วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ “มือเศรษฐกิจ” ผ่าด่านแรงต้าน : หยุด!ทำลายประเทศ

อ่านให้น้อย เพราะเวลาการเมืองเดินมันชี้นำได้ง่าย”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยยกถ้อยคำของนายลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาบนโต๊ะอาหารถึงการบริหารการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงที่เผชิญหน้ากับวิกฤติ

เคล็ดลับนี้ถ่ายทอดให้ นายสมคิด และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจเป็นรัฐบาล ในระหว่างรับประทานอาหารในโอกาสไปเยือนสิงคโปร์

สิ่งที่ นายสมคิด ต้องการสะท้อนคือ ไม่ว่าขั้วการเมืองหรือผลสำรวจโพลออกมาตอกย้ำว่า เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างไร ก็ต้องอ่านข่าวสารให้น้อย ไม่เช่นนั้นอาจถูกชี้นำโดยการเมืองได้ เพราะรัฐบาลย่อมเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร ประชาชนเดือดร้อนเราก็ต้องแก้ไข

สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดถ้าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวแล้วไปบอกว่าเศรษฐกิจแย่ สุดท้ายจะงงว่าเศรษฐกิจดีหรือแย่กันแน่ ขอฉายภาพย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตจาก 6-7 เปอร์เซ็นต์ หล่นไปเรื่อยๆเหลือ 5-4-3 จนเหลือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ ในปีนั้นคาดการณ์จะติดลบ แต่จีดีพี 0.8 ก็ขยับขึ้นมาเป็น 3.2 เปอร์เซ็นต์

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ผลออกมาแบบนี้เรียกว่าอะไร เศรษฐกิจย่ำแย่เกิดจากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไร ทั้งหมดไม่ได้เกิดจากรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สิ่งเหล่านี้ไม่อยากนำมาทิ่มตำใส่กัน แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ผมเคยพูดเอาไว้เมื่อสี่ปีที่ผ่านมาว่า รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ ข้อความนี้ยังวนเวียนอยู่ในโลกโซเชียลมีเดียว่า ผมด่ารัฐบาล แบบนี้ก็มี ถ้าบริหารประเทศโดยที่ใจไม่เข้มแข็งพอ รับรองไม่มีทางผ่านไปได้

อย่าลืมว่าทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ไม่มีประเทศในอาเซียนสู้เราได้ ฉะนั้นเราต้องทำตรงนี้ให้ดี เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นโยบายการสร้างเครือข่าย มีนิคมพันธมิตรอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านด้วยมีฐานการผลิต เพื่อให้คนไทยไปลงทุนและเชื่อมโยงนิคมที่อยู่ในไทย ผนวกกันได้ ประเทศเพื่อนบ้านก็ดีขึ้น โดยที่เราเป็นจุดศูนย์กลาง นักลงทุนย่อมต้องอยากมาเมืองไทย

แต่ข่าวที่ออกมาจากทุกแห่งเหมือนเมฆหมอกที่หนาแน่น คนเสพข่าวอ่านแค่นิดเดียว ไม่ดีคือไม่ดี เพราะอะไรไม่รู้ ฉะนั้นการปฏิรูปเศรษฐกิจที่รัฐบาลเดินหน้าอยู่ ทุกกระทรวงต้องเดินหน้า บางอย่างที่ได้ทำไปมันช้า บางอย่างไม่ได้รับการหยิบยกขึ้น ทั้งที่ทุ่มงบประมาณลงไปพื้นที่รากหญ้า ทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าไม่มีผลงาน

ผมไม่ขอตอบ เพราะมั่นใจในสิ่งที่ทำลงไปว่าถูกต้อง

เห็นได้จากดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ World Competitiveness Center โดย International Institute For Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 60 พิจารณา 4 ด้าน ประกอบด้วย สภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

ปรากฏว่าสภาวะเศรษฐกิจของไทยอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 63 ประเทศ มีอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับจากปี 59 บ่งบอกให้เห็นว่าการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ แม้ดูไม่สูงนัก

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไทยกลับมีลำดับที่ดีกว่าหลายประเทศ

แสดงให้เห็นว่าปี 59 เศรษฐกิจของประเทศอื่นขยายตัวแย่กว่าไทย

การจัดอันดับที่ออกมาต่างชาติมีมุมมองที่เป็นความจริงต่อไทย และดีขึ้นตลอด 3 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ต้องไปฟังบางคนที่ชอบออกมาพูดทำให้ประชาชนไขว้เขว บั่นทอนความเชื่อมั่น นับจากนี้ไปอยากให้ทุกคนทำงานหนัก เพื่อช่วยสร้างประเทศ เชื่อมั่นว่าในปี 61 เมื่อผลการลงทุนในโครงการรถไฟรางคู่และอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านออกมา อันดับการแข่งขันของไทยออกมาจะพุ่งทะลุแน่นอน

ตอนนี้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเลือกให้เข้ามาเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะจะได้ขายข้าวได้ตันละ 1.5 หมื่นบาท นายสมคิด บอกว่า สมมติรัฐบาลถอดใจ ไม่ทำตามยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเพื่ออนาคตที่มั่นคงของบ้านเมืองแล้ว ไปทำอย่างนี้บ้าง รัฐบาลเก่าจำนำข้าวราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท รัฐบาลนี้ทำ 1.8 หมื่นบาท คงสนุกกันใหญ่

ความจริงทำไม่ได้ รัฐบาลต้องอดทน ไม่ตอบโต้ มาตรการที่ช่วยเหลือเกษตรกร ชาวนา มีเม็ดเงินลงไปช่วยไม่ใช่น้อย แต่คราวนี้จะยิ่งตรงเข้ากระเป๋าในช่วงที่เหมาะสม เพื่อประคองบรรเทาทุกข์

รัฐบาลไม่เคยทิ้งประชาชนที่เดือดร้อน ผมไม่เคยทิ้ง กองทุนหมู่บ้าน ก็มีส่วนสร้างขึ้นมา ธนาคารประชาชน ประชารัฐ ผมก็สร้างขึ้นมา มีหรือจะลืมได้ แต่โครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท เพิ่งระบายสต๊อกหมด ส่วนแบ่งตลาดข้าวของไทยเหลือแค่กว่า 40 เปอร์เซ็นต์จาก 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะถูกบางประเทศแทงว่าไทยมีปัญหา

ช่วงนี้ต้องมองข้ามการเมือง เพราะนักการเมืองฉลาด ยิ่งคนที่ทำงานเพื่อประเทศจริงๆไม่ได้ออกมาพูด ปล่อยให้ใครไม่รู้ออกมาพูด รู้เลยเป็นการเมืองเพียวๆ ถ้าปล่อยให้ประเทศไทยเป็นการเมืองเพียวๆภายใต้สถานการณ์ที่ผมพูดไว้

ประเทศไทยจะลำบาก

ขอย้ำว่าการบริหารประเทศกรอบใหญ่ จะต้องยึดมั่นกำหนดทิศทางให้ถูก ถ้าทำให้มั่นคงจะสามารถผลักโครงการต่างๆให้ออกไปได้

จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างไรว่าเศรษฐกิจดีขึ้นและรัฐบาลถังไม่แตก นายสมคิด บอกว่า รัฐบาลมีงบประมาณ แต่มันติดขัดที่ระบบ และทุกกระทรวงจะต้องร่วมกันยิงตรงงบประมาณบางส่วนลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฐานรากตอนนี้ ส่วนอื่นๆก็ต้องทำให้ทุกอย่างออกตามเวลา

วันนี้อย่ามาพูดว่าไทยจีดีพีต่ำสุดในอาเซียน ถ้าเจอสวนกลับจะสั่นกว่านี้ ทั้งหมดที่ออกมาวิจารณ์ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนของผม ยกเว้นพวก มาใหม่ การเมืองไทยควรจะเปลี่ยนได้แล้ว ถ้าอะไรมันดีก็ต้องช่วยกัน สานต่อ ถ้ามีจุดอ่อนก็แนะนำ ไม่ใช่ออกมาบอกว่าอันนี้ก็ไม่ดี อันนั้นก็ไม่ดี รัฐบาลไม่สนใจคนจน เราทำงานกันไม่เหนื่อย แต่ความเหนื่อยเกิดจากการสื่อสารให้คนเข้าใจ

ปัญหาใหญ่คือทำอย่างไรให้คนไทยเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่อะไรก็โจมตีกัน เหมือนที่นายกรัฐมนตรีตั้ง 4 คำถาม ก็
ตอบโต้กันใหญ่ การเมืองไทยไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง ทั้งหมดอยู่ที่คนไทยจะเลือกว่าต้องการอย่างไร

ในฐานะที่ผมผ่านวิกฤติมาหลายรอบ มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนเสียสละ มีความอดทนสูงมาก หากอยู่แล้วเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น วิกฤติคราวนี้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนประเทศ ถ้าไม่มีเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีทางปฏิรูปเศรษฐกิจได้

แต่พอนักการเมืองได้กลิ่นการเลือกตั้งก็ต้องขยับ หากไม่ขยับจะสาบสูญ เวลาขยับต้องตีรัฐบาล ถ้าตีแบบมีเหตุผลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีเหตุผลมันจะมั่ว ขอร้องว่าเวลาแสดงความคิดเห็นขอให้สร้างสรรค์

ไม่มีคำว่าใครดีใครไม่ดี แต่มันเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่าน การเปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนแปลง มีทั้งคนที่อยากเปลี่ยนและไม่อยากเปลี่ยน แต่ต้องมีซีกหนึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนและต้องอธิบายให้ซีกที่ไม่อยากเปลี่ยน ได้เห็นว่าการเปลี่ยนจำเป็นอย่างไร

อยากให้อ่านในสิ่งที่นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอบริษัทเฟซบุ๊ก ระบุเอาไว้ในงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเป้าหมาย เป้าหมายนี้ไม่ใช่เป้าหมายธรรมดา เพราะทุกคนมีเป้าหมายอยู่แล้ว เป้าหมายของเขาคือการรับรู้และสำนึกในเป้าหมายร่วมที่ใหญ่กว่า

ที่เขาทำงานสำเร็จที่เฟซบุ๊ก เพราะคิดเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ทำให้ทุกคนมีส่วนรับรู้ว่าต้องมีส่วนร่วมที่สำคัญทำให้เกิดพลังในการทำให้เป้าหมายที่ใหญ่กว่าประสบความสำเร็จ เขารู้ว่าทำเฟซบุ๊กและรวย แต่คนอีกซีกโลกไม่มีจะกิน มีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติแน่นอน เขาก็จะต้องทำอย่างอื่น

“วันนี้ประเทศไทยจะต้องรู้ว่าเป้าหมายใหญ่กว่าคือการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ทุกคนต้องขยายเป้าหมายของตัวเองให้ใหญ่ขึ้นและสำคัญขึ้น ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ทุกคนสำคัญเป็นที่ต้องการ ไม่ใช่คุณอยู่ ผมไป”

ถ้าทุกคนมีแต่เป้าหมายส่วนตัว

เป้าหมายใหญ่ไม่มีแล้วจะไปได้อย่างไร

ประเทศไทยยังขาดตรงนี้

แล้วเป็นพรรคการเมืองคิดตรงนี้อย่างไร.

ทีมการเมือง