วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เด็กลดลงคนแก่เพิ่มขึ้น ปัญหาใหญ่ของชาติวันนี้

โดย ซูม

จากเมืองปากลาย แขวงไชยะบุรี สปป.ลาว คณะของมูลนิธิไทยรัฐตีย้อนกลับมาตั้งหลักที่อุตรดิตถ์แล้วก็มุ่งหน้ารวดเดียวไปค้างคืนที่พิษณุโลก จนกระทั่งเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ค่อยเดินทางต่อไปอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

แวะเยี่ยมโรงเรียน บ้านหนองไม้แดง ตำบลนิคมเขาบ่อแก้ว ซึ่งจะเป็น โรงเรียนไทยรัฐวิทยา อีกแห่งหนึ่งตามโครงการเพิ่มใหม่อีก 10 โรง เนื่องในโอกาสครบ 100 ปีชาตกาล ผอ.กำพล วัชรพล

ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง จากคณะกรรมการโรงเรียนจากตัวแทนขององค์การบริหารส่วนตำบล จากท่านกำนัน และพี่น้องชาวบ้านหนอง-ไม้แดงที่มาประชุมกันแน่นขนัด โดยมีท่านนายอำเภอพยุหะคีรี ว่าที่ ร.ต.ปรีชา พลับน้อย และผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาของนครสวรรค์เป็นตัวแทนฝ่ายราชการ

บรรยากาศพบปะหารือเป็นไปอย่างอบอุ่นไม่ต่างไปจากที่โรงเรียนบ้านนาบัว อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ผมเขียนเล่าไว้แล้วมากนัก และในที่สุดก็ได้ฉันทมติที่จะดำเนินการจัดตั้ง โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 107 (บ้านหนองไม้แดง) โดยจะดำเนินการตามระเบียบต่อไป

จากการติดตามคณะกรรมการมูลนิธิไทยรัฐเพื่อเยี่ยมเยียนโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ในงวดนี้ทำให้ผมทราบถึงปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งในชนบท

ความจริงเป็นปัญหาที่ทราบกันมานานแล้วและผมเองก็เคยเขียนถึงบ่อยครั้งเพียงแต่ไปคราวนี้ได้มีโอกาสพบเห็นและได้พูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งชาวบ้านด้วยทำให้ทราบถึงแก่นของปัญหามากยิ่งขึ้น

นั่นคือปัญหาเด็กในชนบทลดน้อยลงอันเนื่องมาจากเด็กเกิดใหม่ลดลงทำให้โรงเรียนหลายๆโรงเรียนต้องถูกยุบไป เพราะจำนวนเด็กเข้าเรียนเหลือน้อยจนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้

โรงเรียนหลายๆแห่งที่เคยสร้างไว้ในยุคเด็กเกิดมากจนที่เรียนแทบไม่พอกลายเป็นโรงเรียนร้างไปเรียบร้อยเพราะถูกยุบทำให้เด็กในหมู่บ้านต้องไปเรียนที่โรงเรียนอื่นที่ยังไม่ถูกยุบ

ส่งผลให้โรงเรียนที่ยังเหลืออยู่จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ผู้ปกครองส่งเด็กมาเรียนมากขึ้น เพื่อป้องกันการถูกยุบในวันข้างหน้า

วิธีหนึ่งที่ใช้กันมากก็คือการจัดหารถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรถปิกอัพนี่แหละ ออกตระเวนรับเด็กนักเรียนทั้งในหมู่บ้าน อันเป็นที่ตั้งโรงเรียนและหมู่บ้านใกล้ๆ ให้มาเรียนที่โรงเรียนของตน

ไปโรงเรียนไหนก็บอกว่าอยากจะได้รถสักคัน เพื่อการนี้ไม่งั้นจะสู้โรงเรียนอื่นที่มีรถรับส่งไม่ได้

พอผมกลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็อ่านข่าวเจอว่า จากการที่เด็กไทยเกิดน้อยในขณะที่คนแก่ไทยก็ตายยาก เพราะยุคใหม่ยาดีคนไทยรู้จักรักษาสุขภาพ...จะทำให้สังคมไทยเราเป็นสังคมผู้สูงอายุที่สมบูรณ์แบบในปี 2564 หรืออีก 4 ปีข้างหน้านี้

โดยจะเริ่มจากปีหน้าคือปี 2561 นี่แหละครับที่ประชากรผู้สูงอายุจะมีมากกว่าประชากรวัยเด็กเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

กลับกันเลยกับเมื่อก่อนเด็กเยอะกว่าคนแก่จนต้องเร่งสร้างโรงเรียน แต่ปีหน้านี้คนแก่จะมากกว่าเด็กจนต้องยุบโรงเรียนแล้วละครับ

ผู้แถลงตัวเลขและข้อเท็จจริงข้างต้นนี้ก็คือท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ซึ่งฟังแล้วก็ต้องเชื่อท่านเอาไว้ก่อน เพราะท่านอยู่กับข้อมูลและเตือนพวกเรามาหลายปี

ปัญหาของประเทศสังคมผู้สูงอายุเห็นจะไม่ใช่มีแค่ปัญหาโรงเรียนไม่มีเด็กเรียนจนต้องตามยุบเป็นแถวๆ อย่างที่ผมไปสัมผัสมาเท่านั้น... จริงๆแล้วมีปัญหาลึกซึ้งกว่านี้เยอะ

หนักหน่วงไปถึงภาระการเลี้ยงดูที่ประเทศจะต้องแบกรับทางด้านการเงินการคลัง--ไปจนถึงประสิทธิภาพการผลิตของประเทศที่จะลดลง ส่งผลไปถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะลดลงตามไปด้วย

เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลท่านจะต้องหาทางแก้ไข อย่างที่สภาพัฒน์ได้จัดสัมมนาจนเป็นข่าวที่ผมหยิบมาเขียนเล่าเพิ่มเติมวันนี้

เมื่อก่อน เราใช้คำว่า “ลูกมากจะยากจน” ยุคใหม่คงต้องใช้คำว่า “ลูกหลายจะสบายเหลือ” มาทดแทนละครับเผื่อจะจูงใจให้คนหนุ่มคนสาวยุคใหม่ “มีลูก” กันมากขึ้น

หนุ่มๆสาวๆที่ยังมีความสามารถโปรดช่วยกัน “ผลิตลูก” เพื่อชาติหน่อยนะครับ.

“ซูม”