บริการข่าวไทยรัฐ

ตะลึง! ผลวิจัยชี้เด็กไทยใช้ 'ยาคุมฉุกเฉิน' เป็นหลักเพื่อคุมกำเนิด

ยูนิเซฟ เผยผลวิจัยพบ โรงเรียนไทยสอนเพศวิถี โดยเน้นการบรรยายเป็นหลัก เด็กขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และต่อรอง ขณะที่เด็กอาชีวะกว่า 41% มองว่าสามีมีสิทธิ์ทุบตีภรรยาได้ หากพบว่าภรรยาไม่ซื่อสัตย์ ส่วนนักเรียนหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่มองว่า ยาคุมฉุกเฉิน เป็นวิธีหลักในการคุมกำเนิด

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์นโยบายสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ และความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ และยูเนสโก ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยเพื่อทบทวนการสอนเพศวิถีในสถานศึกษาไทย โดยเก็บข้อมูลจากนักเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา จำนวน 8,837 คน และครู 692 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา 398 แห่งในช่วงเดือน ก.ย. 58 - มี.ค. 59

ทั้งนี้ การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนไทย ยังไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่สำคัญต่างๆ เช่น สิทธิ์ทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น ซึ่งส่งผลให้นักเรียนจำนวนมากมีทัศนคติเชิงลบ โดยนักเรียนยังคงไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมกันทางเพศและสิทธิ์ทางเพศ และกลับยอมรับความรุนแรงในครอบครัวในบางกรณี

ผลวิจัยยังพบว่า วิธีการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย มักเน้นไปที่การบรรยาย ซึ่งไม่เอื้อให้นักเรียนได้สามารถพัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และต่อรอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขาในการจัดการเรื่องเพศวิถีและชีวิตทางเพศของตน

นางวาเลรี ตาตอน รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า การที่โรงเรียนแทบทุกแห่งในประเทศไทยมีการสอนเพศศึกษาถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในขณะเดียวกัน การที่นักเรียนจำนวนมากยังขาดทักษะที่จำเป็นในการมีสุขภาวะทางเพศยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง การที่เราจะลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น หรือลดจำนวนการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในหมู่เยาวชนได้นั้น เราต้องช่วยให้เด็กรู้จักตนเองและมีทักษะที่จำเป็น ตลอดจนมีความมั่นใจในการตัดสินใจที่ถูกต้องต่อวิถีทางเพศของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยครั้งนี้พบว่า นักเรียนชายอาชีวศึกษาร้อยละ 41 มีทัศนคติที่เป็นปัญหาในเรื่องเพศภาวะและเพศวิถี โดยเชื่อว่า สามีมีสิทธิ์ทุบตีภรรยาได้ หากพบว่าภรรยาไม่ซื่อสัตย์ และนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ประมาณครึ่งหนึ่ง เชื่อว่า การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ที่มีเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิด

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนักเรียนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการมีประจำเดือนและรอบเดือนได้อย่างถูกต้อง ในขณะที่นักเรียนหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหลายคน บอกว่า ยาคุมฉุกเฉิน เป็นวิธีหลักในการคุมกำเนิด ในส่วนของการใช้ถุงยางอนามัย นักเรียนชายจำนวนมากไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย ในขณะที่มีนักเรียนมัธยมศึกษาหญิงเพียงร้อยละ 54 เท่านั้น ที่บอกว่าพวกเขามั่นใจว่าจะสามารถยืนกราน และต่อรองที่จะใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์

ขณะเดียวกัน ผลวิจัยยังอ้างถึงการศึกษาในต่างประเทศ (Haberland 2015) ซึ่งพบว่า การสอนเรื่องเพศภาวะและอำนาจมีผลสำคัญต่อชีวิตของนักเรียน กล่าวคือ ร้อยละ 80 ของแผนงานที่สอนเกี่ยวกับเพศภาวะและอำนาจ สามารถลดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และลดจำนวนการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อเทียบกับแผนงานสอนที่ไม่ครอบคลุมประเด็นดังกล่าว ซึ่งสามารถลดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และลดการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เพียงแค่ร้อยละ 17

สำหรับ สถานศึกษาไทยแทบทุกแห่งมีการสอนเพศวิถีศึกษาที่ยังไม่รอบด้าน โดยมักเน้นย้ำเพียงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสรีระ พัฒนาการทางเพศ การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ ยังพบว่าครูเกินครึ่งหนึ่งไม่ได้รับการอบรมในการสอนเพศวิถีศึกษา ทำให้การสอนมักใช้การบรรยายแทนการจัดกิจกรรมที่จะเอื้อให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามเชิงลึก

นอกจากนี้ การวิจัยครั้งนี้เสนอให้สถานศึกษาต่างๆ มีการสอนเพศวิถีศึกษาที่รอบด้านอย่างแท้จริง โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเสนอให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาในการสอนวิชานี้เพิ่มขึ้น และจัดการอบรมครูในการสอนประเด็นเหล่านี้ในชั้นเรียน

สำหรับ การตั้งครรภ์ไม่พร้อม และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อเอชไอวี ยังเป็นปัญหาสำคัญสำหรับวัยรุ่นในประเทศไทย โดยการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2559 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีในประเทศไทย ให้กำเนิดบุตร 51 คนต่อวัยรุ่น 1,000 คน ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงในลำดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะที่ รายงานเรื่องการวิเคราะห์สถานการณ์ และปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มเยาวชนในประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนโดยยูนิเซฟ และเผยแพร่เมื่อปี 2557 ระบุว่าร้อยละ 70 ของผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รายใหม่ อยู่ในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เตือนโจ๋ใช้ยาคุมฉุกเฉิน เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก