บริการข่าวไทยรัฐ

'จาตุรนต์' ชี้โมเดล 'พิชัย' รวมเสียงข้างมาก ต้องไม่ดันคนนอกนั่งนายกฯ

"จาตุรนต์" ชี้โมเดล "ปู่พิชัย" แนะ 4 พรรคใหญ่จับมือสู้ทหาร ต้องตอบคำถามแรกก่อน เมื่อรวมได้เสียงข้างมากไม่ดันนายกฯ คนนอก พร้อมยินดีด้วย "กปปส.-ปชป." กลับมาร่วม ส่วน ปชช.คิดอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องตัดสิน

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชงโมเดลแนะ 4 พรรคใหญ่ผนึกกำลังสู้ทหาร ว่า เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ นายพิชัย มีวิสัยทัศน์ และที่สำคัญท่านยึดมั่นกับประชาธิปไตย ข้อเสนอน่าเกิดจากความพยายามให้พรรคการเมือง ช่วยกันป้องกันไม่ให้บ้านเมืองถลำลึกไปสู่การปกครอง ในลักษณะการสืบทอดอำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน แต่ก่อนจะไปถึงจุดที่พรรคการเมืองจะตัดสินใจร่วมกันหรือไม่ มีคำถามแรกที่พรรคการเมืองจะต้องตอบก่อน คือ จะสนับสนุนให้คนนอกที่มีฐานจากรัฐสภามาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้าหากพรรคการเมืองหลายพรรค หรือพรรคการเมืองที่รวมกันเป็นเสียงข้างมาก สนับสนุนคนนอกแล้วการจะแก้ไขกฎหมายกฎกติกาต่างๆ รวมทั้งรัฐธรรมนูญ ให้บ้านเมืองกลับมาเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปอีกยาวนาน

เมื่อถามว่า มีโอกาสที่พรรคการเมือง 4 พรรค จะจับมือกันมีมากน้อยแค่ไหน นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถ้าดูจากความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ ที่แสดงความเห็นต่อข้อเสนอ นายพิชัย จะเห็นว่าเป็นเรื่องยาก แต่คิดว่าข้อเสนอนี้ไม่ควรถูกตัดออกไป เพราะว่ายังต้องดูผลของการเลือกตั้ง และที่สำคัญคือต้องดูว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะแสดงจุดยืนต่อการร่วมมือและสนับสนุนให้คนนอกมาเป็นนายกฯ หรือไม่ ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ได้คะแนนเสียงแตกต่างจากที่ผ่านมา โจทย์และทางออกก็จะเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงกรณีแกนนำกลุ่ม กปปส.กลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เรื่องนี้ต้องแสดงความยินดีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กำลังกลับมาเพิ่มขึ้น และยินดีกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทั้งคนอยู่เดิมและคนที่กลับมาดูเหมือนจะสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรค โดยในการเมืองมองแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เป็นการกลับมาเพื่อเข้าสู่การดำเนินการตามวิถีทางของระบบรัฐสภา เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ก็มีส่ิงที่ต้องติดตามศึกษาในแง่ของพัฒนาทางการเมือง และพัฒนาการของพรรคการเมือง เพราะก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้แยกกำลังเป็น 2 ส่วน และแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีจุดมุ่งหมายขัดขวางการเลือกตั้งและผลักดันให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งต้องดูว่ามีการสรุปบทเรียนกันอย่างไร และมีการแบ่งหน้าที่กันทำลักษณะนี้ ถือเป็นบทเรียนหรืออาจเกิดขึ้นได้อีกเมื่อถึงคราวจำเป็น แต่อย่างไรถือเป็นเรื่องดีที่กลับมารวมกัน กลับเข้าสู่ระบบ ส่วนการกลับมารวมกันแล้วประชาชนจะคิดอย่างไร คงเป็นเรื่องที่ต้องให้กาลเวลา และการเลือกตั้งและเหตุการณ์ในอนาคตเป็นเครื่องตัดสิน ซึ่งจะทำให้ประชาชนให้คะแนนได้