บริการข่าวไทยรัฐ

'บิ๊กตู่' ยัน รัฐยึด 3 เสาหลัก แก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน (ชมคลิป)

นายกฯ ย้ำ รบ.ยึด 3 เสาหลัก "คุ้มครอง-เคารพ-เยียวยา" ขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน วอนทุกฝ่ายต้องช่วยหยุดพูดจุดขัดแย้ง เพื่อแก้ปัญหา ปฏิรูป เดินไปข้างหน้า ขออย่ามากังวลที่มายืนจุดนี้ ยันยึดเสาหลัก ปชต.

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.60 ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกล่าวเปิดสัมมนาวิชาการ เพื่อเผยแพร่และขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน โดยมี นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นางประกายรัตน์ ตันธีรวงศ์ กรรมการ กสม.นายสุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการผู้จัดการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้าราชการระดับสูง เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ประธานคณะทำงานว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ผู้แทนไทยคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเข้าร่วม

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานกล่าวปาฐกถานำ เรื่อง "หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติกับการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม" ตอนหนึ่งว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาพูดคุยในเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ เรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยวันนี้รัฐบาลพยายามทำความเข้าใจกับต่างประเทศว่ารัฐบาลมีโรดแม็ปในการแก้ทุกปัญหา จึงฝากต่างประเทศให้เข้าใจว่าวันนี้เรากำลังทำอะไร อยู่ในสถานการณ์อะไร และฝากคณะกรรมการ กสม.ช่วยซึ่งกันและกันด้วย

ทั้งนี้เรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงเรื่องความถูกต้อง หรือศีลธรรมเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสนำประเทศสู่ความมั่งคั่งควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสิทธิมนุษยชนหมายถึง การมีเกียรติยศ ศักดิ์ศรี มีการยอมรับให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน และได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม โดยรัฐบาล เจ้าหน้าที่ และประชาชน ถือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน โดยมี กสม.คอยดูแล โดยอย่ากังวลตนและรัฐบาลที่มายืนตรงนี้ เข้ามาบริหารประเทศในช่วงสภาวการณ์ไม่ปกติ แม้วันนี้จะดูปกติ แต่ต้องพัฒนาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดิมขึ้นมาอีก มุ่งมั่นยุติความขัดแย้ง วางรากฐานพัฒนาประเทศระยะยาว และดูแลด้านสิทธิมนุษยชนให้ยั่งยืน

โดยรัฐบาลยืนยันมุ่งมั่นขับเคลื่อนและเดินหน้าด้านสิทธิมนุษยชน โดยยึด 3 เสาหลัก คือ เสาหลักด้านการคุ้มครอง ด้านการเคารพ และด้านการเยียวยา โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการมากมาย เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้ช่วงที่ผ่านมามีปัญหามากมาย ทั้งในด้านการโปร่งใส ความมีธรรมาภิบาล แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่คนที่ต้องมีหลักการในการขับเคลื่อน หลายกฎหมายออกมาได้ในรัฐบาลนี้ เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายเรื่องค้ามนุษย์ ที่ถือเป็นผลงานรัฐบาลในช่วง 3 ปี จึงขอให้มองการแก้ปัญหาทั้งระบบ อย่ามองเพียงว่ารายได้ดีขึ้น ซึ่งกฎหมายที่ออกมานั้น ไม่ได้รีบออกแต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งแม้จะยังมีความขัดแย้งอยู่บ้าง เชื่อว่าไม่มีที่ไหนเห็นชอบหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่และเคารพเสียงส่วนน้อย ซึ่งถือเป็นหลักการประชาธิปไตย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐบาลวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ระดับทวิภาคี และต้องมองแบบพหุภาคี นอกจากความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนแล้ว ต้องแสวงหาความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนด้วยโดยต้องเจริญเติบโตจากภายใน ระเบิดจากข้างใน ซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วันนี้ขออย่าเอาหลายอย่างมาพันกัน ส่วนที่ดีมีอยู่บ้าง ส่วนที่ไม่ดีก็ต้องแก้ไข แต่อย่าเอาส่วนที่ไม่ดีมาตีกับสิ่งที่เรากำลังทำ โดยวันนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และปฏิรูปประเทศ หากเอาแต่ความขัดแย้งขึ้นมาพูดก็ไม่สามารถแก้ไขได้ จึงต้องค่อยๆ แก้ปัญหาและเดินไปข้างหน้า ทั้งเรื่องความปรองดองและสมานฉันท์ ถ้าขัดแย้งทั้งหมดก็ไปไม่ได้ ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันและช่วยรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดและคิดไว้แล้วว่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องมองปัญหาให้ขาดและกำหนดช่วงระยะเวลาเดินหน้าโรดแม็ปโดยมีเข็มทิศนำทาง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความคุ้มครองบุคคลที่เป็นเหยื่อ รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์ และให้ความสนใจการประเมินจากต่างประเทศด้วย ยืนยันว่ารับฟังทุกส่วนและสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็เป็นผลงาน 3 ปีของรัฐบาล แม้จะทำไม่ถึง 100 เปอร์เซ็น แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเราไม่สามารถพลิกหน้ามือเป็นหลักมือ หรือพลิกฝ่ามือได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะปัญหามีความซับซ้อน และตั้งแต่ตนเป็นนายกฯ มา 3 ปี ดูแผนทุกอันแต่ไม่เห็นมีเขียนระบุว่าใครเป็นคนทำอะไร ไม่เหมือนแผนของทหารที่กำหนดชัดเจน ดังนั้นเราต้องดูเป้าหมายของประเทศว่าจะเดินไปไหน เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่ติดไปทั้งหมดแล้วบอกว่าปฏิรูปไม่ได้แล้วใครรับผิดชอบ ก็ "ประยุทธ์" คนเดียวอีก ซึ่งตนเป็นจำเลยทุกเรื่องอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องก็ย่อมมีคนขัดแย้ง แต่ทำอย่างไรจะไปด้วยกันได้ และวันนี้ทุกอย่างปนเปไปหมด แต่ขออย่ากังวลตน ขอยืนยันว่าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยภายหลังการเปิดงานดังกล่าวได้มีการลงนามปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาติในประเทศไทย และผู้ร่วมลงนามถ่ายภาพร่วมกัน