วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลวิจัยชี้วัยรุ่นไทยขาดสุขภาวะทางเพศ แนะเพิ่มสอน "เพศวิถีศึกษา" รอบด้าน

จี้สถานศึกษาปรับโฉมการสอน

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีการ จัดประชุมรายงานผลการวิจัยเพื่อทบทวนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย จัดทำโดยศูนย์นโยบายสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) โดยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ และความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายติโม โอจาเนน ผู้แทนคณะวิจัย มม. นำ เสนอผลการวิจัยว่า คณะผู้วิจัยได้สำรวจข้อมูลทั้งสิ้น 9,529 คน แบ่งเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา 8,837 คน และครู 692 คน ในช่วงเดือน ก.ย.2558-มี.ค.2559 พบว่าสถานศึกษาแทบทุกแห่งมีการสอนเพศวิถีศึกษาทั้งที่เป็นวิชาแยก บูรณาการกับวิชาอื่น หรือทั้งสองรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่เน้นสอนเรื่องเพศวิถีในเชิงลบ ละเลยประเด็นที่สำคัญ อาทิ สิทธิทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และการเคารพสิทธิของผู้อื่น ทั้งยังพบว่าวิธีการสอนมักเน้นการบรรยาย ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และสื่อสารต่อรอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก

นายติโมกล่าวอีกว่า ผลวิจัยพบอีกว่านักเรียนมีความรู้ความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเพศ ขาดความตระหนักเกี่ยวกับการคุมกำเนิด นักเรียนอาชีวะที่มีเพศสัมพันธ์แล้วร้อยละ 40 มีเพียง 2 ใน 3 ใช้ถุงยางอนามัย และร้อยละ 41 มีความเชื่อว่าสามีมีสิทธิ์ทุบตีภรรยาที่ไม่ซื่อสัตย์ ขณะที่นักเรียนมัธยมศึกษาหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว บอกว่า ยาคุมฉุกเฉิน เป็นวิธีหลักในการคุมกำเนิด นอกจากนี้ ครูผู้สอนเกินครึ่งไม่ได้รับการอบรม ทั้งผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญเพราะไม่เห็นว่าเป็นปัญหา และผู้ปกครองเห็นว่าหากสอนเรื่องเพศแล้วจะทำให้เด็กอยากลอง ทั้งนี้ งานวิจัยได้มีข้อเสนอแนะให้สถานศึกษาสอนเพศวิถีศึกษาที่รอบด้าน เน้นกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ และเสนอให้สถานศึกษาจัดเวลาในการสอนเพิ่มขึ้น ทั้งจัดอบรมครู กระตุ้นผู้บริหารและผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ศธ. กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องมีส่วนสนับสนุนการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างเป็นระบบ

ด้านนางวาเลรี ตาตอน รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า โรงเรียนแทบทุกแห่งในประเทศไทยมีการสอนเพศศึกษาเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่การที่นักเรียนจำนวนมากขาดทักษะที่จำเป็นในการมีสุขภาวะทางเพศเป็นเรื่องที่น่ากังวล การจะลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหรือลดโรคติดต่อทางเพศเด็กต้องมีทักษะจัดการต่อวิถีทางเพศที่ถูกต้อง.