บริการข่าวไทยรัฐ

เมื่อถึงยุคประชาธิปัตย์ต้องทำใจ

โดย หมัดเหล็ก

สถานการณ์ใน พรรคประชาธิปัตย์ ที่จะถึงช่วงเวลาผลัดใบ โดยเฉพาะเสียงทวงถามสิทธิในพรรคของอดีตนักการเมืองที่ตามกำนัน สุเทพ เทือกสุบรรณ ไปทำกิจกรรมนอกสภาในนามของ กปปส. ท่ามกลางความหวาดระแวงว่า หัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังจะถูกแซะเก้าอี้ก็เลยมีอดีต ส.ส.จำนวนหนึ่ง ส่วนมากจะเป็นอดีต ส.ส.กทม. และ อดีต ส.ส.ในภาคกลาง ออกมาตีกัน การกลับพรรค ของแกนนำ กปปส. ไม่ว่าจะเป็น วัชระ เพชรทอง สาธิต ปิตุเตชะ หรือ ประมวล เอมเปีย ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า สถานการณ์ในพรรคขณะนี้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน นักการเมือง ต้องยึดหลักการใช้ชีวิตแบบ สโลว์ไลฟ์ ดูทิศทางลมให้ชัวร์ก่อน

แต่ขณะเดียวกัน อดีต กปปส. ที่ออกจากพรรคไปทำกิจกรรมการเมืองนอกสภา เมื่อครั้งการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองจนมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครอง ก็ต้องหาที่ลงเหมือนกัน ปี่กลองทางการเมือง เริ่มจะออกรสออกชาติ ระหว่างต้องไปตั้งพรรคใหม่กับการกลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ตามเดิม อย่างหลังดูจะมีภาษีกว่า

อดีต ส.ส.ของประชาธิปัตย์หลายคนไม่ว่าจะเป็น ถาวร เสนเนียม อิสสระ สมชัย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย วิทยา แก้วภารดัย ชุมพล จุลใส พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สกลธี ภัททิยกุล และ ณัฐพล ทีปสุวรรณ เตรียมเนื้อเตรียมตัวจะกลับประชาธิปัตย์เต็มที่ บางคนที่มีตำแหน่งเป็น สปท. ก็เตรียมที่จะลาออกภายในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้เช่นกัน ประเด็นการตั้งพรรคใหม่น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย

ปัญหาคือ กปปส. ต้องผ่านด่านหลายด่าน อาทิ เรื่องของคุณสมบัติ ที่อยู่ระหว่างเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาร้ายแรง หรือขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกพรรคเพราะลาออกบ้างไปบวชบ้าง

ประเด็นต่อมาเรื่องของ แนวทางการทำงานและอุดมการณ์ทางการเมือง ที่มีความแตกต่างกันตลอดระยะเวลาในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส. ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นการ ขัดต่อหลักประชาธิปไตย แล้ว การทำงานการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตก็จะติดขัดไปด้วย เช่น ข้อเสนอที่จะจับมือทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย เป็นต้น เอาเข้าจริง เห็นทีจะต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เป็นปี๊บ จะให้ไปจูบปากกันเหมือนละครน้ำเน่า ก็เกรงใจคนดู

เช่นกัน หาก กปปส. หรือแม้แต่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกปปส. ไม่มีเกราะการเมือง คุ้มครอง หลังการเลือกตั้งคงใช้ชีวิตลำบาก กิจกรรมทางการเมืองที่ทำกันไว้แต่ในอดีต คงย้อนศรมาเป็นระลอก

ภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง ถ้าไม่ชู อภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรคในยามศึกสงคราม จะเสนอใครมาทำหน้าที่ เหมือนกับที่ อดีตหัวหน้าพรรค พิชัย รัตตกุล ติติงเอาไว้ ประชาธิปัตย์ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก

ถึงจะมีชื่อของ สุรินทร์ พิศสุวรรณ ศุภชัย พานิชภักดิ์ หรือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หรือกระทั่งการคัมแบ็กของอดีตหัวหน้าพรรค ชวน หลีกภัย ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาได้สะเด็ดน้ำ ตำแหน่งแม่บ้านพรรค ถูกจับตามากที่สุด อย่างน้อย กปปส.ก็จะต้องมีตำแหน่งสำคัญในพรรค เอาไว้เป็นเครื่องมือต่อรอง

ปัญหาสำคัญที่สุดคือ ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในพรรค ใครท่อใหญ่ที่สุด คนนั้นก็จะได้อำนาจการดูแลบริหารพรรคไป ปัญหาต่างๆที่ย้อนกลับมาเชือดคอพรรคประชาธิปัตย์ เวลานี้ยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาซะอีก.

หมัดเหล็ก

mudlek@thairath.co.th