บริการข่าวไทยรัฐ

ห้ามชี้นำถามต่อ เข้มคำตอบลุงตู่-ปชป.ฝันเป็นรัฐบาล

“บิ๊กตู่” เล่นบทสื่อสารทางเดียว ดอกพิกุลยังไม่ร่วงอ้าง “เจ็บฟัน” ขึ้นเวทีปาฐกถาพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ชูเป็นผลงานชิ้น เอก 3 ปีรัฐบาล บ่นอุบตกเป็นจำเลยทุกเรื่อง “วิษณุ” ไม่สนเสียงนกเสียงกา ปลัด มท. จี้ผู้ว่าฯห้ามชี้นำ-ขยายความ 4 คำถามนายกฯ “วัฒนา” ไล่ขย่มย้ำภาพ กปปส.คือเนื้อเดียวกับ คสช. แต่ยินดีที่ผละจากอ้อมอกเผด็จการคืนสู่วิถีประชาธิปไตย “จิรายุ” เริ่มรำคาญลิเกหลงโรง “เอกนัฏ” ชงหวานขอบคุณ “ลุงตู่-เทือก-มาร์ค” บุคคลสำคัญของชาติ “วรงค์” ปลื้มต้อนรับคืนสู่เหย้า ตีปากพวกพูดไม่คิดทำพรรคเสียแต้ม “มัลลิกา” ฟุ้งแหลก ปชป. ดีดนิ้วรอเป็นรัฐบาลแน่ “วัน” ผวาหอบมาลัยขอขมา “ประยุทธ์-คสช.”

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศงดให้สัมภาษณ์สื่อ 2-3 สัปดาห์ ล่าสุดก็ยังคงเป็นการสื่อสารทางเดียวของนายกฯที่พูดผ่านเวทีปาฐกถาต่างๆ ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ที่หวนกลับคืนสู่เหย้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นที่จับตามองของฝ่ายการเมืองเช่นกัน

“บิ๊กตู่” โวพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 พ.ค. ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติกับการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม” ระหว่างเปิดสัมมนาวิชาการเพื่อเผยแพร่และขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ว่า เรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ เรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ต้องขับเคลื่อนให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด รัฐบาลมีโรดแม็ปแก้ทุกปัญหา จึงฝากต่างประเทศให้เข้าใจว่าวันนี้เรากำลังทำอะไร อยู่ในสถานการณ์อะไร และฝากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ช่วยซึ่งกันและกัน เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงเรื่องความถูกต้องหรือศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสนำประเทศสู่ความมั่งคั่งควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชนหมายถึงการมีเกียรติยศศักดิ์ศรี การยอมรับให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน และได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม ขออย่ากังวลตนและรัฐบาลที่เข้ามาบริหารในช่วงสภาวการณ์ไม่ปกติ มุ่งมั่นยึด 3 เสาหลัก คือด้านการคุ้มครอง การเคารพ และการเยียวยา

ชูผลงานชิ้นเอกสามปีรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลออกกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการมากมายเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายเรื่องค้ามนุษย์ ถือเป็นผลงานรัฐบาลในช่วง 3 ปี ขอให้มองการแก้ปัญหาทั้งระบบอย่ามองเพียงว่ารายได้ดีขึ้น ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่และเคารพเสียงส่วนน้อย ถือเป็นหลักการประชาธิปไตย การทำงานของรัฐบาลวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ระดับทวิภาคี ต้องมองพหุภาคีด้วย นอกจากความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนแล้ว ต้องแสวงหาความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชน ต้องเจริญเติบโตจากภายในระเบิดจากข้างใน วันนี้ขออย่าเอาหลายอย่างมาพันกัน ส่วนที่ดีมีอยู่ส่วนที่ไม่ดีก็ต้องแก้ไข แต่อย่าเอาส่วนที่ไม่ดีมาตีกับสิ่งที่เรากำลังทำ วันนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและปฏิรูปประเทศ หากเอาแต่ความขัดแย้งขึ้นมาพูดก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าขัดแย้งทั้งหมดก็ไปไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกันและช่วยรัฐบาล รัฐบาลได้กำหนดและคิดไว้แล้วว่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องมองปัญหาให้ขาด กำหนดช่วงระยะเวลาเดินหน้าโรดแม็ป มีเข็มทิศนำทาง

บ่นอุบตกเป็นจำเลยไปทุกเรื่อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความคุ้มครองบุคคลที่เป็นเหยื่อ รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์ และให้ความสนใจการประเมินจากต่างประเทศด้วย ยืนยันว่ารับฟังทุกส่วนและสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็เป็นผลงาน 3 ปีของรัฐบาล แม้จะทำไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิม เราไม่สามารถพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ หรือพลิกฝ่ามือได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะปัญหามีความซับซ้อน ตั้งแต่เป็นนายกฯ มา 3 ปี ดูแผนทุกอัน แต่ไม่เห็นมีการเขียนระบุว่าใครเป็นคนทำอะไร ไม่เหมือนแผนของทหารที่กำหนดชัดเจน ดังนั้น เราต้องดูเป้าหมายของประเทศว่าจะเดินไปไหน เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันไม่ใช่ติดไปทั้งหมดแล้วบอกว่าปฏิรูปไม่ได้ แล้วใครรับผิดชอบ ก็ “ประยุทธ์” คนเดียวอีก ตนเป็นจำเลยทุกเรื่องอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องย่อมมีคนขัดแย้ง แต่ทำอย่างไรจะให้ไปด้วยกันได้ วันนี้ทุกอย่างปนเปไปหมด แต่ขออย่ากังวลขอยืนยันว่าจะทำทุกอย่างให้ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเปิดงาน พล.อ.ประยุทธ์ได้ร่วมพิธีลงนามปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

“มีชัย–วิษณุ” ดอดถก พ.ร.บ.อีอีซี

ต่อมาเวลา 15.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิเศษ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นเวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นนายวิษณุให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการหารือเรื่องกฎหมายในการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะออกเป็นร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพราะช่วงเช้าที่ผ่านมา นายมีชัยประชุมกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พบปัญหาจากกระทรวงต่างๆ 6-7 ประเด็น จึงเข้าหารือกับนายกฯ เมื่อถามว่าจะเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนานแค่ไหน นายวิษณุตอบว่า เปิดรับฟังความเห็นมาเป็นเดือนแล้ว น่าจะพอสมควร หลายคนวิจารณ์แบบไม่เข้าใจ แต่บางกระทรวงมีข้อทักท้วงในบทบาทของแต่ละกระทรวง บางท่านยังติดใจจึงให้นายกฯชี้ขาด นายกฯกำชับให้ทำอย่างรวดเร็ว เพราะจะไปเสียเวลาอยู่ในขั้นตอนสภาอีกนาน ส่วนกรอบเวลาในขั้นตอน ครม. น่าจะเรียบร้อยภายในเดือน มิ.ย.นี้

พิกุลยังไม่ร่วงอ้าง “เจ็บฟัน” อยู่

กระทั่งเวลา 16.00 น.ที่ห้องโถงตึกสันติไมตรี พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ พร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เดินลงจากห้องทำงานในชุดกีฬา เข้าไปทักทายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลที่กำลังเต้นแอโรบิกออกกำลังกายประจำสัปดาห์อยู่ โดยร่วมยืดเส้นยืดสายในช่วงท้ายก่อนกล่าวขอโทษผ่านไมโครโฟนที่ลงมาช้า เพราะนั่งทำงานอยู่ แต่จะชดเชยด้วยการแจกเสื้อยืดออกกำลังกายคนละ 1 ตัว เป็นการชดเชยความผิด โดยแจกไปทั้งหมดประมาณ 200 ตัว จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารเรือนรับรองหลังใหม่ หลังตึกไทยคู่ฟ้า การก่อสร้างอาคารตึกบัญชาการ 1 และ 2 ที่อยู่ระหว่างปรับปรุง และก่อนจะเดินกลับขึ้นห้องทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ได้หันมาโบกมือกับผู้สื่อข่าวเมื่อถูกทักว่า “จะไม่ทักทายกันบ้างหรือ” นายกฯจึงยกนิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากแสดงสัญลักษณ์ไม่พูด บอกว่า “เจ็บฟัน”

รัฐบาลเมินใส่เสียงนกเสียงกา

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลถูกฝ่ายการเมืองโจมตีช่วงนี้ว่า ไม่รู้สึกว่ามีอะไร เป็นเช่นนี้ตลอด รู้ว่ามีข่าวแต่ไม่ได้ว่าอะไร เมื่อถามว่า จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่ ทำงานกันปกติ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ ก็ไม่พูดถึงอะไร

มท.จี้ผู้ว่าฯ รับเรื่องแต่ห้ามชี้นำ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตั้งคำถาม 4 ข้อไปยังประชาชน เรื่องการเลือกตั้ง และให้ตอบกลับมาผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนั้น ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยมอบหมายรองปลัดกระทรวงมหาดไทย 4 คน โทรศัพท์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อชี้แจงวิธีการรับฟังคำตอบประชาชน คือ 1.ต้องยืนยันตัวตนของผู้ตอบคำถามได้ โดยทำตามระเบียบสารบัญของศูนย์ดำรงธรรม จดเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หากมีประชาชนไปยื่นคำตอบให้ศูนย์ดำรงธรรมต้องรีบบันทึกรับรอง ห้ามปฏิเสธ 2.เจ้าหน้าที่ไม่ต้องตีความคำถาม หรืออธิบายศัพท์ 3.ไม่ต้องถามเพิ่ม ใครตอบอย่างไรให้จดมาอย่างนั้น ไม่ให้ชี้นำ

ปัดไม่ใช่ทำโพลแค่ฟังความเห็น

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์ดำรงธรรม มีหน้าที่แค่รวบรวมความคิดเห็นแล้วส่งต่อให้ฝ่ายนโยบายเท่านั้น ไม่มีหน้าที่วิเคราะห์ ส่วนการเรียกผู้ว่าฯทุกจังหวัดมารับฟังการชี้แจงในวันที่ 2 มิ.ย. ไม่ได้เรียกมาทำความเข้าใจเรื่องนี้เป็นหลัก แต่เรียกมาเพื่อเน้นย้ำเรื่องการทำงาน เพราะอีก 3 เดือนจะสิ้นปีงบประมาณแล้ว พอดีมีเรื่องนี้เข้ามาจึงใช้โอกาสนี้พูดไปด้วยเลย จะอธิบายให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอฟังว่าไม่ใช่การทำโพล แต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และย้ำว่าเราไม่มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือไปชี้แจงเกี่ยวกับคำถาม 4 ข้อ มีหน้าที่เพียงรวบรวมความคิดเห็นเท่านั้น

พท.ย้ำภาพ กปปส.เนื้อเดียว คสช.

ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คืนสู่เหย้า” ขอแสดงความยินดีกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้แกนนำ กปปส. ทั้ง 8 คนที่เป็นกำลังสำคัญของพรรคกลับมาร่วมงานอีกครั้ง หลังจากแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติภารกิจสำคัญสนับสนุนให้เกิดการยึดอำนาจจนสำเร็จ การกลับมาของแกนนำ กปปส.ทั้ง 8 คน ถือเป็นสัญญาณดีทางการเมือง เพราะ กปปส.ถือเป็นเนื้อเดียวกับเผด็จการทหาร คสช. ดังที่อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และเลขาธิการ กปปส. ระบุไว้ชัดเจนว่า ช่วงการชุมนุมเพื่อชัตดาวน์กรุงเทพฯ ได้ร่วมมือและติดต่อทางไลน์กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จนกระทั่งนำกำลังออกมายึดอำนาจ

ยินดีละทิ้งเผด็จการคืนสู่วิถี ปชต.

นายวัฒนาระบุอีกว่า การที่แกนนำ กปปส.กลับมาสู่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งอันเป็นวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าการยึดอำนาจไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้ประเทศเสียหาย ประชาชนได้รับทุกข์ยากเพราะพิษเศรษฐกิจถ้วนหน้า ยังไม่นับรวมการละเมิดหลักนิติธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นการที่แกนนำ กปปส. ที่เคยสนับสนุนการยึดอำนาจ กลับสู่แนวทางที่ถูกต้องคือการสนับสนุนให้เกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์บนหลักนิติธรรม เคารพในสิทธิเสรีภาพประชาชน และไม่สนับสนุนให้มีการยึดอำนาจอีกต่อไป ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะมาช่วยกันทวงคืนอำนาจให้ประชาชน ขจัดเผด็จการและแนวทางที่เผด็จการวางไว้ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เท่านั้น จึงจะแก้ไขปัญหานำมาซึ่งความปรองดองของคนในชาติได้

เอาให้ชัดเริ่มเบื่อลิเกหลงโรง

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยไล่ส่งกลุ่ม กปปส. แต่วันนี้ กปปส.จะกลับเข้าพรรค สังคมต้องไม่ลืมว่าคนเหล่านี้ที่กวักมือเรียก คสช.ทุกวัน ให้ย้อนกลับไปดูเมื่อปี 2556-2557 จะเห็นว่าใครทำอะไรกันไว้บ้าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปเป่านกหวีดและพูดอะไรไว้บ้าง เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอย่างไร สนับสนุนเผด็จการอย่างไรประชาชนไม่ลืม ทำไมเพิ่งมาคิดได้ว่าจะต่อต้านระบอบเผด็จการ ขอให้ลองถามพรรคพวกในพรรคว่าทิศทางของพรรคจะเป็นอย่างไรแน่ จะอิงแอบแนบชิดประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์พรรค หรือจะฝักใฝ่เผด็จการ เอาให้ชัด ชาวบ้านเค้าเริ่มรำคาญพวกลิเกหลงโรงแล้ว

“พิชัย” ขาประจำแขวะ “สมคิด”

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า น่าเป็นห่วงกับภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก อาจกระทบต่อการ ส่งออกที่เพิ่งฟื้นตัว อยากให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งดูแล โดยอยากให้แบงก์ชาติโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การว่างงานเพิ่มทะลุเกินร้อยละ 1.2 สูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี การที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อชักชวนนักลงทุน อยากให้นายสมคิดทำความเข้าใจปัญหาของนักลงทุนญี่ปุ่นให้ชัดเจน ไม่อยากให้ไปแล้วล้มเหลวเหมือนครั้งที่แล้ว โดยเฉพาะปัญหาที่ไม่สามารถเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆได้ นักลงทุนต่างประเทศไม่มาลงทุนจนเป็นปัญหามา 3 ปีแล้ว หากรัฐบาลยังพยายามหลอกตัวเอง เศรษฐกิจไทยจะเสื่อมลงเรื่อยๆ เหมือนทฤษฎีกบต้ม

กปปส.ตอกย้ำหนุน “ลุงตู่”

วันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯลุงตู่ ที่ตั้งใจทำงาน อดทนต่อแรงเสียดทาน อุปสรรคทั้งภายในและภายนอก เพื่อรักษาความสงบ ปูทางสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ต้องขอบคุณนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ มปท. แกนนำ กปปส. ที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่เป็นหลักประคับประคองบ้านเมือง จนได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฝังรากการปฏิรูปไว้เป็นหลักประกัน ยึดมั่นสานต่อเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน และต้องขอบคุณนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนยันยึดมั่นอุดมการณ์ปฏิรูปประเทศไทย ต่อสู้กับระบอบทักษิณ การปฏิรูปจะเกิดได้จริงจะพึ่งแค่กติกาใหม่อย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องอาศัยพลังและความสามัคคีของพวกเราทุกคน ช่วยกันส่งกำลังใจให้ลุงตู่ปฏิรูปตำรวจให้สำเร็จ กวาดล้างทุจริตคอร์รัปชัน ช่วยลุงกำนันปฏิรูปการศึกษายกระดับอาชีวะ ช่วยท่านอภิสิทธิ์ปฏิรูปพรรคให้เป็นพรรคของประชาชน ให้เป็นพรรคต้นแบบการเมืองยุคใหม่ในอนาคต”

“วรงค์” ปลื้มยินดีต้อนรับสู่เหย้า

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีโอกาสอยู่ร่วมพบปะกับพี่ๆน้องๆ กปปส. ที่เข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผู้บริหารพรรค กปปส.คือสมาชิกพรรคที่เป็นอดีต ส.ส. ไปทำภารกิจเพื่อประเทศชาติเมื่อเสร็จภารกิจก็กลับบ้านพูดคุยให้เข้าใจกัน ได้รับการยืนยันจาก กปปส.ว่ากระแสการกลับเข้ามายึดพรรค หรือเปลี่ยนผู้บริหารพรรค ไม่เป็นความจริง เป็นการสร้างข่าวขึ้นมา และคณะผู้บริหารพรรคต้องมาจากที่ประชุมใหญ่ ไม่ใช่ใครอยากมายึดก็ยึดได้ มีการปรับความเข้าใจว่าทั้ง กปปส.และพรรค เราต้องต่อสู้กับระบอบทักษิณ หรือระบอบทุนสามานย์ และประชาธิปไตยจอมปลอม มีเป้าหมายปฏิรูปประเทศ

ตีปากพวกพูดไม่คิดทำเสียแต้ม

นพ.วรงค์กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าสมาชิกพรรคต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ แต่ถ้าไม่สามารถรวบรวมเสียงได้พอ ก็เป็นเรื่องของอนาคตและมติพรรค ส่วนท่านอื่นที่จะเสนอคนอื่นเป็นนายกฯ ก็ไม่แปลก เพราะแต่ละฝ่ายย่อมมีความคิดต่างได้ อยู่ที่ประชาชนตัดสิน พรรคเราต้องเป็นเอกภาพในการเสนอหัวหน้าพรรค ส่วนผู้แสดงความเห็นต้องตระหนักว่าเนื้อหาที่เสนอออกไปต้องทำให้พรรคได้รับคะแนนนิยม ไม่ทำให้พรรคแตกแยก การแสดงความเห็นต่างในแต่ละครั้งต้องตั้งหลักว่าพูดแล้วพรรคต้องได้ ส่วนกลุ่มที่เห็นต่างจากพรรคถ้าประเมินแล้วเขามีความหวังดีต่อประเทศ ก็ไม่ควรออกไปทะเลาะกับเขาโดยไม่จำเป็น พี่น้องกปปส.รับปากว่าจะเข้ามาพูดคุยที่พรรคให้บ่อยขึ้น เพื่อให้พรรคมีเอกภาพในการขับเคลื่อน และปรับความคิดที่ต่างกัน

“มัลลิกา” ฟุ้ง ปชป.นั่งรอเป็นรัฐบาล

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตามโรดแม็ปจะมีการเลือกตั้งแน่นอนกลางปี 2561 แม้อาจมีทหารบางคนคิดนอกลู่นอกแนว แต่ผู้มีอำนาจคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลสมัยหน้าแน่นอน เพราะเป็นที่ไว้วางใจที่สุด ส่วนใครจะเป็นนายกฯจะขั้นตอนที่หนึ่ง หรือขั้นตอนที่สอง เป็นเรื่องหลังเลือกตั้ง เมื่อถึงเวลานั้นนายพลหรือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจ ทุกฝ่ายปฏิเสธไม่ได้อาจจะใช่ หรือไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ ดังนั้นปีครึ่งที่เหลืออย่าบั่นทอนกัน ควรปล่อยให้รัฐบาลจัดการในเรื่องที่เราจัดการไม่ได้ไปก่อน เช่น กลุ่มนายทุนท่อน้ำเลี้ยงที่สนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในรูปแบบต่างๆ

ยันต้องมีทุนประเดิมจัดตั้งพรรค

ที่รัฐสภา นายทวี สุรฤทธิกุล กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า คาดว่าจะได้ข้อยุติในวันที่ 1 มิ.ย. ประเด็นสำคัญที่มีปัญหา อาทิ ทุนประเดิมจัดตั้งพรรคการเมือง กมธ.เห็นตรงกันว่าการจัดตั้งพรรคการเมือง ควรมีทุนประเดิมจัดตั้งพรรค เพราะเป็นความรับผิดชอบในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 60 ที่เน้นเรื่องการลงเลือกตั้ง มากกว่าการตั้งพรรคขึ้นมา เพื่อรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจาก กกต. กมธ.มีแนวคิด 3 แนวทาง คือ 1.ไม่จำกัดจำนวนทุนประเดิมก่อตั้งพรรค จะมีทุนประเดิมเท่าใดก็ได้ หรือจะมาจากการบริจาคเงินให้พรรคก็ได้ แต่จะเน้นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ซึ่ง กมธ.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ 2.ให้มีทุนประเดิมจัดตั้งพรรค 100,000 บาท 3.ให้มีทุนประเดิม 1 ล้านบาท ตามที่ กรธ.เสนอมา

ปิดหีบไม่ลงเก็บค่าสมาชิกพรรค

นายทวีกล่าวว่า ส่วนประเด็นการเก็บค่าสมาชิกพรรครายปี กมธ.มีความเห็น 2 แนวทาง คือ 1.ให้เก็บไม่เกิน 100 บาท ซึ่ง กมธ.เสียงข้างมากเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะไม่มากเกินไป 2.ให้เก็บค่าสมาชิกพรรค 100 บาทต่อปี ตามแนวทางที่ กรธ.เสนอมา ทั้งนี้ กมธ.จะนำประเด็นเหล่านี้มาหาข้อยุติในวันที่ 1 มิ.ย. คงไม่ถึงขั้นต้องใช้วิธีโหวตตัดสินชี้ขาด แต่จะใช้วิธีพูดคุยทำความเข้าใจ ให้ได้ข้อยุติในแนวทางเดียวกัน ส่วนใครที่ยังติดใจสงสัย จะให้สงวนคำแปรญัตติไปพูดกันในการประชุม สนช.วาระ 2 และ 3 ต่อไป

“มีชัย” การันตี รธน.แจ่มแจ๋ว

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงเสียงวิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ตอบโจทย์ นายกฯจึงต้องตั้งคำถาม 4 ข้อ ว่า กติกาปราบโกง กรธ.เขียนไว้หมดแล้ว เหมือนกับกีฬาที่มีกติกากำหนดไว้ แต่ยังมีผู้เล่นทำฟาวล์ เหมือนคดีอาญาที่กำหนดโทษว่าหากฆ่าคนก็ต้องติดคุก แต่ยังมีคนทำผิดอยู่ จึงไม่ได้หมายความว่ามีกติกาแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย ต้องพัฒนาคนให้ตระหนักคิด ช่วยกันระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาอีก เช่น การใช้สิทธิต้องคำนึงผลรอบด้าน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแล้วจบ ป่านนี้บ้านเมืองสงบไปนานแล้ว สังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ไม่ใช่แค่ที่ตัวหนังสืออย่างเดียว 4 คำถามของนายกฯจึงเป็นการกระตุกให้คนช่วยกันคิด ยิ่งทุกวันนี้ประชาชนตื่นตัวกันมากขึ้น หากร่วมกันตระหนักมากขึ้น การปฏิรูปก็จะเกิดผล

“วิษณุ” รอดู พ.ร.บ.คุมสื่อทุกร่าง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อาจส่งมาให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่ร่างยังไม่ถึงตน จากการพูดคุยกับนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ระบุว่า ใช้ร่างเดิมไปวิเคราะห์ ตนก็ทำการบ้านส่วนหนึ่ง แต่ต้องรอฉบับที่ สปท.จะส่งมา ไม่เช่นนั้นจะเริ่มต้นยาก ขอดูร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวทั้งหมด ตั้งแต่ฉบับแรกและฉบับที่มีการปรับปรุง หากได้รับร่างแล้วจะเชิญตัวแทนภาควิชาชีพสื่อมวลชนมารับฟังความคิดเห็นตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้

“วัน” หอบมาลัยขอขมา “บิ๊กตู่”

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ศูนย์บริการประชาชน นายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นำพวงมาลัยมาขอขมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หลังโพสต์เฟซบุ๊กต่อว่าการทำงานของนายกฯและคสช. นายวันกล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กด้วยอารมณ์ร้อน ต่อว่า คสช.ด้วยถ้อยคำค่อนข้างหยาบคาย เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ชั่วโมงจึงคิดได้ว่าไม่เหมาะสม นอนคิดทั้งคืนจึงประสานผ่านผู้กำกับ สน.แสมดำ ให้ช่วยประสานคสช. เพื่อกล่าวคำขอโทษ เมื่อกล้าทำก็กล้ารับ รู้ว่าทำผิดก็อยากมากราบขอโทษ เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เข้าพบแม่ทัพภาคที่ 1 ได้พูดคุยอะไรหรือไม่ นายวันตอบว่า ไม่ขอพูด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันยังได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “สำนึกผิดจึงกราบขอโทษคณะผู้บริหารของรัฐบาลและ คสช. หวังว่าท่านคงให้อภัยในความผิดพลาดครั้งนี้ กราบขอบพระคุณล่วงหน้า”

ชาวอุบลฯบายศรีให้ “ปู” พ้นภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยผู้สูงวัย เทศบาลตำบลตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี พร้อมร่วมกิจกรรมรำสาวเข็นฝ้าย เป็นการรำต้อนรับของผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุได้จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อความเป็นสิริมงคล และอวยพรให้หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองแคล้วคลาดปลอดภัยจากศัตรูหมู่มารทั้งปวง ช่วงเช้าก่อนเดินทางมายังมหาวิทยาลัยผู้สูงวัย น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะ ได้แวะซื้อของพร้อมให้กำลังใจกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดสดเทศบาล 3 ประชาชนต่างตื่นเต้นเข้ามาสวมกอด และขอถ่ายรูปกันจำนวนมาก พร้อมสอบถามเมื่อไหร่ประเทศถึงจะมีการเลือกตั้ง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แต่เพียงยิ้มเท่านั้น

ยกฟ้อง พธม.ปิดสะพานมัฆวานฯ

ที่ศาลแขวงดุสิต ถนนบรมราชชนนี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับพวกแกนนำและแนวร่วม เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้า-ออกพื้นที่ที่กำหนด กรณีเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2554 กลุ่ม พธม.ตั้งเวทีชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นการฝ่าฝืนประกาศที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศให้เป็นพื้นที่มีเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ศาลเห็นว่าการประกาศพื้นที่ห้ามตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 มี.ค.2554 หลังจากที่พวกจำเลยชุมนุม จึงไม่อาจบังคับโทษทางกฎหมายได้ พิพากษายกฟ้อง

“วิษณุ” เซ็นตั้งอนุฯดูบุคลากร สธ.

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้าแต่งตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายเป้าหมายกำลังคนบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อดูแลปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะ ว่า ได้ลงนามแต่งตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มีหน้าที่พิจารณาตำแหน่งบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อส่งให้ คปร.พิจารณาต่อ เมื่อถามว่ามีแนวโน้มตั้งอนุกรรมการในลักษณะนี้ในกระทรวงอื่นหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า มีแววอยู่ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ แต่ลักษณะแตกต่างกัน เพราะกระทรวงศึกษาฯไม่ได้ขาดแคลน แต่มีปัญหาการโอนย้ายบุคลากรในกระทรวง