บริการข่าวไทยรัฐ

“ต้องรวมถึงจะรอด” ก้าวต่อไปของสตาร์ทอัพไทยยุค 4.0

โดย เฟื่องลดา

วันก่อน Facebook Memories เด้งขึ้นมาเตือน งาน Startup Thailand ผ่านมา 1 ปีเต็มแล้ว ยังคงจำบรรยากาศงานที่ครึกครื้น และพลังของเหล่าสตาร์ทอัพที่มาออกบูธ ตื่นเต้นที่จะให้ข้อมูลแก่ผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่างานนั้นสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลให้หมู่มวลเข้าใจคำว่า “StartUp” มากยิ่งขึ้น และสตาร์ทอัพก็กลายมาเป็นเทรนด์ธุรกิจที่หลายคนจับตามอง คนมีฝันโดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ยังมีเวลาเสี่ยงในชีวิตอยากกระโดดเข้ามาเล่น อยากทำอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมันเท่ ท้าทาย ดูมีโอกาสรวยเร็ว และเพื่อตอบรับกับนโยบาย Thailand 4.0

เช่นเคย ในฐานะคนชอบพลังของจิตวิญญาณผู้ประกอบการเลยยังคลุกคลีอยู่กับแวดวงเพื่อนๆ สตาร์ทอัพอยู่เรื่อยๆ และมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสการทำงานของ NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) และ Startup Thailand อยู่บ้าง เลยอยากมาเล่าต่อ ถือว่าตอนนี้เป็นนิมิตหมายอันดีที่รัฐบาลตั้งใจและพยายามทุกวิถีทางที่จะผลักให้ “Thailand 4.0” เกิดขึ้นจริงๆ หลายคนอาจคิดว่ารัฐบาลไม่เข้าใจ มีแค่คำว่าไทยแลนด์ 4.0 เป็นตุ๊กตาหรือเปล่า?

สิ่งที่เฟื่องได้สัมผัสคือ ตอนนี้ภาครัฐเปิดกว้างมากขึ้น และมีหลายอย่างที่รัฐตั้งใจช่วยยกระดับระบบนิเวศสตาร์ทอัพให้ไปได้ เรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้ เช่น รัฐบาลสานสัมพันธ์อันดีกับประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี เช่น สิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น อิสราเอล ฯลฯ นำอีเวนต์ระดับภูมิภาคมาจัดแสดงในไทย และให้พื้นที่สตาร์ทอัพไทยออกบูธ อย่างงาน Echelon Thailand จัดโครงการ SPARK (ค่ายบ่มเพาะสตาร์ทอัพ) และพาทีมสตาร์ทอัพในโครงการไปดูงานและออกบูธที่ Tech in Asia เป็นการสนับสนุนด้านคอนเน็กชั่น ผลพลอยได้ก็คือต่างชาติเริ่มเห็นไทยเป็น 1 ใน Startup Hub มากขึ้น เพราะบ้านเราดูคึกคัก และวางตำแหน่งตัวเองไว้ชัดเจน

ด้านการเงิน ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วที่รัฐแจก Startup Voucher 800,000 บาทให้กับสตาร์ทอัพที่ประกวดชนะ แต่เขาก็ไม่ได้ให้ฟรีๆ นะคะ สตาร์ทอัพต้องได้รายได้กลับมา 1 ล้านบาทก่อนภายในเวลาที่กำหนด ถึงจะเบิกเงิน 800,000 ไปได้ การทำแบบนี้ทำให้สตาร์ทอัพที่เคยลำบาก จากปัญหาไม่มีเงิน เริ่มมีเงินไปทำให้ธุรกิจเติบโต

อย่างไรก็ตาม “Idea is free” execution is the key หรือใครๆ ก็มีไอเดียในการแก้ปัญหาได้ การลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงต่างหากที่จะเป็นตัววัด ใครเร็วกว่าชนะ ตอนนี้ที่เห็นคือหลายๆ คนกำลังเริ่มทำอะไรเหมือนๆ กัน แก้ Pain point เดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยทำให้ชีวิตประจำวันดีขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหาระดับเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งไม่ผิด แต่ง่ายที่จะโดน Copy จากผู้ที่มีความพร้อมมากกว่า ทั้งด้านการเงิน และฐานคนในมือ ดังนั้นเฟื่องมองว่า สุดท้ายแล้ว การที่ต่างตนต่างพยายามโตคนเดียวในธุรกิจที่คล้ายกัน เป็นการแข่งกันเอง และอาจไปไม่รอด

เฟื่องเชื่อว่า ในโลกที่เดินเร็วเป็นเข็มเสี้ยววินาทีเช่นนี้ เป็นยุคแห่ง “Sharing Economy” “ต้องรวมถึงจะรอด” ยูนิตเล็กๆ แยกกันไปทำสิ่งที่ตัวเองถนัดให้ชำนาญ และมารวมตัวกันเป็นจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ ทำเช่นนี้ก็จะได้ภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น หากเราเอาแต่แข่งกันเอง แม้รัฐจะลงเงินมหาศาล ทุ่มกันขนาดไหน สุดท้ายก็เหมือนการพายเรือในอ่าง ไม่สามารถต่อกรกับต่างชาติได้

ปัญหาตอนนี้คือ ประเทศไทยไม่มีสตาร์ทอัพที่เป็นยูนิคอร์น หรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่ประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เขามีกันหมดแล้ว ทำให้แม้ภาพลักษณ์ด้าน Tech ของไทยถึงจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่มันยังไม่สุด

อย่างไรก็ตามเฟื่องเชื่อว่าคนไทยเก่งค่ะ และเรากำลังไปในทิศทางบวก อย่าทิ้งฝัน แต่ไม่ได้จำเป็นว่าต้องทำคนเดียวเองทั้งหมดทุกอย่าง โตไปด้วยกันน่าจะยั่งยืนและมีทางรอดมากกว่า

และสำหรับงาน Startup Thailand 2017 ปีนี้ เริ่มแล้วนะคะ โดยตระเวนไปต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ก่อน และจะกลับมาปิดท้ายที่กรุงเทพ งานใหญ่ 6-9 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เหมือนเดิม ปีนี้จัดใหญ่ขึ้นอีก มีบูธมากขึ้น มีบูธต่างต่างชาติด้วย ตื่นเต้นแล้วค่ะที่จะเห็นไทยแลนด์ 4.0 โตขึ้นเรื่อยๆ

ABOUT ME
facebook.com/faunglada
youtube.com/faunglada
IG: @faunglada
Twitter: @faunglada
www.faunglada.com

เฟื่องลดา