วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปชป.โต้ ‘ไม่แตก’ กมธ.เซ็ตซีโร่ โละ5เสือกกต.

ทุนตั้งพรรค! เพิ่มเป็น1.5ล.

มท.1 ปิดห้องถกลับ ขรก.วางแนวยิง 4 คำถามนายกฯ รอง ปลัด มท.ยันไม่มีตัดต่อแต่งเติม “จาตุรนต์” ฟันธงเชื่อขนมกินได้ ผวจ.ชี้นำเอาใจหัวหน้า คสช. “องอาจ” จี้รัฐบาลอำนาจเต็มมือเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องจะดีกว่า ปชป.เต้นโต้พรรคไม่มีแตกซ้ำรอยกลุ่ม 10 มกราฯ “มาร์ค” ซัดพูดกันไปเอง กปปส.คืนรังป่วนบ้านแตก 1 พรรค 2 แนวคิด ยันจูบปากเคลียร์ใจร่วมต้านระบอบทักษิณ เมินโมเดล “ปู่พิชัย” ยึดหลักการใครกุม 250 เสียงได้สิทธิตั้งรัฐบาล ดักคอ ส.ว.อย่ามายุ่ง “อนุดิษฐ์” เหน็บ 8 แกนนำหนีตายทิ้ง “เทือก” ย้ายซบค่ายเก่า “อ๋อย” กระตุกจับตาสองก๊กฉายมุกซ้ำขยิบตาสลับหน้าเล่น กมธ.กม.พรรคการเมืองเคาะทุนประเดิมตั้งพรรค 1.5 ล้าน วันลงสมัครไม่จ่ายหมดสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส. ริบดาบกก.บห. ใช้ไพรมารีโหวตเฟ้นตัวแทนพรรคลงเลือกตั้ง

จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้ง 4 คำถามเกี่ยวกับการ เลือกตั้ง โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รวบรวมความคิดเห็นของประชาชน ขณะที่ฝ่ายการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ดักทางว่าหนีไม่พ้นที่จะมีการดำเนินการในลักษณะชี้นำ เพื่อให้ได้คำตอบ ตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ

มท.ยันไม่ตัดต่อแต่งเติมความเห็น

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย นายชยพล ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงและโฆษกกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงข้อสั่งการให้รองปลัดกระทรวง มหาดไทยโทรศัพท์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่องแนวทาง การรับความคิดเห็นของประชาชนต่อคำถาม 4 ข้อเกี่ยวกับการเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ได้สั่งการตั้งแต่ 2-3 วันที่แล้ว ว่า หากมีประชาชนมาแสดงความคิดเห็นที่ศูนย์ดำรงธรรม ให้ ผวจ.รับคำตอบไว้ก่อนแต่ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ทั้งสิ้น กระทรวงมหาดไทยและศูนย์ดำรงธรรมจะเป็นเพียงผู้รับความคิดเห็นเพื่อส่งมอบให้สำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ได้กำชับ ผวจ.ว่าอย่าชี้นำหรืออธิบายความอะไร ขอยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยจะไม่มีการแต่งเติมเสริมต่อความคิดเห็นของประชาชนอย่างแน่นอน โดยประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือส่งความคิดเห็นมาอย่างไรเราจะส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างนั้น

ปิดห้องถกลับกำชับคำถาม 4 ข้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า จากกรณีที่มีการเรียกประชุมขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของรัฐบาล และภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ประจำปีงบประมาณ 2560 ที่สโมสรทหารบก ในวันที่ 2 มิ.ย.โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานนั้น มีวาระ ปกติที่ รมว.มหาดไทย รมช.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายและติดตามการ ปฏิบัติราชการตามนโยบายของรัฐบาล ให้ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผวจ.และรอง ผวจ. อย่างไรก็ตาม มีการสั่งการให้เตรียมห้องพิเศษไว้เพื่อประชุมลับเฉพาะ รมว.มหาดไทยกับ ผวจ. คาดว่าจะมอบแนวทางการปฏิบัติและทำความเข้าใจการรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนในคำถาม 4 ข้อของนายกฯ ก่อนหน้านี้ในการประชุม ผวจ.ก่อนหน้าการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ได้เคยปิดห้องคุยและยึดโทรศัพท์มือถือของ ผวจ.ไม่ให้นำเข้าห้องประชุมมาแล้ว

ปชป.จี้ รบ.สางทุจริต-แก้ปากท้อง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายกฯบอกยังยืนยันตามโรดเเม็ปเป็นเรื่องดี จากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำทุกวิถีทางให้ได้รัฐบาลเลือกตั้งที่มีธรรมาภิบาล มีอำนาจอยู่เต็มมือ ทั้งรัฐธรรมนูญที่แก้ไขไม่ได้ กฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จะต้องส่ง สัญญาณให้เเม่น้ำห้าสาย สร้างกติกาให้ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ต้องรณรงค์ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียง สะสางคอร์รัปชันทุกระดับทุกรูปแบบ ใช้สถานะความเป็นผู้นำประเทศ ทำงานเชิงรุกเเนวสร้างสรรค์ให้คนทั้งประเทศตระหนักถึงผลร้ายของรัฐบาลไม่มีธรรมาภิบาล ที่สำคัญต้องใช้เวลาที่เหลือเร่งแก้เศรษฐกิจฐานรากโดยด่วน เวลาที่เหลือเพียงพอ ถ้าจะทุ่มแก้ปัญหาจริงๆ

“อ๋อย” เชื่อขนมกิน มท.ชี้นำเอาใจผู้นำ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ไปรวบรวมความเห็นของประชาชนต่อ 4 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ถึงการเลือกตั้งว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงการชี้นำเอาใจ พล.อ.ประยุทธ์ สุดท้ายจะมีการไปพยายามทำให้คำตอบออกมาถูกใจ พล.อ.ประยุทธ์คือการให้ตอบว่าไม่เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลที่ได้มาจะปกครองบริหารประเทศได้ โดยมีหลักธรรมาภิบาล จำเป็นต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ และพวก จะต้องมีอำนาจต่อไป ไปรวบรวมความเห็นลักษณะที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เสียเวลาเปล่า ความจริงสิ่งที่ คสช.และรัฐบาล ควรถามประชาชนทั้งประเทศคือ ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างไร เดือดร้อนเรื่องไหนอย่างไร แล้วนำเอาข้อมูลนั้น มาวางแผนแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ตรงจุดมากขึ้น จะมีประโยชน์กว่า

ติงศูนย์ดำรงธรรมตกเป็นเครื่องมือ

นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการปกครองและสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณีหัวหน้า คสช.สั่งการให้ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทยรวบรวมความเห็นของประชาชนทั่วประเทศจากการตั้ง 4 คำถามนั้น กังวลว่าประชาชนจะมองว่าผู้มีอำนาจใช้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนตามวัตถุประสงค์ ในอนาคตหากมีปัญหาทางการเมือง ผู้มีอำนาจจะโยนไปให้ศูนย์ดังกล่าว

“อภิสิทธิ์” โต้บ้านแตก 1 พรรค 2 ทาง

อีกเรื่อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึง นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการกลับมา ของกลุ่ม กปปส.จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดภาวะ 1 พรรค 2 แนวคิดว่า ได้คุยกับกลุ่ม กปปส.แล้วเขาเข้าใจดีและเรามีเป้าหมายตรงกันคือ ต่อต้านกับความไม่ถูกต้อง ปราบการคอร์รัปชัน การใช้อำนาจในทางไม่ชอบระบอบทักษิณ จึงไม่มีปัญหา ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีระบบมีความเป็นสถาบัน มีอุดมการณ์ การทำงานต้องยึดตามแนวทางทุกคนไม่มีความรู้สึกว่ามีประเด็นที่ฝืนหรือขัด หรือมี 2 แนวทาง เมื่อกลับมาทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์จะยึดถือแนวทางของพรรค ท่านก็พูดกันเองตนนั่งอยู่ด้วย ทุกคนสบายใจว่าเราจะผนึกกำลังกันแล้วเดินหน้าทำงานกัน

จับมือพรรคอื่นดูอุดมการณ์-นโยบาย

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวคิดนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค ที่เสนอให้พรรค การเมืองใหญ่จับมือกันนั้น ตนเห็นด้วยที่เราต้องเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน เป็นจุดยืนของพรรคที่จะ ยึดแนวทางนี้ เมื่อเลือกตั้งเสร็จพรรคการเมืองรวบรวมเสียงได้ 250 เสียงขึ้นไปต้องมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล แม้รัฐธรรมนูญจะให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คนจะร่วมลงมติ แต่วุฒิสภาไม่ควรใช้สิทธิ์ตรงนั้นฝืนเจตนารมณ์ประชาชน จะสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงมาก ในที่สุดจะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งเรื่องปรองดองและอื่นๆไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองที่จะรวมกันต้อง ดูนโยบาย สำคัญกว่านั้นคืออุดมการณ์ไปด้วยกันได้หรือไม่ การไปบังคับให้พรรคการเมืองที่อุดมการณ์ไม่ตรงกันจับมือเพื่อตั้งรัฐบาล คนจะมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์มากกว่า ดังนั้น แนวคิดของนายพิชัยควรจะเสนอว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรรวมกันได้ 250 เสียงขึ้นไปควรให้สิทธิ์ได้จัดตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงพื้นฐานของนโยบายและอุดมการณ์ที่ตรงกัน

รวม 250 ส.ส.ตั้งรัฐบาล ส.ว.อย่ามาจุ้น

เมื่อถามว่า กรณีไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติ 250 กว่าเสียงของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญไม่พอจัดตั้งรัฐธรรมนูญต้องได้ 376 เสียง สิ่งที่พยายามจะบอกคือถ้า 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎรจับกันได้แล้ว 250 เสียงของวุฒิสภาไม่ควรจะมาขัดขวาง เพราะบางที ส.ว.อาจจะใช้วิธีไม่ ยอมลงคะแนนให้เลยเพื่อไม่ให้ถึง 376 เสียง ซึ่งถ้าทำแบบนั้นคิดว่าเป็นการนำ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งเผชิญหน้ากับเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง ในทางตรงกันข้าม ถ้าสภาฯเลือกกันเองไม่ได้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ ส.ว.จะมีสิทธิ์ลงคะแนนว่าจะเอาอย่างไร ส่วนถ้าหากว่ารัฐบาลนี้จับกันได้เกิน 250 เสียง และมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล ให้เป็นเรื่องของกลไกตามรัฐธรรมนูญจะต้องเข้ามาจัดการไม่ว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจขัดกฎหมายหรือทุจริต และเชื่อว่าเมื่อถึงจุด หนึ่งไม่มีธรรมาภิบาล ประชาชนจะแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิ์ไว้เป็นกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล

“นิพิฏฐ์” โวไม่แตกซ้ำรอยกลุ่ม 10 มกรา

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า กลุ่ม กปปส.เป็นอดีต ส.ส.ของพรรค ที่เสียสละออกไปต่อสู้ตามแนวทางของเขา เป็นสิทธิที่จะกลับมาสังกัดพรรค แต่ต้องยึดตามนโยบายและหลักการอุดมการณ์พรรค ส่วนอนาคตการคัดเลือกคณะผู้บริหารพรรคชุดใหม่เป็นการแข่งขันเสรี ไม่มี การบล็อกโหวต ยืนยันได้ว่ากรณีเหตุการณ์กลุ่ม 10 มกราจะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกแน่นอน เพราะเราเคยมีประสบการณ์มาแล้วส่วนความเป็นไปได้เรื่องการจับมือกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ไม่อยากวิจารณ์ วันนี้ ยังบอกไม่ได้ว่าสูตรไหนโดนใจ พูดยากโดยเฉพาะเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ ยังมีอีกหลายสูตรในการเลือกนายกฯก๊อกเเรก ส.ส.500 คนว่ากันก่อนตามรัฐธรรมนูญ มีสูตรเช่น เพื่อไทยรวมพรรคเล็กหรือประชาธิปัตย์รวมพรรคเล็ก ส่วนจะมีสูตรพรรคทหารหรือไม่ ยังไม่รู้เดาไม่ออก วันนี้พรรคที่สนับสนุนพรรคทหารมีแน่ จะถึงขั้นทหารออกตั้งพรรคเองยังไม่เเน่ใจ ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ในนามพรรคใหญ่ ห้ามสนับสนุนหรือชูคนนอกพรรคเป็นนายกฯ ถ้าทำพรรคใหญ่สูญพันธุ์แน่ อนาคตพรรคจบเห่

“เทือก” ไม่คืนคำลุยหนุน “ประยุทธ์”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธาน มปท. และอดีตเลขาธิการ กปปส. กล่าวถึงกระแสข่าวว่า ส่งคนไปยึดพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกเป็นล้านคน แต่ กปปส.ที่ไปวันนั้นมีแค่ 8 คน จะไปเปลี่ยนอะไรได้ ส่วนตัวยืนยันว่าไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เข้าไปกำกับ แทรกแซง วุ่นวาย แต่จะทำงานในฐานะประชาชน เรียกร้องผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศ เหตุที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯต่อเพราะกล้าหาญ ประชาชนไว้ใจ จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริต กล้าออกมารับผิดชอบบ้านเมือง ยืนยันว่าจะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯในช่วงเปลี่ยนผ่านแม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ใครจะมองว่าสวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น สิ่งที่พูดไม่ได้มีพิษภัยกับพรรคใด คนที่จะยกมือให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ คือ ส.ส.ที่ชนะการเลือกตั้ง บทเฉพาะกาลให้วุฒิสมาชิกลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯได้ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯได้ต้องมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 251 เสียง และไม่จำเป็นต้องตั้งพรรคการเมืองก็ได้ หากมีนักการเมืองและส.ว.สนับสนุน หรือใครจะตั้งพรรคการเมืองแล้วประกาศสนับสนุน ที่ผ่านมาเคยเป็นผู้จัดการรวบรวมเสียง เคยอยู่ในรัฐบาลผสมทำงานร่วมกันได้ เชื่อว่านักการเมืองจะตระหนักว่าประชาชนตื่นตัวเป็นห่วงบ้านเมือง และเคารพประชาชน

“อนุดิษฐ์”เย้ย กปปส.หนีตายซบรังเก่า

ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.ไอซีที และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีแกนนำ กปปส. 8 คนกลับไปร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่เกินความคาดหมาย ถ้าแกนนำ กปปส.ที่เคย ให้สัญญากับมวลมหาประชาชนว่าจะไม่เล่นการเมืองอีก ประสงค์จะกลับมาเป็นนักการเมืองอีกครั้งไม่สามารถอยู่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ มวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ต่อได้ เพราะนายสุเทพยังไม่ตั้งพรรคการเมือง ที่สำคัญสิ่งที่ทำให้แกนนำ กปปส.เข้าพรรค อาจเพราะนายสุเทพประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯอีกครั้ง ถ้าอยากกลับมาเล่นการเมือง การประกาศชัดเจนยืนข้างผู้นำที่มาจากการยึดอำนาจจะไม่เป็นผลดีต่อการสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงต้องออกมาจากนายสุเทพ

ให้จับตาสองก๊กแบ่งบทกันเล่นซ้ำ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต้องแสดงความยินดีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กำลังกลับมาเพิ่มขึ้น ยินดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนคนอยู่เดิมและคนที่กลับมาจะสนับสนุนให้เป็นหัวพรรค และน่ายินดีสำหรับการเมืองที่กลับมา เพื่อเข้าสู่วิถีทางของระบบรัฐสภา แต่ต้องติดตามศึกษาการพัฒนาการทางการเมืองและพรรคการเมือง เพราะก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์แยกกำลังเป็น 2 ส่วน แบ่งหน้าที่กันทำ มีจุดมุ่งหมายขัดขวางการ เลือกตั้ง ผลักดันให้เกิดการรัฐประหาร จะสรุปบทเรียน กันอย่างไร และการแบ่งหน้าที่กันทำลักษณะนี้ถือ เป็นบทเรียน หรืออาจเกิดขึ้นได้อีกเมื่อถึงคราวจำเป็น ประชาชนจะคิดอย่างไรต้องให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องตัดสิน

สู้ทหารต้องสกัดนายกฯคนนอกก่อน

นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงกรณีนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชงโมเดลแนะ 4 พรรคใหญ่ผนึกกำลังสู้ทหารว่า นายพิชัยมีวิสัยทัศน์และยึดมั่นกับประชาธิปไตย ข้อเสนอน่าเกิดจากความพยายามให้พรรคการเมืองช่วยกัน ป้องกันไม่ให้บ้าน เมืองถลำลึกไปสู่การปกครองลักษณะการสืบทอดอำนาจของผู้มีอำนาจปัจจุบัน ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องยาก แต่ไม่ควรถูกตัดออกไป และยังต้องดูผลของการเลือกตั้ง แต่ก่อนจะถึงจุดที่พรรคการเมืองจะตัดสินใจร่วมกันหรือไม่ คำถามแรกที่พรรคการเมืองต้องตอบ ก่อนคือจะสนับสนุนให้คนนอกที่มีฐานจากวุฒิสภามาเป็นนายกฯหรือไม่

“เสรี” ตีกัน พท.ผนึก ปชป.ผูกขาดอำนาจ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับ เคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงแนวคิด การให้ 4 พรรคร่วมมือกันในการเลือกตั้งสมัยหน้าเพื่อสู้กับทหารว่า หากพรรคประชาธิปัตย์รวมกับพรรค เพื่อไทยเพื่อตั้งรัฐบาล แสดงว่าที่ผ่านมาคือ ละครการเมืองโรงใหญ่ หลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ แต่แท้จริงทำเพื่อตัวเอง เพื่อให้ได้อำนาจ การจัดตั้งรัฐบาลต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน หากสองพรรคใหญ่มารวมกัน จะเป็นการผูกขาดอำนาจทางการเมือง จะไม่มีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ยิ่งหากพรรคขนาดกลางอีก 2 พรรคมาร่วมด้วย ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าจะไม่มีการตรวจสอบรัฐบาลเลย อาจเกิดวิกฤติการเมืองขึ้นอีก เพราะเป็นกลไกที่ขาดการตรวจสอบ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ หากฝ่ายพรรคการเมืองต้องการอำนาจ

สนช.เพิ่มทุนตั้งพรรค 1.5 ล้าน

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกล่าวถึงความคืบหน้าว่า กมธ.ได้ลงมติโหวตในมาตราสำคัญ 3-4 มาตรา ทั้งกรณีทุนประเดิมจัดตั้งพรรค การเมือง จากเดิม กรธ.กำหนดไว้ที่ 1 ล้านบาท แต่กมธ.เห็นว่าควรแก้ไขให้ กกต.เป็นผู้กำหนด ยึดจากตัวเลขค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง ส.ส.ของแต่ละคนในครั้งที่ผ่านมาคือ 1.5 ล้านบาท ดังนั้น ทุนประเดิมจัดตั้งพรรคการเมืองจึงขยับจาก 1 ล้านบาท เป็น 1.5 ล้านบาท การจ่ายทุนประเดิมพรรคไม่จำเป็นต้องนำมาจ่ายในวันจัดตั้งพรรค แต่จ่ายในวันที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งก็ได้ หากไม่ส่งผู้สมัครไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าพรรคใดไม่จ่ายทุนประเดิม ไม่มีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. เหตุผลที่เพิ่มทุนประเดิมจัดตั้งพรรค กมธ.ส่วนใหญ่เห็นด้วย ยกเว้นกมธ.ที่เป็นตัวแทนจาก กรธ.และตน ที่อยากให้คงทุนประเดิมไว้ที่ 1 ล้านบาทตามเดิม ส่วนตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ที่เดิม กรธ.ตัดออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรค กมธ.เห็นว่าควรให้เลขาธิการพรรค เป็นกรรมการบริหารพรรค

ใช้ไพรมารีโหวตเฟ้นผู้สมัคร ลต.

นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ส่วนประเด็นค่าสมาชิกพรรค กมธ.ให้คงตามร่างที่กรธ.เสนอมา ให้สมาชิกพรรคเสียค่าบำรุงพรรคปีละไม่เกิน 100 บาท มีบทเฉพาะกาลยกเว้นปีแรกให้จัดเก็บไม่น้อยกว่า 50 บาท ปีต่อไปจึงขยับเพิ่มเป็นไม่เกิน 100 บาท นอกจากนี้ กมธ.มีมติให้แก้ไขเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือก ส.ส.ทั้งระบบ ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ จากเดิมที่ให้กรรมการบริหารพรรคคัดเลือกผู้สมัคร แก้ไขเป็นในกรณีผู้สมัคร ส.ส.เขต จะให้พรรคประกาศรับสมัครผู้สมัครส.ส.จากนั้นจะส่งรายชื่อผู้สมัครไปให้สาขาพรรค หรือตัวแทนจังหวัดพิจารณาโดยเลือกมาเขตละ 2 คน แล้วส่งชื่อกลับมาให้กรรมการบริหารพรรค หากพรรคไม่เลือกผู้ได้รับคะแนนลำดับ 1 ต้องให้เหตุผลว่าเพราะอะไร หากไม่เลือกทั้งสองคนให้ส่งเรื่องกลับไปที่สาขาพรรคเพื่อคัดเลือกผู้สมัครใหม่ ส่วนการคัดเลือกผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ให้คณะกรรมการสรรหาแต่ละพรรคจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร 150 คน ให้หัวหน้าพรรคอยู่ลำดับ 1 ส่วนลำดับที่ 2-150 ให้ทำบัญชีรายชื่อ ส่งไปให้สาขาพรรคหรือตัวแทนจังหวัดคัดเลือก โดยตัวแทนสาขาพรรค 1 คน เลือกได้ 15 ชื่อ เมื่อลงคะแนนเสร็จแล้ว ส่งกลับมาให้กรรมการบริหารพรรคจัดลำดับตามคะแนนโหวตตามที่สาขาพรรคลงคะแนนมา

สปท.เตือนยื้อเก้าอี้ กกต.ขัด รธน.

พล.อ.นคร สุขประเสริฐ สมาชิก สปท.กล่าวถึงคำแปรญัตติร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า กกต.ที่ สนช.12 คน เสนอให้ กกต.ที่ขัดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ดำรงตำแหน่งต่อไปว่า หากเห็น ชอบตามที่เสนอจะขัดต่อเจตนารมณ์ของ กรธ. ต้องตั้ง กมธ.ร่วมมาพิจารณาอีก 25 วันเเน่ จากนั้นต้องนำร่างกฎหมายลูก กกต.ที่ กมธ.ร่วมแก้ไขเข้าสู่การประชุม สนช.อีกครั้งหนึ่ง หาก สนช.มีมติเกิน 2 ใน 3 ให้ร่างกฎหมายลูก กกต.ตกไป กรธ.ต้องร่างใหม่ คำถามคือ กรธ.ต้องร่างไปตามเจตนารมณ์เหมือนร่างเดิมที่เคยส่งไป สนช.จะทำอย่างไร แต่หากผ่านในชั้น กมธ.ร่วม จะเป็นบรรทัดฐานต่อองค์กรอิสระอื่น ที่มีคณะกรรมการบางรายต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามคุณสมบัติใหม่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย กระทบต่อแนวทางการปฏิรูปที่รัฐบาลต้องการผลักดัน โดยเฉพาะทางการเมืององค์กรอิสระมักถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้ง แต่กลับได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะ สนช.เห็นว่าปกป้องสิทธิองค์กรอิสระที่มาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 และจะเกิดคำถามว่าทำไมนักการเมืองที่ถูก สนช.ถอดถอน จึงไม่ได้รับการปกป้องสิทธิเช่นเดียวกับองค์กรอิสระยังต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง

เซ็ตซีโร่ 5 เสือสรรหาใหม่ยกชุด

วันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีนายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาถึงประเด็นคุณสมบัติของ กกต.ชุดปัจจุบันทั้ง 5 คน ที่ กรธ.เสนอให้ กกต.ที่มีคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญปี 2560 พ้นจากตำแหน่ง เมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ที่ประชุม กมธ.มีความเห็นต่างจากที่ กรธ.เสนอมา โดยมีมติเสียงข้างมากให้เซ็ตซีโร่ กกต.ทั้ง 5 คน ต้องสิ้นสภาพการเป็น กกต.ทันที เมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ แต่ยังให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่ 7 คน เข้ามาทำหน้าที่แทน โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 เพิ่มอำนาจหน้าที่แก่ กกต.ไว้สูงมาก จึงควรกำหนดคุณสมบัติ กกต.ให้เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม จึงให้สรรหา กกต.ใหม่ทั้งหมด โดยกมธ.ที่เป็นตัวแทนจาก กรธ.คือนายปกรณ์ นิลประพันธ์ และนายภัทระ คำพิทักษ์ เห็นด้วยกับหลักการที่กมธ.แก้ไขใหม่ ขณะที่ กมธ.เสียงข้างน้อยเพียง 3 คนเท่านั้นที่ยืนยันตามหลักการเดิมตามที่ กรธ.เสนอมาคือ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา นายเสรี สุวรรณภานนท์ และนายสกุล สื่อทรงธรรม และยังมีสมาชิก สนช.บางส่วนที่ยังติดใจขอสงวนคำแปรญัตติไว้อภิปรายในที่ประชุม สนช. เนื่องจากอยากให้ กกต.ชุดปัจจุบันทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ

“สมชัย” ขู่ไม่ให้ไปต่อเสี่ยงเดตล็อก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวว่า หากให้ภาพอนาคตเลวร้ายสุดคือให้ กกต.ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่ คนแรกที่ขาดคุณสมบัติคือนายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ส่วนตนต้องยื่นหลักฐานทำงานภาคประชาสังคมหากกรรมการสรรหาไม่รับฟังจะพ้นจากตำแหน่ง อีก 2 คนจะหมดวาระเพราะอายุครบ 70 ปี คือนายบุญส่ง น้อยโสภณ เดือน ก.ค.61 นายศุภชัย เดือน ก.พ.62 เหลือนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านพรรคการเมืองคนเดียว ถ้านายธีรวัฒน์ ถูกตรวจสอบด้านจริยธรรม อาจทำให้การเลือกตั้งหลังเดือน ก.พ.62 อยู่ในมือ กกต.ใหม่ทั้ง 7 คน ส่วนภาพดีสุดคือ สนช.ยึดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเดิมให้ กกต.อยู่ต่อจนครบวาระ ภาพที่น่าจะเป็นไปได้เชื่อว่า สนช.จะให้ กกต.อยู่ครบวาระ ไม่อย่างนั้นจะเสียหายกับองค์กรอิสระอื่นมากกว่า กกต.เช่น ป.ป.ช.จาก 9 คน เหลือเพียง 1 คน ศาลรัฐธรรมนูญจะเหลือเพียง 1 คน เกิดสภาวะเดตล็อก ส่วน กกต.จะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเเล้วได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลตามคำถามของนายกฯ ไม่อยากให้ ตื่นเต้น นายกฯต้องการให้ประชาชนฉุกคิดเพื่อให้ได้คนดี พรรคดีมาบริหารบ้านเมือง

ชูสโลแกน 1 เสียงเปลี่ยนทุกอย่าง

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่โรงแรมธารามันตรา ชะอำ จ.เพชรบุรี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเสวนา “เดินหน้าเลือกตั้งกับ กกต.” โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเตรียมการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่มีผลใช้บังคับแล้ว จากนี้ทุกภาคส่วนต้องขับเคลื่อนประgทศก้าวสู่ประชาธิปไตยอย่างราบรื่นและมั่นใจ กกต.มีบทบาทสำคัญต้องจัดการเลือกตั้ง โดยวางแนวทางภายใต้แนวคิด ทุกเสียงมีสิทธิ์ สุจริตเที่ยงธรรม นำประชาธิปไตยคุณภาพ ทั้งยังเร่งพัฒนาระบบเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการเลือกตั้งได้โดยสุจริต หนึ่งเสียงเปลี่ยนทุกอย่างดีขึ้นได้ ใช้หนึ่งเสียงของทุกคนเลือกคนดีมาบริหารบ้านเมือง

เปิดรับสมัคร คตง. 5–19 มิ.ย.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีนายวีระพล ตั้งสุวรรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน เพื่อสรรหาบุคคลมาเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 23/2560 และคำสั่งที่ 25/2560 โดยที่ประชุมกำหนดกรอบและแนวทางการสรรหากรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้ารับการสรรหาได้ที่ห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 2 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ถนนอู่ทอง เขตดุสิต และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาชั้น 1 อาคารสุขประพฤติ ตั้งแต่วันที่ 5-19 มิ.ย.นี้ เวลา 08.30-16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยคณะกรรมการสรรหา คตง.จะนัดประชุมเพื่อวางหลัก เกณฑ์การคัดเลือกอีกครั้งในวันที่ 12 มิ.ย.

ป.ป.ท.แกะรอยข้าวหายล่องหน

ช่วงเที่ยง นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกับ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อ.ค.ส.) กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังสินค้าศิริวรรณ หลังที่ 2 เลขที่ 84 หมู่ 1 ต.ลำพยนต์ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ สถานที่ เก็บรักษาข้าวของ อ.ค.ส.ประมาณ 1 หมื่นตัน ส่งให้กับปลายทางบริษัท สิงห์โตทอง ไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ใน จ.กำแพงเพชร นายประยงค์กล่าวว่า การตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีก ได้ประสานอ.ค.ส.ที่ฝากข้าวไว้ที่คลังดังกล่าว 1 แสนกระสอบหรือประมาณ 1 หมื่นตัน เบื้องต้นทราบว่าคลังดังกล่าวต้องส่งสินค้ากระจายไปหลายจังหวัด ต้องตรวจสอบอีกว่าข้าวที่เหลือกระจายไปอยู่ที่ใด หลังตรวจสอบพบว่าไม่มีข้าวส่งไปปลายทาง แต่มีการทำเอกสารส่งและรับข้าว อ.ค.ส.จึงแจ้งความดำเนินคดีกับหัวหน้าคลังสินค้า ส่วน ป.ป.ท.สั่งการให้ตรวจสอบเส้นทางข้าว 1 แสนกระสอบ ที่ถูกเก็บไว้กับโกดังศิริวรรณ 2 พบสูญหายไปแล้ว 6,205.30 ตัน กำลังตรวจสอบว่าข้าวที่เหลือสูญหายไปด้วยหรือถูกระบายไปยังจุดใด ป.ป.ท.ยังตั้งอนุกรรมการไต่สวนเป็นคดีใหม่ ขณะนี้มีสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องจาก 987 สำนวน เป็น 990 สำนวน มีคดีรอรับเพิ่มจากตำรวจอีก 9 สำนวน

ยอดเสียหายกว่าแสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าว อ.ค.ส.ได้นำข้าวไปฝากที่โกดังกลาง 14 จังหวัด ได้แก่ จ.นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุรินทร์ พิจิตร ชัยนาท พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สระบุรี อุบลราชธานี ลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม อุทัยธานี และเชียงใหม่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท มี 4 จังหวัดเสียหายสูงสุดหลักหมื่นล้านบาท ส่วน จ.นครสวรรค์ถูกดำเนินคดีมากที่สุด 201 คดี เสียหายกว่า 25,000 ล้านบาท รองลงมาคือ จ.กำแพงเพชร มี 102 คดี เสียหายกว่า 15,000 ล้านบาท จ.สุรินทร์ มี 94 คดี เสียหายกว่า 13,000 ล้านบาท และ จ.พิจิตร มี 60 คดี เสียหาย 12,000 ล้านบาท

“ประวิตร” ออกงานอารักขาเข้ม

เมื่อเวลา 08.00 น.ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เป็นประธานฆราวาสในพิธีบรรพชาอุปสมบท 94 รูป อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และผู้ที่มาร่วมพิธีต้องผ่านเครื่องสแกนวัตถุระเบิดและตรวจค้นกระเป๋าอย่างละเอียด

พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯกล่าวว่า ทราบข่าวว่า พล.อ.ประวิตรป่วยตอนแรกก็เป็นห่วง ได้ติดตามข่าวทุกวันรู้ว่าฟื้นตัวได้เร็ว เชื่อว่าบุญจากบรรพชาอุปสมบทครั้งนี้ ขอให้มีส่วนอุปถัมภ์ ถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บใดขอให้โรคภัยไข้เจ็บนั้นมารับการอนุโมทนาให้ ขอบุญนี้อุปถัมภ์คุ้มครองให้สุขภาพกลับสู่ความเป็นปกติโดยพลัน ขอให้อนุโมทนาเพิ่มบารมีธรรม ให้มีกำลังกาย กำลังใจและสติปัญญาพาประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข

นายกฯสั่งแก้ประมงรุกน่านน้ำ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเหวียน เติ๊ต ถั่ญ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นายกฯขอบคุณเอกอัครราชทูตเวียดนาม ไทยกับเวียดนามต้องร่วมกันพัฒนาสนับสนุนยุทธศาสตร์กันและกัน อาทิ นายกฯขอให้หน่วยงาน 2 ฝ่ายเร่งหาทางป้องกันไม่ให้เรือประมงรุกล้ำน่านน้ำกันและกัน ให้แรงงานเวียดนามเร่งลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อรับสวัสดิการเต็มที่ ด้านเอกอัครราชทูตเวียดนามขอบคุณรัฐบาลไทยที่ไม่ใช้อาวุธกับเรือประมงเวียดนามที่รุกล้ำน่านน้ำไทย

“ปู” พาเพื่อน มช.ชมสวนทุเรียนปราจีน

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยเพื่อนร่วมรุ่นรัฐศาสตร์รุ่น 21 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายวัฒนา เมืองสุข และนายชยุตม์ ภุมมะกาญจนะ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย เดินทางมาเยี่ยมชมสวนทุเรียนของลุงมนัส ฮวดจึง ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่ไม่มีการฉีดพ่นยาฆ่าหญ้า ดูแลให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยคอก ซึ่งเป็นการจัดระบบการเกษตรที่ดีทำให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง และได้ผลผลิตตามที่ต้องการ และได้ชิมและอุดหนุนซื้อทุเรียน เงาะ ลองกอง กระท้อน ส้มโอ มังคุดด้วย

“ศุภชัย” ทำใจหวั่น ลต.ขยับไปอีก

เมื่อเวลา 20.45 น. ที่โรงแรมธารามันตรา ชะอำ จ.เพชรบุรี นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวถึงข้อเสนอของคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง ให้เซ็ตซีโร่ กกต.ทั้ง 5 คน ว่า พร้อมทำตามกฎหมาย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หากที่ประชุม สนช.วันที่ 9 มิ.ย.ลงมติวาระ 3 ให้เซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งหมด ทุกคนต้องปฏิบัติตาม กกต. แสดงความเห็นแย้งได้ภายใน 10 วัน หากเห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 จากนั้น สนช.จะตั้งคณะ กมธ. วิสามัญ 11 คน พิจารณาก่อนเสนอและส่งกลับให้สนช.ภายใน 15 วัน ให้ลงมติอีกครั้ง หากไม่เห็นด้วยกับร่างของคณะ กมธ.วิสามัญด้วยเสียงเกิน 2 ใน 3

ร่างกฎหมายนี้จะตกไป

นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการ กกต. กล่าวว่า พร้อมปฏิบัติตามมติในฐานะผู้ปฏิบัติ กกต.ทั้ง 5 คนไม่สามารถจะมาร่วมกระบวนการสรรหาใหม่ได้ จะขัดต่อคุณสมบัติของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รายงานข่าวจาก กกต.ระบุว่า หากร่างกฎหมายลูกนี้ตกไป ต้องเริ่มกระบวนการร่างกฎหมายลูกใหม่ทั้งหมด จะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่ต้องเลื่อนออกไป