วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศูนย์สันสกฤตจัดสาธิต สะเดาะเคราะห์แบบเขมร

พระ ดร.สุพรรณ ฐิตปญฺโญ

ศูนย์สันสกฤต มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตทวีวัฒนา กทม. ในฐานะศูนย์บริการวิชาการ จัดพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2560 เพื่อเผยศาสตร์เร้นลับและภูมิปัญญาเก่าแก่ของชาวเอเชีย

มูลเหตุการจัดงานนี้ ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์หัวหน้าภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่า ถือเป็นการบริการวิชาการต่อสาธารณะ นำความรู้ของคนโบราณมาสืบทอด ให้เห็นหลักการ วิธีการ และเป็นการปลอบประโลมใจ เพราะคนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง ถ้าเรามองการสะเดาะเคราะห์เป็นเรื่องงมงาย ไม่มองแบบวิชาการก็ไม่มีอะไรเพิ่มพูน แต่ถ้ามองแบบหลักวิชาการก็จะเห็นวิธีการอันแยบยลของคนโบราณ เพื่อให้ชีวิตสามารถดำเนินไปได้ หลังจากพบเรื่องร้ายๆ ซึ่งบางเรื่องแทบจะเอาชีวิตไม่รอด โดยโยนให้เป็นบาป เป็นเคราะห์กรรมไป

ขั้นตอนพิธีกรรม เรื่องนี้สะท้อนความเชื่อกลุ่มชนต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จุดนี้จะเห็นความเป็นสากลของมนุษย์ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อชีวิตเจอเรื่องร้ายก็ต้องการกำลังใจเดินหน้าต่อไป ทำอย่างไรจะให้อดีตอันขมขื่นกลายเป็นความหลังได้ไวที่สุด ก็คือการสะเดาะเคราะห์นั่นเอง

“ครั้งนี้เป็นพิเศษ นอกจากบรรยายวิชาการทั้งการสะเดาะเคราะห์ไทย อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ยังมีการสาธิตการสะเดาะเคราะห์ในวัฒนธรรมเขมรที่หาดูได้ยาก ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มวัฒนธรรมอีสานใต้อีกด้วย” อาจารย์ ดร.อุเทนบอก


ความเป็นมาของการสะเดาะเคราะห์ พระครูปทุมสังฆการ หรือ พระ ดร.สุพรรณ ฐิตปญฺโญ รองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ เจ้าอาวาสวัดปทุมเมฆ ผู้จะมาเป็นเจ้าพิธีที่ศูนย์สันสกฤต บอกว่า ครั้งพุทธกาลมีฤษีสองตนเป็นเพื่อนกัน อยู่มาวันหนึ่งฤษีตนหนึ่งเกิดร้อนอาสน์ ขอลาเพศนักพรตไปแต่งงาน

ครั้นได้ลูกชายก็ดีใจ พาภรรยาไปหาเพื่อนที่เป็นฤษี เมื่อยกมือไหว้ฤษีก็ให้พรทั้งสามีภรรยา แต่เมื่อลูกยกมือไหว้ฤษีกลับนิ่งเสีย พ่อสงสัยจึงถามว่าไม่ให้พรลูกด้วยเหตุใด ฤษีบอกว่า เด็กชะตาขาด อีกไม่เกิน 7 วันก็จะตาย สองพ่อแม่กลุ้มใจมาก เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงให้พรสองสามีภรรยา แต่ถึงเวลาลูกชายกลับนิ่งเสีย ครั้นทูลถามก็ได้ความว่าเด็กชะตาขาด พ่อจึงถามถึงทางแก้ พระพุทธเจ้าทรงให้ไปสวดมนต์ 7 วัน 7 คืน ทั้งสองกลับไปบ้านก็ทำตาม ปรากฏว่าลูกชายรอด

และในสมัยพุทธกาลก็มีการสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา และการพรมน้ำมนต์ด้วย เรื่องมีอยู่ใน “พระปริตร” ที่ชื่อว่า “รัตนสูตร” ความว่า ในสมัยหนึ่งเมืองไพศาลีเกิดข้าวยากหมากแพง ประชาชนหิวโหยล้มตายเป็นจำนวนมาก ต่อมาอมนุษย์ได้เข้าไปในพระนครเพราะกลิ่นซากศพ ยิ่งทำให้คนล้มตายหนักกว่าเดิม กรรมซัดด้วยเกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอีก พระราชาจึงได้ประชุมเพื่อหาทางแก้ปัญหาความเดือดร้อน มีผู้เสนอว่า ให้ไปกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าจากกรุงราชคฤห์มาช่วย ครั้นพระพุทธองค์เสด็จไปถึงก็เกิดเหตุอัศจรรย์ ฝนตกอย่างหนัก เกิดน้ำพัดพาเอาซากศพไปจนหมดสิ้น ทำให้บ้านเมืองสะอาด

พระพุทธองค์มีบัญชาให้พระอานนท์และพระเถรานุเถระเดินไปในเมืองกับพระราชาและให้สวดพระปริตรพร้อมพรมน้ำมนต์ไปทั่วเมือง น้ำที่สาดขึ้นไปเบื้องบนได้ตกลงบนกระหม่อมของอมนุษย์ ต่างพาหันหนีไปหมด ส่วนผู้ป่วยก็หายจากโรคภัย แล้วลุกขึ้นแวดล้อมพระเถระเดินทางกลับสู่ท้องพระโรงที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ นับแต่นั้นมาเหตุการณ์ร้ายๆ ในเมืองไพศาลีก็จบลง

คำว่า “สะเดาะเคราะห์” หลวงพ่อสุพรรณบอกว่า มาจากคำว่า สุภคกรณํ หมายถึง การกระทำให้มีโชคดี หรือการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป ทำให้เกิดเป็นความโชคดีกับชีวิตและสังคมขึ้นมาแทน การสะเดาะเคราะห์และต่อชะตาทำเมื่อ 1.เมื่อเจ็บป่วย ทำเพื่อให้หายจากอาการเจ็บป่วย 2.ครบรอบอายุ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต 3.เกิดลางไม่ดี คิดว่าจะมีภัยจึงมาสะเดาะเคราะห์เพื่อให้คลาดแคล้วจากภัยต่างๆ 4.เมื่อต้องการชัยชนะ อาจจะเป็นการแข่งขัน การเรียน การสอบ และกิจกรรมต่างๆ เป็นการเสริมกำลังใจเพื่อจะได้เกิดผลดีต่อการทำกิจกรรม

ด้วยความเชื่อของชาวบ้านว่า “อาจจะ” เกิดเคราะห์กรรม ส่วนหนึ่งจึงสะเดาะต่อชะตาไว้ก่อน เป็นการป้องกันเหตุร้ายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น หรือคนที่เกิดขึ้นแล้วก็ทำเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก และเป็นการเสริมมงคลให้ชีวิต

ประสบการณ์อัศจรรย์ หลังจากสวดสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา หลวงพ่อสุพรรณเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระภิกษุสงฆ์อาพาธเข้าโรงพยาบาล ยกแขนขาไม่ขึ้น ท่านไปสวดให้โดยบอกว่าเพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจ ปรากฏว่าพระรูปนั้นยกแขนขาได้ และหายป่วยกลับวัดได้อย่างน่าอัศจรรย์

ศาสตร์ในการสวดและทำพิธี หลวงพ่อสุพรรณ พระไทยเชื้อสายเขมรจังหวัดศรีสะเกษบอกว่า เรียนมาจากปากพระอาจารย์ สมัยโบราณมีเงื่อนไขว่า คนจะถ่ายทอดต้องอายุไม่ต่ำกว่า 75 ปี ถ้าอายุไม่ถึงจะถ่ายทอดไม่ได้ สาเหตุที่หลวงพ่อเรียนเพราะว่าสมัยเป็นสามเณรเห็นพระอาจารย์เรืองวิทยาคมหลายรูป จึงอยากเรียนรู้ศาสตร์ด้านนี้บ้าง โดยเริ่มเรียนคาถาอาคม เทศน์ และการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา

หลวงพ่อสุพรรณ หรือ พระ ดร.สุพรรณ ฐิตปญฺโญ เป็นพระภิกษุที่ใฝ่เรียนรู้มาก สาเหตุที่เรียนถึงปริญญาเอกท่านบอกว่า ประการแรก เวลาประชุมพระภิกษุในวัดไม่ยอมเชื่อฟัง แถมกล่าวหาว่าเป็นผู้มีความรู้น้อย แต่มาพูดเรื่องการศึกษา และที่ตัดสินใจเรียนอย่างเด็ดขาดเพราะว่า “เณรหลานอาตมาเอง อาตมาส่งให้เณรเรียน วันหนึ่งโรงเรียนโทร.มาบอกว่า เณร 13 รูปจะหมดสิทธิ์สอบแล้ว ทำไมไม่มาเรียน อาตมาบอกว่า เห็นเณรไปทุกวัน แต่ทางโรงเรียนบอกว่าไม่เห็นเลย”

ครั้นสืบสาวราวเรื่องได้ความจริงแล้ว ก็เรียกเณรมาบอกกล่าวให้ตั้งใจเรียน แต่ปรากฏเณรที่เป็นหลานย้อนกลับว่า “ทำไมหลวงพ่อไม่ไปเรียน เอาแต่ให้คนอื่นไปเรียนอยู่ได้” อาตมาเลยเครียด บอกเณรว่าไปๆ นึกว่าไอ้เณรมันมาไล่ให้ไปเรียน คิดจะไล่มันออกแต่ทำไม่ได้ เลยปิดประตูไม่รับแขก แล้วก็นอนไม่หลับ ประมาณตีสองลุกขึ้นมาฉันกาแฟใจแว่บหนึ่งก็นึกว่าเคยสอนนักธรรมตรี โท และเอกขึ้นมาได้

“พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เมื่อเรารู้แล้วสอนให้คนอื่นรู้ด้วย เมื่อเราปฏิบัติแล้วสอนให้คนอื่นปฏิบัติตามด้วย คราวนี้ปิ๊งมาเลย เณรว่าถูกแล้วตัวเราไม่ได้เรียนนี่ สมน้ำหน้าแล้ว มันคลายทุกข์หมดเลย อะไรที่เราไม่รู้จะไปสอนได้อย่างไร ถูกของเณรแหละ”

หลังจากนั้น “เมื่อหลวงพ่อไปสมัครเรียนแล้ว ค่าน้ำ ค่าไฟ ติดมิเตอร์ให้พระเณรจ่ายเอง ค่าการศึกษาก็ให้จ่ายเอง ไม่ส่งเสียให้เหมือนก่อนแล้ว เพราะหลวงพ่อเรียนแล้ว ไม่มีเวลาไปพรมน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์เหมือนก่อน อาตมาประกาศเลย ขอเอาเงินมาสนับสนุนการศึกษาตัวเองก่อน”

“สกู๊ปหน้า 1” ตามหลวงพ่อ ดร.สุพรรณไปดูพิธีกรรมที่วัดสูงเนิน ต.สูงเนิน อ.กระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ วันพิธีคลาคล่ำด้วยพุทธศาสนิกชน ส่วนใหญ่นุ่งขาว ห่มขาว นั่งบนเก้าอี้ ศีรษะคาดวงสายสิญจน์โยงลงมาจากเส้นหลักเหนือศีรษะ แต่ละคนนั่งพนมมือรายเรียงอยู่หน้าพระภิกษุที่กำลังสวดพระพุทธมนต์ โดยมีหลวงพ่อสุพรรณเจ้าพิธีนั่งอยู่บนธรรมาสน์

มือแต่ละคนถือห่อผ้าดิบสีขาว ภายในมือมีธูป เทียน ผ้ายันต์สีแดง ใบไม้มงคล และเหน็บกระดาษชื่อของตนไว้กับห่อผ้า เจ้าของชื่อเหล่านั้นมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ “สะเดาะเคราะห์”

ครั้นพระสวดมนต์แล้ว หลวงพ่อสุพรรณเริ่มสวดบทชุมนุมเทวดา ด้วยมนต์บทต่างๆ ท่านสวดด้วยภาษาเขมร แต่ละช่วงตอนลีลากระชากกระชั้น หนัก เบา บางช่วงตอนที่เหมือนโยมจะง่วงเหงาหาวนอนท่านก็กระชากเสียงจนโยมตื่นตระหนก และเผลอระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

การสะเดาะเคราะห์ใครจะมองว่าเป็นเรื่องงมงาย เชื่อว่าสะเดาะได้จริง หรือเชื่อว่าเป็นเรื่องให้กำลังใจก็ตาม หากมองในแง่วิชาการแล้ว ก็เป็น “ศาสตร์” แขนงหนึ่งที่ท้าทายให้ศึกษา.