บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อาถรรพณ์มัมมี่ จากแดนไอยคุปต์

โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ กำลังสำรวจโลงศพฟาโรห์ตุตันคาเมน.

“มรณะจักโบยบินมาสังหารสู่ ผู้รังควานความสันติสุขแห่งองค์ฟาโรห์”

ข้อความนี้เชื่อกันว่าเป็น “คำสาป” ที่จารึกเอาไว้ในสุสานของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) ผู้โด่งดังแห่งแดนไอยคุปต์ สุสานของพระองค์อัดแน่นไปด้วยสมบัติและทองคำกว่า 5,000 รายการ ซึ่งยังไม่ถูกหัวขโมยหน้าไหนเข้ามาฉกฉวยออกไปได้ แต่เมื่อทีมขุดค้นซึ่งนำโดยนักอียิปต์วิทยานามกระฉ่อนอย่างโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) ได้ค้นพบสุสานของยุวฟาโรห์องค์นี้ในปี ค.ศ.1922 มรณกรรมปริศนาก็เริ่มคืบคลานเข้ามาสู่ทีมขุดค้นของเขา และผู้ที่เผชิญหน้ากับสิ่งที่อาจจะเป็น “คำสาป” เป็นคนแรกก็คือ “ลอร์ดคาร์นาร์วอน” (Lord Carnarvon) นายทุนใหญ่ที่ให้เงินสนับสนุนคาร์เตอร์ เขาเสียชีวิตลงหลังจากเปิดสุสานได้ไม่นานนัก หรือว่า “มรณะติดปีก” จากคำสาปของตุตันคาเมนจะเริ่มทำงานแล้วกันแน่!?

หลังจากนั้น ทีมขุดค้นและผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสุสานของตุตันคาเมนก็เริ่มล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน ทำให้อาถรรพณ์เกี่ยวกับคำสาปมรณะยิ่งสยองขึ้นเป็นทวีคูณ แต่เมื่อนักอียิปต์–วิทยาลงมือศึกษาสุสานของตุตันคาเมนอย่างจริงจังก็ต้องแปลกใจ เพราะพวกเขาไม่เคยพบคำสาปที่ว่านี้จารึกเอาไว้ในสุสานหรือบนโบราณวัตถุของตุตันคาเมนเลยแม้สักชิ้น ความจริงเบื้องหลังคำสาปของฟาโรห์ตุตันคาเมนก็คือข้อความชวนสยองนั้นถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเองโดยทีมข่าวที่นำเสนอเรื่องการตายของบรรดาทีมขุดสุสานแห่งยุวฟาโรห์ แถมคนที่เสียชีวิตไประหว่างการขุดค้นสุสานนั้นก็เป็นไม้ใกล้ฝั่งกันแล้วทั้งนั้น ซึ่งถ้าจะเหมาว่าเป็นผลมาจากคำสาปก็คงจะพูดไม่ได้เต็มปากนัก เพราะว่าตัวของคาร์เตอร์เองก็ไม่ได้เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาแต่อย่างใด เพราะเขามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนานเลยทีเดียวก่อนที่จะเสียชีวิตด้วยโรคชราตามปกติเมื่อมีอายุได้ 64 ปี

ห้องเก็บพระศพฟาโรห์ตุตันคาเมน.

แต่กระนั้น คำว่า “อาถรรพณ์” และ “คำสาป” ก็คล้ายดั่งติดตรึงมากับการขุดค้นทางโบราณคดี หรือการเข้าไปยุ่มย่ามกับสุสานของชาวอียิปต์โบราณอยู่เสมอๆ ซึ่งก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยของตุตันคาเมนหรอกนะครับ เพราะการขุดค้นทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับมัมมี่ หรือโลงศพของอียิปต์โบราณนั้นก็มักจะนำมาซึ่งเหตุการณ์อันน่าพิศวงอยู่เสมอ

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึง 19 นั้น ชาวยุโรปเดินทางเข้ามาในอียิปต์เป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกนั้นศาสตร์ที่เรียกว่าโบราณคดีอียิปต์ หรือไอยคุปต์–วิทยายังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา อักขระของชาวไอยคุปต์ยังเป็นเพียงแค่ภาพลึกลับที่ไม่มีใครเข้าใจ แต่สิ่งที่ชาวยุโรปในอียิปต์นิยมกระทำกันเป็นปกติในช่วงนั้นก็คือการขนบรรดาโบราณวัตถุจำนวนมากออกไปขายให้กับนายทุน นั่นจึงทำให้ในปัจจุบันเรามีโบราณวัตถุของอียิปต์กระจัดกระจายอยู่เต็มพิพิธภัณฑ์ของยุโรป แต่นอกจากวัตถุโบราณต่างๆ แล้ว สิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้หมายปองเป็นอย่างยิ่งก็คือ “มัมมี่” นั่นเองครับ!!

ห้องฝังศพของฟาโรห์เมนคาอูเร ปัจจุบันโลงศพในภาพจมอยู่ใต้ก้นทะเลพร้อมเรือเบียทริซ.

แล้วชาวยุโรปจะนำมัมมี่ไปทำอะไร? แน่นอนครับว่าไม่ได้นำเอาไปศึกษาอย่างในปัจจุบันนี้เป็นแน่ ซึ่งมัมมี่ที่ฮิตที่สุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็คือมัมมี่ “แมว” ครับ ในช่วงนั้นมีการขุดมัมมี่แมวขึ้นมาเพื่อทำ “ปุ๋ยหมักชั้นเลิศ” กันเป็นล่ำเป็นสัน มีข้อมูลระบุไว้ว่าชาวอังกฤษได้ขุดมัมมี่แมวออกไปทำปุ๋ยถึง 19 ตันเลยทีเดียวครับ!!

และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ยังมีการขุดมัมมี่ทั้งมนุษย์และสัตว์ตระกูลแมวขึ้นมาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทำ “สี” ด้วยครับ แน่นอนว่าสีที่สกัดออกมาจากมัมมี่แห้งๆคงจะเป็นสีอะไรไปไม่ได้นอกจากสี “น้ำตาล” ดังนั้นเราจึงรู้จักสีที่ชาวไอยคุปต์สกัดออกมาจากมัมมี่ว่าสี “มัมมี่บราวน์” (Mummy Brown) ผลิตโดยการนำเอาเรซินมาผสมกับมดยอบ (Myrrh) แล้วก็ต้องไม่ลืมส่วนผสมสำคัญก็คือต้องใส่ “มัมมี่บด” เข้าไปด้วย สีที่ได้จากส่วนผสมเหล่านี้ค่อนข้างที่จะมีความโปร่งใส สามารถนำไปใช้ในงานเคลือบเงา ลงสีแรเงาต่างๆได้สวยงามเลยทีเดียว แม้ว่ามันจะชวนให้สยองอยู่ไม่น้อยก็ตามที

ยังไม่หมดครับ ยังเหลืออีกหนึ่งคุณประโยชน์ก็คือการนำเอามัมมี่มาบดทำ “ยารักษาโรค”!! กล่าวกันว่าในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1920s นั้น ผงมัมมี่เป็นสิ่งที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ด้วยพวกเขาเข้าใจว่าน้ำมันดิน (Bitumen) จากการทำมัมมี่นั้นมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด นั่นจึงทำให้การนั่งขายมัมมี่กันข้างถนนกลายเป็นเรื่องปกติของยุคนั้นไปเลยครับ

ฝาโลงศพของนักบวชหญิงอันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “มัมมี่อาถรรพณ์”

แต่เมื่อมีการรังควานความสงบสุขของมัมมี่กันมากขึ้น ทั้งจากชาวยุโรปที่เข้ามาและคนอียิปต์กันเอง จึงทำให้เกิดเรื่องราวอาถรรพณ์เกี่ยวกับมัมมี่และการเคลื่อนย้ายโลงศพของมัมมี่ตามมามากมายหลายครั้งเลยทีเดียว อย่างเช่นกรณีแรกนี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายโลงศพของฟาโรห์เมนคาอูเร (Menkaure) เจ้าของพีระมิดองค์เล็กที่สุดในกิซา (Giza) ออกไปยังประเทศอังกฤษ ทว่าสุดท้ายโลงที่ถูกขนย้ายนั้นก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันตามที่ตั้งใจไว้แต่อย่างใด

ในปี ค.ศ.1837 เจ้าหน้าที่และวิศวกรชาวอังกฤษได้ขุดค้นพีระมิดของฟาโรห์เมนคาอูเร และได้ค้นพบเข้ากับโลงศพหินบะซอลต์ขนาดใหญ่ ความยาวราว 2.5 เมตร กว้างและสูงด้านละ 1 เมตร สลักลวดลายสวยงาม พวกเขาจึงได้ย้ายโลงศพนั้นออกมาจากห้องฝังศพ เพื่อขนไปยังพิพิธภัณฑ์อังกฤษ โดยเรือที่มีชื่อว่า “เบียทริซ” (Beatrice) แต่สุดท้ายแล้วหลังจากที่เรือออกจากท่าเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.1838 เรือลำนี้ก็อับปางลงใต้ก้นทะเลพร้อมกับโลงศพล้ำค่าของฟาโรห์เมนคาอูเร ประหนึ่งว่าพระองค์ไม่ประสงค์ให้โลงศพนี้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปยังต่างแดนก็ไม่ปาน

มัมมี่แมว.

อาถรรพณ์ประหลาดที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายมัมมี่ออกจากสุสานยังมีอีกหลายครั้ง และคนที่เจอดีก็คือนักอียิปต์วิทยานามกระฉ่อนในยุคปัจจุบันอย่าง ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ (Dr.Zahi Hawass) เองเลยล่ะครับ ดร.ฮาวาสส์เล่าถึงประสบการณ์ขนหัวลุกในครั้งนี้เอาไว้ว่า เมื่อครั้งที่เขาค้นพบหุบผามัมมี่ทองคำในโอเอซิสตะวันตกของอียิปต์นั้น เขาก็ได้ย้ายมัมมี่เด็กสองร่างออกไปเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของโอเอซิส ทว่าในคืนต่อมา ดร.ฮาวาสส์ก็ฝันร้ายครับ เขาฝันเห็นเด็กหญิงในผ้าลินินยืดมือออกมาบีบลำคอของเขาเอาไว้ และในคืนต่อๆมาอีกหลายคืน เขาก็ยังฝันเห็นเหตุการณ์อันน่าสยดสยองนี้ซ้ำๆ นั่นจึงทำให้ ดร.ฮาวาสส์ฉุกคิดได้ว่า บางทีเขาอาจจะพรากมัมมี่เด็กออกมาจากมัมมี่บิดาของทั้งคู่ซึ่งยังคงนอนอยู่อย่างสงบภายในสุสาน เมื่อคิดได้ดังนั้น ดร.ฮาวาสส์จึงสั่งให้ย้ายมัมมี่ของบิดาออกมาตั้งไว้เคียงกับมัมมี่ของเด็กทั้งสอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ เพราะว่าหลังจากวันนั้น ดร.ฮาวาสส์ก็ไม่เคยฝันเห็นเด็กหญิงในผ้าลินินโผล่มาบีบคอเขาอีกเลย!!

ยังไม่หมดครับ อาถรรพณ์เกี่ยวกับมัมมี่ยังมีให้สยองอีกสองเรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวข้องกับ “มือ” ของมัมมี่เจ้าหญิงแห่งไอยคุปต์ เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อฟาโรห์นอกรีตอัคเคนาเตน (Akhenaten) หัวก้าวหน้าผู้บัญชาให้ชาวไอยคุปต์หันมานับถือเทพเจ้าอเตน (Aten) เพียงองค์เดียว ได้สั่งลงโทษธิดาของตนเอง ซึ่งตามเรื่องเล่าเสนอว่าเป็นเมเคตาเตน (Meketaten) ธิดาองค์ที่สองของฟาโรห์นอกรีต พระองค์สั่งให้ตัดมือข้างขวาของเจ้าหญิงออกไปเพื่อมิให้นางได้ไปใช้ชีวิตนิรันดร์ในโลกหลังความตาย จนกว่าจะมีใครมาปลดปล่อยมือข้างนั้นคืนแก่นางอีกครั้ง...

กาลเวลาล่วงเลยผ่านมานานหลายพันปี ท่านเคาท์หลุยส์ ฮามอน ได้เดินทางเข้ามาในอียิปต์ เขาได้รักษาอาการป่วยจากไข้ มาลาเรียของชีคอียิปต์ท่านหนึ่งจนหายเป็นปลิดทิ้ง ท่านชีคจึงได้มอบของที่ระลึกชวนสยองให้กับท่านเคาท์ มันคือมืออันแห้งกรังที่ถูกตัดถึงข้อมือของมัมมี่ที่น่าจะเป็นหญิงสาว และเป็นไปได้ว่ามือข้างนี้น่าจะเป็นของพระนางเมเคตาเตนผู้โชคร้ายนั่นเอง!!

หลังจากที่ท่านเคาท์ใจกล้านำมือพิศวงชิ้นนั้นกลับไปยังอังกฤษ มันก็เริ่มแผลงฤทธิ์เดชออกมา คืนหนึ่งของปี ค.ศ.1922 ท่านเคาท์เห็นว่ามืออัน แห้งกรังนี้เริ่มมีเลือดฝาดและอ่อนนุ่มลงได้เองอย่างน่าประหลาด ท่านเคาท์เริ่มใจคอไม่ดีจึงคิดว่าควรจะเผามือข้างนี้คืนให้กับเจ้าหญิงไปเสีย จึงได้เลือกคืนฮาโลวีนเพื่อเป็นคืนในการส่งวิญญาณ ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าท่านเคาท์ได้จุดเตาผิงแล้วก็ค่อยๆ บรรจงวางมืออันอ่อนนุ่มลงไปในนั้นอย่างแผ่วเบา แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ประตูหน้าบ้านของท่านเคาท์เปิดผาง!! เบื้องหน้าคือสตรีในอาภรณ์บางเบาแบบอียิปต์โบราณ นางไม่มีมือข้างขวา ร่างนั้นค่อยๆเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าก่อนที่จะหยิบมือที่วางอยู่ในเตาผิงแล้วเดินกลับออกไปยังประตูหน้าบ้านของท่านเคาท์อย่างสง่างาม

ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริงหรือไม่ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงแล้วล่ะก็ เรื่องนี้คืออาถรรพณ์ที่ชวนให้ขนทุกเส้นในร่างกายลุกพรึบได้ทันทีเลยล่ะครับ

อาถรรพณ์มัมมี่เรื่องสุดท้ายคือคำสาปจากมัมมี่นักบวชหญิงแห่งอียิปต์โบราณที่แผลงฤทธิ์ได้อย่างสุดโหดเลยทีเดียว ว่ากันว่าเมื่อครั้งยังมีชีวิต มัมมี่อาถรรพณ์ร่างนี้เป็นนักบวชหญิงชั้นสูงแห่งเทพอมุน-รา (Amun-Ra) ใน เมืองลักซอร์ ศพของนางได้รับการทำมัมมี่และฝังเอาไว้ในสุสาน ทว่าก็ไม่รอดพ้นจากกลุ่มโจรสมัยใหม่ที่ไปขุดโลงศพของเธอออกมาขายในตลาดค้าวัตถุโบราณช่วงทศวรรษที่ 1890s และผู้โชคร้ายที่ลั่นไกให้อาถรรพณ์ทำงานก็คือนักธุรกิจชาวอังกฤษ 4 ท่านที่เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมการขุดค้นสุสานในลักซอร์ และได้เกิดถูกโฉลกกับโลงศพนี้ก็เลยควักเงินซื้อไปหลายพันปอนด์เลยทีเดียว

ดร.ฮาวาสส์เคยเจออาถรรพณ์ระหว่างทำการเคลื่อนย้ายมัมมี่ทองคำเหล่านี้.

เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นนักธุรกิจคนแรกก็เดินเหม่อลอยหายเข้าไปในทะเลทรายและไม่กลับมาอีกเลย วันต่อมานักธุรกิจอีกท่านหนึ่งถูกคนรับใช้ยิงแขนจนบาดเจ็บสาหัส อีกคนหนึ่งต้องล้มละลาย ส่วนคนสุดท้ายก็ต้องเผชิญกับโรคร้ายแรงที่ยากจะรักษา แต่หลังจากนั้นด้วยสาเหตุใดไม่ทราบแน่ชัด โลงศพนักบวชหญิงนี้ก็ได้เดินทางมาถึงเกาะอังกฤษเพื่อหาเหยื่อรายใหม่ของเธอ และแล้วก็พบเหยื่อที่เหมาะสมจนได้ครับ ผู้โชคร้ายท่านนี้เป็นนักธุรกิจหนุ่มแห่งกรุงลอนดอน เขาได้ซื้อโลงศพไปด้วยราคางาม แต่หลังจากนั้นไม่นานสมาชิกในครอบครัวของเขาทั้งสามคนก็ต้องเผชิญกับอุบัติเหตุทางถนนจนได้รับบาดเจ็บ แถมบ้านของเขายังถูกไฟไหม้ นั่นจึงทำให้นักธุรกิจท่านนี้รีบปล่อยโลงศพให้กับพิพิธภัณฑ์อังกฤษทันที ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้อาถรรพณ์ของโลงศพนักบวชหญิงนี้ลดลงเลย

กว่าที่โลงศพนี้จะเดินทางไปถึงพิพิธภัณฑ์ คนเดินถนนบริเวณนั้นก็ถูกรถบรรทุกโลงศพถอยหลังมาทับอย่างเป็นปริศนา คนงานอีกสองคนที่เคลื่อนย้ายโลงก็ตกบันได หนำซ้ำเมื่อนำโลงมาจัดแสดงในห้องแล้วยังได้ยินเสียงทุบตีอย่างบ้าคลั่งออกมาจาก
โลงศพใบนั้นอีกด้วย!!

โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบครับ สุดท้ายมีนักโบราณคดีสัญชาติอเมริกันท่านหนึ่งตัดสินใจซื้อโลงศพนี้ไปไว้ในอเมริกา เขาตั้งใจจะขนย้ายมันไปยังมหานครนิวยอร์กในเดือนเมษายน ค.ศ.1912 ซึ่งเรือที่ใช้ขนย้ายก็เชื่อกันว่าคือเรือ “ไททานิค” (Titanic) และอาถรรพณ์สุดท้ายของโลงศพนี้ก็คือการจมเรือไททานิคพร้อมกับชีวิตผู้โดยสารลงไปยังก้นมหาสมุทรแอตแลนติกนั่นเองครับ

พ่อค้านั่งขายมัมมี่ตามท้องถนนในช่วงปี ค.ศ.1875.

แต่ถึงอย่างนั้นถ้าอ้างอิงตามเอกสารบัญชีสินค้าของเรือไททานิคแล้วกลับพบว่าในวันนั้นเรือไททานิคไม่ได้ขนโลงศพอียิปต์ใดๆมาด้วยเลยครับ ปัจจุบันนักโบราณคดีค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเรื่องการขนส่งโลงศพลงเรือไททานิคนั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิง แต่โลงศพอาถรรพณ์ของนักบวชหญิงนั้นมีอยู่จริงครับ ในปัจจุบันมันจัดแสดงเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษภายใต้ชื่อเรียกขานว่า “มัมมี่อาถรรพณ์” (Unlucky Mummy) ซึ่งเป็นเพียงแค่ฝาโลงศพทำจากไม้ลงสีสันอย่างสวยงามของสตรีผู้หนึ่งที่น่าจะเป็นนักบวชในช่วงประมาณ 900 ปีก่อนคริสตกาลเท่านั้น ส่วนเรื่องราวของอาถรรพณ์เกี่ยวกับโลงศพที่เล่าไปข้างต้นยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ชัดเจน เพราะผู้ที่ค้นคว้าและศึกษาเรื่องราวเหล่านี้กลับเสียชีวิตไปก่อนที่จะค้นคว้าเสร็จสมบูรณ์น่ะสิครับ บรื๋ออ...

และล่าสุด ปลายสัปดาห์นี้ความน่าสะพรึงของมัมมี่สตรีก็กำลังจะมาสั่นประสาทผ่านจอเงินกับ The Mummy (เดอะ มัมมี่) ภาพยนตร์แอ็กชั่นผจญภัยสุดมันส์ เปิดจักรวาลมืดด้วยเรื่องราวของราชินีไอยคุปต์ในยุคโบราณ ผู้ซึ่งโชคชะตาของเธอถูกพรากไปอย่างไร้ความยุติธรรม หลังจากถูกฝังในสุสานใต้ทะเลทรายที่ไม่มีวันได้รับการอภัยมานานแสนนาน เหล่านักขุดค้นผู้บุกรุกก็ทำให้เธอตื่นขึ้นในโลกปัจจุบัน พร้อมกับความอาฆาตที่เพิ่มพูนผ่านกาลเวลานับพันปี จากสุสานโบราณกลางทะเลทรายตะวันออกกลาง ความพินาศถูกนำมาสู่กรุงลอนดอนในยุคปัจจุบัน มนุษย์เราจะผ่านหายนะสุดสยองครั้งนี้ไปได้อย่างไร ต้องคอยติดตามกันดูครับ.

โดย : ณัฐพล เดชขจร
ทีมงาน นิตยสารต่วย'ตูน