วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหา บทเรียนจาก "เปรี้ยว" คดีฆ่าหั่นศพ

นาทีนี้ คงไม่มีคดีอาชญากรรมคดีไหนที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเท่ากับคดีฆ่าหั่นศพ และนำศพไปฝังอำพราง โดยมีผู้ต้องหาเป็นหญิงสาว ซึ่ง 1 ในนั้นคือ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว อายุ 24 ปี ที่ล่าสุดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้แล้วขณะหลบหนีอยู่ในเขตเมืองท่าขี้เหล็ก ในรัฐฉานของประเทศเมียนมา

นับตั้งแต่วันที่พบศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ “แอ๋ม” เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม จนกระทั่งมีการออกหมายจับ “เปรี้ยว” กับพวกเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม เรื่องราวของ “เปรี้ยว” ก็ถูกนำเสนอออกมาในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวที่ชาว Social Media บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ตกเป็นข่าว หรือในกรณีนี้คือ ผู้ต้องหา หรือไม่ อย่างไร

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรค 2 บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”

หมายความว่า จนถึงวันนี้ แม้จะมีการเปิดเผยจากบุคคลรอบข้าง และเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วน จะสามารถยืนยันได้ว่า “เปรี้ยว” ยอมรับสารภาพแล้วว่า เป็นผู้ลงมือฆ่าและหั่นศพ “แอ๋ม” ด้วยตัวเอง แต่ในทางกฎหมายต้องถือว่า “เปรี้ยว” ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ การนำเรื่องส่วนตัวของผู้ต้องหารายนี้ มาเปิดเผยต่อสาธารณะ อาจเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ตกเป็นข่าวได้

ในขณะที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 5 องค์กร อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้ร่วมกันออกแนวปฏิบัติเรื่อง การได้มาและการนำเสนอข่าวและภาพข่าวของสื่อมวลชน
โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว มาบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 โดยระบุว่า...

ในการทำข่าวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ผู้ปฏิบัติงานข่าวพึงเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา และระมัดระวังการตั้งคำถามและกระทำการใดๆ ในลักษณะชี้นำ กดดัน ซ้ำเติม หรือเป็นการดูถูกเหยียดหยามผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา และจำเลย

นอกจากนี้ ในการเสนอข่าวหรือภาพข่าวผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา จำเลย และผู้เสียหาย ในคดีอาญา องค์กรสื่อมวลชน 1. พึงงดเว้นการนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคลและภาพข่าวที่แสดงอัตลักษณ์ของบุคคลที่เป็นเพียงผู้ต้องสงสัย 2. พึงหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพข่าวเครื่องพันธนาการใดๆ ของผู้ต้องหาและจำเลย 3. พึงหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำในการนำเสนอข่าวเชิงตัดสินหรือเกินข้อเท็จจริงที่แสดงว่าผู้ต้องหากระทำผิดไปแล้ว หรือเชิงประณามที่เป็นการชี้นำให้เกิดการดูหมิ่นเกลียดชัง และ 4. พึงระมัดระวังการนำเสนอข่าวจากสำนวนคดี อันอาจเป็นการซ้ำเติมความทุกข์โศกที่ผู้เสียหายได้รับ
และสุดท้าย สื่อมวลชนต้องไม่นำเสนอข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอื่นใด อันอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ตกเป็นข่าวและผู้ที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้น

เมื่อย้อนกลับมาดูการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ทั้งที่เป็นสื่อมืออาชีพ และสื่อส่วนบุคคลทาง Social media เทียบเคียงกับแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ก็พบว่า มีหลายกรณีที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดแนวปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งน่าจะมีผู้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาศึกษากันต่อไป เพราะอาจมีข้อถกเถียงกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

และหากผู้บริโภคสื่อทั้งหลายเห็นว่า การทำหน้าที่ของสื่อ ไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติข้างต้น ก็สามารถร้องเรียนไปยังองค์กรวิชาชีพสื่อที่เกี่ยวข้องตามรายชื่อข้างต้นได้ตามช่องทางต่างๆ ในเว็บไซต์และบัญชี Social Media ขององค์กรนั้น www.presscouncil.or.th  http://www.newsbroadcastingcouncil.or.th  และ www.sonp.or.th เพื่อช่วยกันหาบรรทัดฐานที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไทย ในคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคต

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong