วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลุยเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ ให้อำนาจสรรพากรไล่บี้ไลน์-เฟซบุ๊ก!

กรมสรรพากรเร่งยกร่างกฎหมายภาษี e-Business จากธุรกิจออนไลน์ มั่นใจพร้อมส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้ เปิดอำนาจให้สรรพากรเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในไทยได้ หากเว็บไซต์มีข้อความภาษาไทยและมีการซื้อขายสินค้าและบริการในไทย

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ภายในเดือน มิ.ย.นี้ กรมสรรพากรจะเสนอร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Business ซึ่งขณะนี้ผลการหารือระหว่างกรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังยกร่างกฎหมายเพื่อส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนเสนอ ครม.ต่อไป “ปัจจุบันกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้เฉพาะสินค้าและบริการที่เจ้าของจดทะเบียนอยู่ในไทยเท่านั้น ส่วนกรณีที่เจ้าของธุรกิจจดทะเบียนในต่างประเทศ ยังไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ดังนั้น กฎหมายใหม่จะให้สรรพากรจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่ขายหรือให้บริการที่จดทะเบียนในต่างประเทศได้”

ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีผ่านระบบออนไลน์ในไทย กรมจัดเก็บมา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการตรวจสอบการซื้อหรือขายสินค้า เพราะมีสินค้าโชว์อยู่หน้าเว็บไซต์ ทำให้สามารถติดตามการซื้อขายได้จากช่องทางการชำระเงิน ซึ่งที่ผ่านมา กรมจัดเก็บภาษี e-Business ได้ราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 100 ล้านบาทต่อปี

ส่วนการจัดเก็บภาษีการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ แม้การซื้อขายสินค้าจะเกิดขึ้นในไทย แต่การชำระเงิน การส่งมอบสินค้าหรือการให้บริการต่างๆอาจไม่ได้เกิดขึ้นในไทย เช่น การจองห้องพักโรงแรม ผู้จองจะจ่ายเงินผ่านบัตรวีซ่า ซึ่งหักเงินมาจากต่างประเทศ โดยธนาคารพาณิชย์ในไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระเงินเท่านั้น เช่นเดียวกับการลงโฆษณาในไลน์ (Line) หรือเฟซบุ๊ก (Face– Book) “เมื่อเจ้าของสินค้าหรือบริการไม่มีสำนักงานตั้งอยู่ในไทย ก็ไม่สามารถเก็บภาษีได้ ทำให้ไทยสูญรายได้ภาษีเป็นจำนวนมาก คาดว่าธุรกิจสื่อโฆษณามีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาท ที่ผู้ประกอบการไทยลงโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์โดยไม่สามารถเก็บภาษีได้”

ดังนั้น กฎหมายใหม่นี้กรมได้ศึกษาผลดีและผลเสียจากต่างประเทศ โดย มีหลักการคือ 1.กรณีเว็บไซต์ต่างชาติที่มีข้อความหรืออักษรเป็นภาษาไทย ให้สรรพากรตีความว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีสถานที่หรือสำนักงานตั้งอยู่ในไทย 2.เมื่อมีสำนักงานตั้งอยู่ในไทย กรมสามารถประเมินภาษีจากธุรกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นได้ โดยอาจระบุจำนวนเงินที่ชัดเจนในการเสียภาษี หากผู้ประกอบการคิดว่าไม่ถูกต้องก็สามารถยื่นเอกสารประกอบการชี้แจงเพื่อประเมินภาษีร่วมกันได้ สำหรับอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บจากผู้ประกอบการออนไลน์ คือภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% และภาษีเงินได้นิติบุคคล 20%.