บริการข่าวไทยรัฐ

ค้านเซ็ตซีโร่ กกต. 2พรรคใหญ่เห็นตรงกัน

โพลไม่เชื่อหลังเลือกตั้ง ได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาล

ปชป.-พท.ประสานเสียงท้วงโละ กกต.ยกชุด “จุรินทร์” ชงสูตรผสม กกต.หน้าใหม่-เก่าคุมเลือกตั้ง หัวหน้าทีม ก.ม.ปชป.ห่วงจะไม่มีใครสานงาน “อนุดิษฐ์” หวั่นต้องมาเรียนรู้งานลองผิดลองถูกอีก “นพดล” ถามจะลามไปถึงองค์กรอิสระอื่นไหม “วันชัย” ยักไหล่ไล่ “สมชัย” กลับไปสอนหนังสือ ปธ.กสม. โวยแหลกเสียวถูกเซ็ตซีโร่รายต่อไป แต่ “เตือนใจ” เห็นต่างหนุนล้างบางไปเลย “ถาวร” ตอก “วัฒนา” ดิ้นบิดเบือนให้ร้าย กปปส. ปชป.จี้ คสช.แยกพวกดี-เลวให้ชัด รองโฆษก พท.โต้กลับ “เอกนัฏ” จมปลักปมขัดแย้ง “อลงกรณ์” แนะ นปช.ยึดโมเดล กปปส. กลับไปซบอก พท. คืนสู่ระบบรัฐสภา “วันชัย” ชูมือเชียร์ “อภิสิทธิ์-สุเทพ-ประยุทธ์” ผนึกกำลังทลายระบอบทักษิณ โพลชี้คนยังไม่เชื่อจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหลังเลือกตั้ง

หลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยืนยันมติให้เซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งชุด ล่าสุด 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าอาจเกิดผลกระทบต่อการจัดเลือกตั้งตามโรดแม็ปได้

“จุรินทร์” ชงสูตรผสม กกต.ใหม่–เก่า

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้ กกต.ชุดปัจจุบันหมดวาระลงทันทีหลัง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ว่า ถ้า กกต.มีทั้งคนใหม่และคนเก่ามาผสมกัน จะช่วยให้ได้ทั้งคนที่มีประสบการณ์และคนใหม่เข้ามาเพิ่มเติม น่าจะเป็นประโยชน์ หากจะเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งคณะเอาคนใหม่มาทั้งหมด ก็ต้องเร่งจัดการ เพื่อให้คนใหม่เข้ามาเตรียมการจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 เพื่อความสุจริตเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และของทุกฝ่าย อาจไม่ใช่แค่ดูแลการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่อาจต้องมาดูกลไกภายในองค์กรของ กกต. ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเดินหน้าไปสู่การทำงานที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรมให้ได้

ห่วงโละยกชุดไม่มีใครสานงาน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กมธ.วิสามัญฯต้องชี้แจงเหตุผลว่า กกต. ชุดปัจจุบันทั้ง 5 คน มีใครบ้างที่ขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนด สิ่งที่ต้องระวังคือไม่ให้ กกต.ที่เป็นร่างทรงพรรคการเมือง เข้ามาชี้เป็นชี้ตายการเลือกตั้ง มีตัวอย่างมาแล้วในอดีต กกต.บางคนติดคุกโดยคำพิพากษาศาลฎีกา องคาพยพของ กกต. คือฝ่ายสืบสวนในอดีตรับเงินรับทองจากพรรคการเมือง บิดเบือนสำนวนให้คนที่ไม่ผิดกลายเป็นคนผิด กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช.ตั้งใจดีพยายามแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง ยกเลิก กกต.จังหวัดไปแล้ว อันนี้ต้องให้เครดิต แต่คิดว่าหากให้ กกต.พ้นหน้าที่ทั้งชุด แล้วใครจะสืบสานงานต่อ เพราะการเตรียมการเลือกตั้งในปี 2561 เป็นระยะเวลาที่ไม่นานเลยสำหรับ กกต.จึงอยากถามว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร

พท.หวั่นมานั่งลองผิดลองถูก

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า เมื่อ กมธ.วิสามัญฯมีมติออกมาเช่นนี้ เชื่อว่าคงมีเหตุผลพอสมควร และเพียงพอในการเซ็ตซีโร่ กกต. แต่ยังมีสิ่งที่ควรพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ คือเรื่องของกรอบเวลา ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ถ้าคลอดออกมาพร้อมกับกฎหมายลูกฉบับอื่นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง กรอบเวลาการเลือกตั้งจะเดินหน้า การให้ กกต.ชุดเก่ารักษาการใน 60 วันจนได้ กกต.ชุดใหม่เข้ามารับผิดชอบจัดการเลือกตั้ง กกต.ชุดใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้งาน ต้องลองผิดลองถูกในการทำหน้าที่สำคัญในระยะเวลาอันจำกัดไปหรือไม่ จะมีความพร้อมจัดการเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ดังนั้นก่อนที่สนช.จะคลอดกฎหมายออกมา อยากให้พิจารณาประเด็นนี้ให้ถี่ถ้วนด้วย

จะลามถึงองค์กรอิสระอื่นไหม

นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระบวนการออกกฎหมายต้องโปร่งใส เท่าเทียม และอธิบายได้ ดังนั้น กมธ.วิสามัญฯต้องออกมาชี้แจงให้สังคมเข้าใจ ว่าทำไมต้องเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งหมด ทั้งที่ กกต.บางท่านมีคุณสมบัติครบตามที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนด หากจะเซ็ตซีโร่ กกต. ต้องถามว่าแล้วองค์กรอิสระอื่นจะมีการเซ็ตซีโร่ด้วยหรือไม่ หรือจะสรรหาใหม่เฉพาะคนที่ขาดคุณสมบัติ มีหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างไร ต้องออกมาอธิบายให้ชัด เพราะเรื่องภารกิจและคุณสมบัติ ต้องแยกออกจากกัน ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ สังคมจะเกิดคำถามถึงความเท่าเทียม และมาตรฐานในการพิจารณากฎหมายลูกเกี่ยวกับองค์กรอิสระ

ไล่ “สมชัย” กลับไปสอนหนังสือ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า เห็นด้วยและสนับสนุนอย่างยิ่ง กกต.เก่าอยู่ต่อก็ทะเลาะกัน จะให้คนใหม่มาทำงานผสมกับคนเก่ายิ่งไปกันใหญ่ ทางที่ดีโละแล้วสรรหาใหม่แบบนี้ดีแล้ว ส่วนนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ไม่ต้องมาโวยวายโอดโอยว่าใครเขาจะกลั่นแกล้ง เพราะพฤติกรรมในอดีตที่ทะเลาะเบาะเเว้งกัน พอย้อนกลับมาทำลายตัวเองก็ต้องยอมรับ เชื่อว่า กมธ.วิสามัญฯไม่คิดแกล้งใคร แต่อยากวางหลักการ
แก้ปมปัญหาเดิมที่มีอยู่ไม่ให้การเลือกตั้งในอนาคตมีปัญหา ทางที่ดีนายสมชัยควรกลับไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ทำงานคนเดียว คิดคนเดียว สอนคนเดียวไปดีกว่า เพราะทำงานเป็นทีมร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ให้คนใหม่ที่มีฝีมือมาจัดเลือกตั้งดีกว่า

ปธ.กสม.โวยจ่อเซ็ตซีโร่ตาม กกต.

ด้านนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ กสม. อาจถูกเซ็ตซีโร่เป็นองค์กรต่อไปตามหลัง กกต.ว่า ที่มาของ กสม. ระหว่างโครงสร้างเดิมกับโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่แตกต่างกัน ไม่เหมือนองค์กรอิสระอื่น เช่น กกต. กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีโครงสร้างแตกต่างกันชัดเจน ดังนั้น มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ที่จะมาเซ็ตซีโร่ กสม.ชุดนี้ ส่วนปัญหาคุณสมบัติ กสม. ควรพิจารณาคุณสมบัติของแต่ละบุคคล ว่าใครที่ขาดคุณสมบัติก็พ้นตำแหน่ง ส่วนคนที่มีคุณสมบัติครบก็อยู่ในตำแหน่งต่อไป อย่าเหมารวม เพื่อความเป็นธรรม หากต้องพ้นจากตำแหน่งไปเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจที่ต้องพิจารณาว่าจะชดเชยเยียวยาอย่างไร ส่วนตัวคงไม่กระทบอะไรมากนัก เพราะยังกลับไปศาลยุติธรรมได้ แต่กรรมการคนอื่นจะได้รับผลกระทบ เพราะต้องลาออกจากงานที่เคยทำอยู่ ดังนั้น ขอให้ผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้ด้วย

“เตือนใจ” เห็นด้วยต้องล้างบาง

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการ กสม.กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของนายมีชัย มีเหตุและผล ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการทำงานของ กสม.มีปัญหาต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่มาของ กสม.ชุดปัจจุบันขาดความหลากหลาย จนเป็นสาเหตุให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ไอซีซี) ลดเกรด กสม. จากสถานะเอเป็นสถานะบี การเซ็ตซีโร่จะเป็นการตั้งต้นใหม่ ไม่เกิดปัญหาการทำงานในลักษณะปลาสองน้ำ ส่วนตัวยอมรับได้ กกต.และ กสม.ไม่ควรเป็นบรรทัดฐานกับองค์กรอิสระอื่น เพราะภารกิจของแต่ละองค์กรแตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้หลักการเดียวกันมาพิจารณา แต่ยอมรับว่าอาจไม่เป็นธรรมกับ กสม.ปัจจุบัน ที่เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีเพราะรัฐธรรมนูญใหม่ห้ามผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งกลับมาทำหน้าที่อีก ส่วนจะสามารถบัญญัติไว้เป็นอื่นหรือเขียนยกเว้นให้ กสม.ชุดปัจจุบันในกฎหมายลูกหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา

“ถาวร” ตอก “วัฒนา” บิดเบือน

วันเดียวกัน นายถาวร เสนเนียม อดีต รอง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวพาดพิงจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์และ กปปส.สนับสนุนเผด็จการ ว่าคนที่ออกมาสร้างภาพให้สังคมเข้าใจผิดโดยการบิดเบือนข้อเท็จจริง ถือเป็นการดิ้นรนเอาตัวรอด เพราะรู้ตัวว่ากำลังถูกดำเนินคดีมีโอกาสติดคุก เพราะมีคดีความอยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งที่ศาล อัยการ และสำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งจากการทุจริตคอร์รัปชัน การเหลิงใช้อำนาจเกินขอบเขต การดิ้นรนนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้

เย้ยผลกระทบขจัดทุนสามานย์

นายถาวรกล่าวต่อว่า ขอให้สังคมไทยวินิจฉัยพฤติกรรมในอดีตของคนเหล่านี้ ของพรรคการเมืองบางพรรค ตนอโหสิกรรมให้แต่ขอให้ติดตามดูเมื่อคนเหล่านี้จะรับผลในสิ่งที่ทำ มักอ้างว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง และขอลี้ภัยไปต่างแดนเหมือนพวกพ้องเครือข่ายที่หนีไปก่อนแล้ว การเคลื่อนไหวของพวกตนที่ทำเพื่อการปฏิรูปประเทศ เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวม ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเองพวกพ้อง เหมือนบางกลุ่มบางพรรค หากการปฏิรูปการเมืองโดยการขจัดทุจริตคอร์รัปชัน โกงกิน โดยล้างทุนสามานย์ที่จะเข้าครอบงำการเมือง จะส่งผลกระทบถึงบางคนบางพรรค ก็ช่วยไม่ได้ เพราะเป็นความต้องการของมวลมหาประชาชนและสังคมไทย

ปชป.จี้ คสช.แยกน้ำดี—เลวให้ชัด

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และกิจกรรมพิเศษภาคอีสาน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ก่อนถึงวันเลือกตั้งตามโรดแม็ป ขอฝากถึงรัฐบาลทหาร 4 ข้อ คือ 1.ให้อธิบายกับประชาชนตรงไปตรงมา ว่าก่อนจะทำรัฐประหารเกิดอะไรขึ้นกับประเทศ ใครทำร้ายประเทศ ทำร้ายศาสนา ทำร้ายสถาบัน ทำลายกระบวนการยุติธรรม ให้ประชาชนเห็นภาพและข้อมูลชัดเจนขึ้น รัฐบาลทหารควรใช้การสื่อสารให้ประชาชนรับทราบอย่างเป็นระบบ ในทุกช่องทางการสื่อสาร โดยเฉพาะประเด็นที่มีการจัดตั้งกองกำลังที่เตรียมทำร้ายประเทศ และที่ทำร้ายไปแล้วด้วยอาวุธสงคราม ตัวบงการใหญ่คือใคร 2.ยกเครื่องทีมเศรษฐกิจทั้งระบบ งดใช้การตลาดแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 3.แยกนักการเมืองดีและเลวออกจากกันให้ชัดเจน อย่าเหมารวมหรือทำลายระบบสถาบันพรรคการเมืองที่เป็นรากฐานประชาธิปไตย 4.ใช้เวลาที่เหลือวางรากฐานการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ตำรวจ พลังงาน การศึกษา และแยกสิ่งที่รัฐบาลทหารทำไม่ได้ออกมา

เกาหัวงมโข่งปฏิรูปการศึกษา

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องปฏิรูปการศึกษาควรมีความชัดเจน ที่ผ่านมาหวั่นใจว่าจะขาดการมีส่วนร่วมและรอบคอบครอบคลุม สองประเด็นหลักในการบริหารของรัฐบาล คือ 1. ก่อนหน้านี้อยู่ๆ รัฐบาลก็ประกาศใช้นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาเรียน แต่ผลจริงๆไม่ได้ลดหรือเพิ่มอะไรเลย เพราะไม่ได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตร 2.ความไม่แน่นอนกับการทดลองระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น นโยบายให้ยืมหนังสือแทนการแจกฟรี ที่กลับลำไปมา จึงมีคำถามว่าแล้วสังคมและพ่อแม่ผู้ปกครอง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเกิดการปฏิรูปการศึกษาจริง

ซัด “เอกนัฏ” จมปลักปมขัดแย้ง

อีกด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. ที่กล่าวพาดพิงพรรคเพื่อไทยให้เสียหายว่า ปี่กลองการเลือกตั้งยังไม่ทันดัง แต่โฆษก กปปส. ทำเสียบรรยากาศปรองดองสมานฉันท์ ออกมาทำลายความเชื่อมั่น ดิสเครดิตพรรคตรงข้ามตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ใช่นโยบายพรรคเพื่อไทย และเรื่องเกิดมาตั้งแต่ปี 2556 เป็นเรื่องเก่าไปแล้ว วันนี้ควรมองไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ นายเอกนัฏไม่ควรจมปลักอยู่กับความขัดแย้ง ออกมาผลิตซ้ำความแตกแยก ส่วนที่บอกว่าประชาชนจะเลือกพรรคไหนในอนาคตเป็นสิทธิของประชาชนนั้น น่าเสียดายที่นายเอกนัฏและกปปส.คิดได้ช้าไป ถ้าคิดได้ก่อนการเลือกตั้งปี 2557 ควรปล่อยให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ ไม่ควรไปก่อจลาจลชัตดาวน์ประเทศ ล้มการเลือกตั้ง ตามยุทธศาสตร์แยกกันเดินรวมกันตี ทีมหนึ่งก่อจลาจล อีกทีมบอยคอตการเลือกตั้ง

เชื่อ ปชช.ตัดสินใจได้จากจุดยืน

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า นายเอกนัฏควรสำนึกถึงสิ่งที่พรรคพวกตัวเองทำไว้ ทำให้ประเทศเสียหายอย่างไรบ้าง ที่เคยบอกว่าเป็นคนละองค์กรกันนั้น วันนี้เห็นชัดว่าไหลกลับมาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า แตกต่างจากจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย เคารพและเชื่อมั่นในสิทธิเสรีภาพประชาชน ส่วนพรรคไหน กลุ่มไหนฝักใฝ่เผด็จการ ไม่เชื่อมั่นและเคารพระบบรัฐสภา ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย สามารถเปลี่ยนผ่านประเทศได้โดยไม่ต้องทำรัฐประหาร ประชาชนตัดสินใจได้

ขอ “บิ๊กตู่” ทำการเมืองตรงไปตรงมา

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พูดถึงการทำงาน 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือปัญหาสังคม เช่น ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ที่แพร่ระบาดมากขึ้น โหดเหี้ยมรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลควรรีบเร่งปราบปรามโดยเร็ว ส่วนปัญหาเศรษฐกิจเป็นอีกเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไขและผู้นำต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ส่วนด้านการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเดินตามรัฐธรรมนูญปี 60 ส่วนที่มีการเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์นั่งเป็นนายกฯอีกสมัย บริหารประเทศต่อไป ทั้งที่อำนาจอยู่ในมือประชาชนว่าจะตัดสินใจเลือกใคร เอาพรรคใดมาเป็นรัฐบาล จึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำทุกอย่างให้ชัดเจน เปิดเผยตรงไปตรงมา จะได้เกิดความเชื่อมั่นในเวทีโลก และที่ท่านจะเดินทางไปพบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในเดือน ก.ค.นี้ จะได้ตอบคำถามได้

“อลงกรณ์” แนะ นปช.กลับซบ พท.

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า การกลับคืนสู่พรรคประชาธิปัตย์ของแกนนำ กปปส. เป็นตัวอย่างที่ดีของการปฏิรูปการเมือง และสร้างความสามัคคีปรองดอง หากกลุ่ม นปช.จะกลับพรรคเพื่อไทย โดยดูตัวอย่างโมเดล กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นเรื่องที่ดีมากและสอดคล้องกับเจตนารมณ์การปฏิรูปประเทศ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมระบบพรรคการเมือง และจะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองกลับเข้าไปอยู่ในระบบรัฐสภา ภายใต้กฎกติกาประชาธิปไตย


ยึดโมเดล กปปส.กลับคืนสู่ระบบ

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า 10 ปีที่ผ่านมาเกิดระบบกลุ่มการเมืองแยกตัวจากพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค แล้วต่อสู้กันตามอุดมการณ์ความเชื่อของแต่ละกลุ่ม จนบานปลายกลายเป็นความรุนแรงบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก สะท้อนถึงความอ่อนแอของระบบการเมือง และระบบพรรคการเมือง จนท้ายที่สุดไม่สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ วันนี้ประเทศกำลังปฏิรูปใหญ่ และหัวใจคือการปฏิรูปการเมือง เมื่อเกิดปรากฏการณ์ย้อนกลับ แกนนำ กปปส.กลับคืนพรรคประชาธิปัตย์ กลับสู่ระบบพรรคการเมืองและระบบรัฐสภา จึงเป็นสัญญาณที่ดีถ้าแกนนำ นปช.จะกลับพรรคเพื่อไทย คงไม่ยากเพราะส่วนใหญ่เคยเป็นรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเหมือนกลับบ้านเก่าบ้านเกิด ถ้าทำได้ประชาชนคงมีความสุขที่เห็นระบบการเมืองกลับเข้ารูปเข้ารอยสู่ระบบรัฐสภา อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปของรัฐธรรมนูญ

“วันชัย” ชูรักแร้เชียร์สามประสาน

ด้านนายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. กล่าวว่า มีโมเดลในใจที่ขอเสนอสูตรจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป ใครจะด่าก็ช่าง แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นเอกภาพกว่านี้ ปัญหาภายในกับ กปปส.ต้องไม่ทะเลาะกันเอง และต้องไม่ทะเลาะกับทหาร ต้องเเสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างร่วมกันต่อสู้กับระบอบทักษิณให้ได้ ถ้า 3 ฝ่ายแตกคอกันเมื่อไหร่ จะไม่มีใครคัดง้างเขาได้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องรวมเป็นหนึ่งให้ได้ก่อน โดย 1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และพวก เป็นแกนนำในสภาสูง 2.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. สู้ภาคประชาชน 3.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ดูเเลเรื่องความมั่นคง ถ้าทั้ง 3 ส่วนจับมือเป็นหนึ่ง จะต่อสู้กับระบอบทักษิณในระยะเปลี่ยนผ่านได้ ถ้าต่างคนต่างเเยกกันเดินเเยกกันตีเชื่อว่าจะพ่ายเเพ้ ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์แตกแยกกันเองยิ่งไปกันใหญ่ พ่ายเเพ้ย่อยยับเเน่นอน แต่ฝ่ายทักษิณเอง ช่วง 3 ปีในยุค คสช.มานี้ก็เเตกเเยกพรรคเพื่อไทยอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปมาก มีแต่พวกสร้างราคาให้ตัวเองเท่านั้น ลึกๆเนื้อในไม่มีเเรงมาสู้อะไรใครได้เเล้ว

เชื่อสี่คำถามนายกฯหวังชาติมั่นคง

สำหรับผลการสำรวจความคิดเห็นของโพลสำนักต่างๆ วันเดียวหัน กรุงเทพโพลล์ เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “4 ข้อคำถามจากนายกฯ สู่ โรดแม็ปการเลือกตั้ง” พบว่าร้อยละ 30.2 เห็นว่านายกรัฐมนตรี มีนัยให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์บ้านเมืองก่อนการเลือกตั้ง ว่ามั่นคงหรือยัง รองลงมาร้อยละ 29.4 มีนัยว่าหากบ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อยอาจไม่ได้จัดการเลือกตั้งตามโรดแม็ป โดยระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ร้อยละ 69.6 เห็นว่าควรจัดเลือกตั้งเมื่อสถานการณ์ประเทศอยู่ในภาวะเหมาะสม ร้อยละ 30.4 ระบุว่าควรจัดตามที่กำหนดไว้ในโรดแม็ป ส่วนความมั่นใจที่มีต่อรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ว่าจะทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลนั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.1 มีความมั่นใจค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด โดยเรื่องที่มีความกังวลมากที่สุดในช่วงเวลาจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งตามโรดแม็ป คือการสร้างสถานการณ์เพื่อสั่นคลอนบ้านเมือง เช่น วางระเบิด ก่อกวนสร้างความไม่สงบ ฯลฯ รองลงมาคือ การการระดมหัวคะแนนเร่งหาฐานเสียงด้วยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กังวลว่าจะมีแต่นักการเมืองหน้าเดิมๆไม่มีหน้าใหม่มาลงสนาม

แต่รัฐบาลควรรับฟังเสียงสะท้อน

ด้านสวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของนักการเมืองในสายตาประชาชน” โดยส่วนใหญ่เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ของนักการเมือง มีทั้งแง่บวกและลบ ควรรับฟังอย่างมีวิจารณญาณ เป็นสิทธิที่ทำได้ และเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่ควรเป็นการให้ข้อเสนอแนะที่มีเหตุผล นำไปปฏิบัติได้จริง นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับประชาชน เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ คือ การพูดใส่ร้ายโจมตี ยุยง ทำให้เกิดความขัดแย้ง รวมถึงพูดเลื่อนลอย ไม่มีหลักการ ขาดข้อเท็จจริง ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ หยาบคาย แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย เพื่อสะท้อนการทำงานของรัฐบาล

คนยังไม่เชื่อได้ รบ.มีธรรมาภิบาล

ขณะที่นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “4 คำถามกับทิศทางอนาคตของประเทศไทย” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 34.48 เห็นว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยที่จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ภายหลังการเลือกตั้ง แต่ร้อยละ 24.40 ระบุว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก แต่ถ้าหลังการเลือกตั้งแล้วได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาล หรือได้กลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเข้ามาบริหารงาน ส่วนใหญ่เห็นว่าควรดำเนินตามข้อกฎหมายและมีบทลงโทษที่จริงจัง เช่น ให้ลาออก ถอดถอนจากตำแหน่ง ตัดสิทธิทางการเมือง หากมีความผิดมากควรยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศและเรื่องอื่น เช่น ยุทธศาสตร์ของชาติ หรือการปฏิรูป เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกหรือสิ่งสำคัญที่สุด และไม่ควรให้โอกาสกลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี กลับเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีก นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ยังเห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตย ต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มีคุณธรรม ความโปร่งใส เน้นการมีส่วนร่วม รองลงมาคือเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่พลเมืองที่ดี

“ไชยา” ฟิตจัดนัดถกทีมงานโฆษก

อีกเรื่อง นายไชยา ยิ้มวิไล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี หรือคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ของรองนายกรัฐมนตรี ว่า เท่าที่ทราบจะมีการเสนอรายชื่อทั้ง 6 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำรองนายกฯ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ จากนั้นจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบาย วางแผนกรอบการทำงาน และอาจต้องประสานงานกับโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในการทำงานด้วย ปัจจุบันพบมีการบิดเบือนข้อมูลมากโดยเฉพาะผ่านทางโซเชียลมีเดีย ผู้ที่ทำหน้าที่โฆษกต้องไวต่อข้อมูล เพื่อให้มีข้อมูลมากพอให้สื่อมวลชน เชื่อว่าสามารถสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้มากขึ้นตามที่นายกฯต้องการ

รัฐบาลแถลงผลงาน 3 ปีแน่ ก.ย.นี้

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแถลงผลงานรัฐบาล คสช.ครบรอบ 3 ปีว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักโฆษกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์ ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานแถลงผลงาน โดยยังเป็นไปตามตารางเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กำหนดไว้คือช่วงประมาณเดือน ก.ย. แต่ยังไม่ได้สรุปรูปแบบ สำหรับผู้ที่จะแถลงหลักๆยังเป็นนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี โฆษกประจำสำนักนายกฯ เพียงแต่ใครจะชี้แจงอะไร รูปแบบไหน รายละเอียดจะมาดูอีกครั้ง จะเป็นการแถลงผลงานรวมกันทั้ง คสช. และรัฐบาล แต่ช่วงนี้ คสช.นำเสนอเผยแพร่วีดิทัศน์ 3 ปี คสช.ไปก่อน ผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย

นายกฯชื่นชมศาลใช้เทคโนโลยี

พล.ท.สรรเสริญยังกล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังแสดงความชื่นชมความก้าวหน้าของศาลยุติธรรม โดยเฉพาะศาลแพ่งที่นำระบบการยื่นเอกสารโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Filing เปิดให้ทนายความสามารถยื่นฟ้องคดีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เดือน พ.ค. นำร่อง 3 ศาล คือ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และศาลแพ่งธนบุรี นายกฯเน้นย้ำว่า ถ้าทุกภาคส่วนคิดจะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่าด้วยการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการพัฒนาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คนไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้ขยายผลไปยังศาลอื่นต่อไป นายกฯยังระบุว่า การปฏิรูประบบราชการมี 3 เรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ คือ การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ การเชื่อมโยงข้อมูลทางราชการ และข้าราชการต้องปรับตัวให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น เพราะไทยแลนด์ 4.0 ไม่ใช่เรื่องของนักธุรกิจ หรือภาคอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีเท่านั้น