วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กห.เผย อนุฯ ปรองดอง ลุยเดินหน้าเร่งทำร่างสัญญาประชาคม

โฆษก กห.เผย อนุฯ ปรองดองเร่งจัดทำร่างสัญญาประชาคม ชี้ความเห็นของทุกคนถือเป็นข้อมูลบริสุทธิ์ สะท้อนโอกาส-ความตื่นตัว ปชช. ทั้งการปรับเปลี่ยนทางการเมือง ระบบโครงสร้างทางสังคม การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมครั้งใหญ่ ก่อนปฏิรูปประเทศ

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 60 พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงความคืบหน้าของกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองว่า ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จากกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้ถูกรวบรวมและสังเคราะห์ตามหลักวิชาการ ร่วมกับผลการศึกษาด้านการสร้างความสามัคคีปรองดองที่มีมา สู่การจัดทำเอกสารความเห็นร่วม และส่งให้อนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการ โดยมีผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำร่างสัญญาประชาคม

พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อมูลจากเอกสารความเห็นร่วมซึ่งรวบรวมความเห็น ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ จากทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในภาพรวมสะท้อนถึงความตื่นตัว และความสนใจในประเด็นการเมืองและการปรับเปลี่ยนทางการเมืองมากที่สุด โดยส่วนกลาง ประชาชนให้ความสนใจ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้านความเหลื่อมล้ำในการครอบครองที่ดินและการบริหารจัดการน้ำ ด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข รวมทั้งด้านสื่อมวลชนและการป้องกันทุจริต ลดหลั่นลงมาตามลำดับ ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่และกลุ่มการเมืองให้ความสำคัญ ประเด็นด้านการเมืองด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ความเท่าเทียมของพรรคการเมืองเป็นหลัก หากจำแนกภาคส่วนต่างๆ มีท่าทีที่แตกต่างกัน โดยภาคเศรษฐกิจ ต้องการรักษาผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของตนเองเป็นสำคัญ ภาคประชาสังคมให้ความสำคัญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในทุกๆ ด้านรวมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่องค์กรสื่อมวลชน มุ่งเน้นสิทธิเสรีภาพของตนเอง และต้องการให้สื่อดูแลกันเองโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงาน

พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า ในส่วนภูมิภาค ประชาชนมีความสนใจด้านการเมืองมากที่สุด และให้ความสำคัญ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข ด้านความเหลื่อมล้ำในการครอบครองที่ดินและการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมตามลำดับ โดยพื้นที่ภาคกลางมีความสนใจด้านการเมืองมากกว่าด้านอื่นๆ อย่างชัดเจน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ความสนใจด้านการเมือง การบุกรุกพื้นที่ป่าและด้านสังคม ส่วนพื้นที่ภาคเหนือให้ความสนใจด้านการเมือง และต้องการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม สำหรับพื้นที่ภาคใต้มีความสนใจด้านความเหลื่อมล้ำในการครอบครองที่ดินและการบริหารจัดการน้ำ

พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า หากจำแนกลักษณะของผู้ให้ความคิดเห็นตามกลุ่มต่างๆ สามารถระบุท่าทีที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มการเมือง จะมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม ขณะที่กลุ่มนักวิชาการ นักศึกษาและสื่อมวลชน จะเน้นถึงกติกาทางการเมือง แนวทางการนำไปสู่การลดความขัดแย้ง ปัญหาคอร์รัปชัน และความจริงใจของภาครัฐในการแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งนี้ กลุ่มข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีความสนใจในการแก้ปัญหาระดับท้องถิ่น เช่น การเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มนายทุนต่อราคาพืชผลทางการเกษตร และการเมืองระดับท้องถิ่น ในขณะที่ กลุ่มผู้นำชุมชนและชาวบ้าน สนใจเพิ่มเติม ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำและที่ดินทำกินในท้องถิ่นเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ พล.ต.คงชีพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสะท้อนความคิดเห็นผ่านผู้แทนองค์กรภาคส่วนต่างๆ จากเวทีการรับฟังความเห็นของประชาชนทั่วประเทศในกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ผ่านมา ถือเป็นข้อมูลที่บริสุทธิ์ ซึ่งผ่านการสังเคราะห์ทางวิชาการครั้งใหญ่ ที่แสดงถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ปัญหาที่มีในแต่ละพื้นที่และความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งการมองอนาคตที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติสุข ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญยิ่งของสังคม ที่ประชาชนทุกคนจะได้ร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนคลี่คลายปัญหาของสังคมครั้งใหญ่ สู่เป้าหมายร่วม คือ การปฏิรูปประเทศ