่าจะจ้างงานกว่า 13 ล้านคน

แม้จะยังไม่ชัดเจนในด้านการเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานสีเขียวหรืออื่นๆ แต่อย่างน้อยก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบของชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดของโลก เช่น จีนให้ชาวโลกได้เห็น

ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งก็เป็นตัวการทำให้โลกร้อนอันดับ 2 กลับไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย แถมยังจะกลับไปเดินหน้าในทางสายเก่า ที่มีแต่จะทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น

แม้จะมีรายงานจากนักวิจัยออกมาชี้ให้เห็นถึงผลเสียในประเด็นนี้หลายครั้ง แต่ทรัมป์ก็ยังดื้อดึงอยู่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในข้อตกลงปารีสระบุไว้ว่า ประเทศภาคีใดจะถอนตัว ออกไปนั้น จะไม่สามารถทำได้ทันที เพราะจะต้องรอก่อนถึง 3 ปี จึงจะแจ้งเจตจำนงได้ และเมื่อแจ้งเจตจำนงแล้วก็อีกประมาณ 1 ปี จึงจะมีผลนั่นแปลว่าหมดวาระการเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกของทรัมป์พอดี

หากเขาไม่ได้รับเลือกกลับมาใหม่นโยบายนี้ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

จากเงื่อนไขข้อนี้ทำให้นักสิ่งแวดล้อมและคนรักษ์โลกกลุ่มหนึ่งยังพอมีความหวังอยู่บ้างว่าสหรัฐฯอาจต้องทำตามข้อตกลงไปก่อน โดย เฉพาะทางภาคเอกชนที่ยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไปตามข้อตกลงปารีส

แม้แต่นายกเทศมนตรีเมืองพิตต์สเบิร์ก เมืองที่นายทรัมป์บอกว่า เขาตัดสินใจครั้งนี้เพื่อชาวเมืองนี้โดยตรงเลย ไม่ใช่เพื่อชาวปารีส ก็ยังออกมาปฏิเสธความหวังดีของทรัมป์ โดยยืนยันว่าจะดำเนินการต่อไปตามข้อตกลงปารีส

แต่ก็นั่นแหละครับ หากรัฐบาลกลางไม่สนับสนุนเสียอย่าง การดำเนินการของรัฐบาลท้องถิ่นหรือภาคเอกชนก็ย่อมจะไม่เต็มสูบแน่นอน

โชคร้ายของโลกที่ได้โดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นประธานาธิบดีของประเทศ ที่ได้ชื่อว่าเป็นหมายเลข 1 ของโลกในหลายๆด้าน ยกเว้นด้าน “รักษ์โลก” ซึ่งต่อไปนี้สหรัฐฯจะถอยกรูด ตกไปเป็นที่เท่าไร ยังไม่รู้เลย.


“ซูม”