บริการข่าวไทยรัฐ

มหากาพย์แชร์ตู้โกง EP.2 สุดปวดใจ ขายที่ดินแลกหนี้! เผยคืบหน้าล่าสุดจากปาก DSI

“คดีแชร์ตู้คอนเทนเนอร์”...คดีที่จองจำความทุกข์ร้อนของผู้เสียหายนับพันชีวิต เหยื่อเสียชีวิตลาโลกไปแล้ว 3 คน ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นต้นเรื่องแห่งความทุกข์นานัปการได้รับการประกันตัว ผู้เสียหายมากมายหลายชีวิตหวั่นเกรงที่จะโดนทำร้าย สุดท้ายคดีนี้จะจบลงเช่นไร ลุง ป้า น้า อา จะได้รับเงินคืนหรือไม่ ฟังจากปาก DSI!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอไล่เรียงทุกขเวทนาของเหล่าผู้เสียหายอีกสักครั้ง ก่อนจะวกไปเข้าเรื่องความคืบหน้าของ “มหากาพย์แชร์ตู้คอนเทนเนอร์” ผู้เสียหายหลายต่อหลายท่าน จะต้องพบเจอกับบ่วงกรรมใดๆ บ้าง ต้องติดตาม!

ขายที่ดินแลกหนี้สิน! กู้เงิน ถอนเงินออมทุ่มลงทุน สุดท้ายถูกโกงยับ

นายสมบัติ ลิ้วกระโทก พนักงานบริษัท วัย 48 ปี ถ่ายทอดความระทมทุกข์ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาติดกับดักแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ ว่า ตนมีโอกาสได้ไปฟังตัวแทนของบริษัทชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนกับบริษัทฯ เพื่อนำตู้คอนเทนเนอร์ไปให้บุคคลอื่นเช่าอีกทอดหนึ่ง โดยบริษัทฯ จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับผู้ร่วมลงทุนในระยะเวลา 48–60 เดือน หรือ 4–5 ปี ตามสัญญา โดยมีแผนการตลาดคือ ให้เช่าตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทฯ ขนาดใหญ่ ราคา 130,000 บาท ได้ค่าตอบแทน 13,000 บาท/เดือน ซึ่งพอตนได้ฟังรายละเอียดต่างๆ ก็รู้สึกว่าเข้าท่า และน่าสนใจ

“เพื่อนในแผนกของผมเข้าร่วมธุรกิจนี้กันยกแผนก บางคนทำมาเนิ่นนานตั้งแต่ปี 2551 มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนผมเพิ่งมาตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจตอนปี 2557 เพราะช่วงก่อนหน้านั้นยังไม่มีเงิน แต่เมื่อเข้าปี 2557 ทางบริษัทมีนโยบายให้เบิกเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ ผมและแฟนจึงตัดสินใจเบิกเงินออมทั้งหมดมาลงทุน เป็นจำนวน 4 ตู้ คิดเป็นเงินทั้งหมด 520,000 บาท ได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทมา 52,000 บาท” เหยื่อแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ วัย 48 ปี บอกเล่าด้วยหัวใจที่เจ็บช้ำ

“เราสองคนผัวเมียมานั่งคิดๆ ดู หากเรามีรายได้มากๆ เช่นนี้ทุกเดือนก็คงจะดี แฟนผมเขาก็เลยบอกว่า มีญาติพี่น้องที่บ้านเกิดเขาปล่อยให้กู้ 500,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี จะเอาไหม เราคิดไปคิดมาก็ตอบตกลงกับเขาไปว่า เอา 500,000 บาท จากนั้น ก็นำเงินก้อนนี้ไปลงทุนอีก 4 ตู้ เป็นเงิน 520,000 บาท รวมทั้งหมด 8 ตู้ และเมื่อลงทุนในรอบสุดท้ายนี้ไปเรียบร้อย ผมและแฟนก็ไม่ได้ค่าตอบแทนหรือเงินใดๆ อีกเลย แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับเป็นหนี้สินจำนวนมาก สมบัติ กล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย

“ทางออกสุดท้ายที่ผมและแฟน จะสามารถผ่านปัญหานี้ไปได้ ก็คือ ขายที่ดินที่ตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ เพราะไม่มีทางออกไหนดีไปกว่าทางออกนี้แล้ว ผมต้องกลั้นใจขายที่ดิน ทั้งๆ ที่ใจไม่อยากจะทำแบบนี้เลยสักนิด และเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากขายที่ดิน ผมไม่ได้ใช้สักบาทเลยครับ ต้องเอาไปใช้หนี้เขาหมด สำหรับผมนับว่า ยังมีโชคดีอยู่บ้างที่มีช่องทางผ่านพ้นปัญหานี้ไปได้ แต่สำหรับเพื่อนผมบางคนที่หลงเข้ามาเป็นเหยื่อแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ บางคนมีความคิดจะฆ่าตัวตาย บางคนซึมเศร้าอมทุกข์ เพราะชีวิตมันเหมือนเดินมาถึงทางตัน มันเหนื่อย มันท้อ มันหมดหวัง มันไปต่อไม่ได้ สมบัติ กล่าวอย่างหมดอาลัยตายอยาก

สองพี่น้องติดหล่มหนี้! กลั้นใจขายที่ดินแลกบ้าน ตกงาน หนี้พอกพูน

นายสมชาย ไกรนิล วัย 46 ปี และ น.ส.สุกัญญา รูปคม วัย 35 ปี สองพี่น้องผู้ตกเป็นเหยื่อแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวอย่างเปิดอกว่า ทั้งคู่ร่วมลงทุนตู้คอนเทนเนอร์ไปทั้งหมด 7 ตู้ โดยเงินที่นำมาลงทุนนั้น มาจากการนำบ้านพร้อมที่ดินไปจำนองกับธนาคาร จนได้เงินมาจำนวนกว่า 5 แสนบาท 

ส่วน นายสมชาย ผู้เป็นพี่ชายนั้น กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เป็นจำนวนเงินกว่า 4 แสนบาท เพื่อมาร่วมลงทุนตู้คอนเทนเนอร์

“ตอนแรก เราลงทุนไปก่อน 4 ตู้ พอเราเห็นว่าได้ผลตอบแทนคืนมา 4 เดือนสม่ำเสมอ เราก็เลยลาออกจากงานมาเปิดธุรกิจ และก็เลี้ยงลูกไปด้วย แต่ไปๆ มาๆ สิ่งที่คิดไว้ไม่ได้เป็นไปตามแผน สุดท้าย ธุรกิจของเราก็ไปได้ไม่ดีนัก ไม่มีลูกค้าเลย และเรายังตกงาน พร้อมกับซ้ำเติมไปด้วยค่าใช้จ่ายลูกอีก 3 คน ปัญหาทางการเงินของครอบครัวตอนนี้ค่อนข้างหนักมาก” สุกัญญา ผู้เป็นน้อง ทอดถอนหายใจ

“ส่วนหนี้สินที่กู้จาก ธ.ก.ส.มา ในแต่ละปีก็ต้องจ่ายทั้งต้นและดอก สิ่งที่พอทำได้คือ จ่ายแค่ดอกเบี้ยไปเท่านั้น จะไปหาเงินต้นมาใช้คืนเขาคงเป็นไปไม่ได้ และดอกเบี้ยที่นำไปจ่ายในแต่ละปีก็ได้มาจากการไปกู้ต่อไปเรื่อยๆ จากหนี้ 4 แสน ก็กลายเป็น 5 แสน 6 แสนไปเรื่อยๆ สมชาย ผู้เป็นพี่กล่าวถึงยถากรรมที่เขาและครอบครัวต้องพบเจอ

“ส่วนหนี้ที่มาจากเอาบ้านไปจำนองนั้น จากที่เราเคยมีที่ดิน 1 ไร่ ตอนนี้ครอบครัวของเราก็ต้องตัดใจแบ่งขายที่ดินออกไป 2 งาน หรือครึ่งหนึ่งของ 1 ไร่ ได้เงินมา 5 แสนกว่าบาท เราต้องเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้หนี้ที่เอาบ้านไปจำนองไว้ เงินก้อน 5 แสนกว่าบาทที่ได้มาจากขายที่ดิน เราก็ไม่ได้ใช้สักสตางค์แดงเดียว เอาเงินไปใช้หนี้เขาหมด สุกัญญา หนึ่งในเหยื่อตู้คอนเทนเนอร์ ตัดพ้อ

คืบหน้าล่าสุด คดีแชร์ตู้คอนเทนเนอร์

พ.ท.ประจวบ ปากคลอง เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการพิเศษ กล่าวถึงความคืบหน้าล่าสุดกับผู้สื่อข่าวว่า ดีเอสไอได้รับกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 100/2558 เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2558 พร้อมส่งสำนวน 141 แฟ้ม ให้พนักงานอัยการ และขอให้พนักงานอัยการร้องขอต่อศาลขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น ล่าสุด วานนี้ (29 พ.ค.60) ได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาเพิ่มเติมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และวันที่ 15 มิถุนายนที่จะถึงนี้ จะมีการนัดตรวจพยานหลักฐานโจทก์เป็นครั้งที่ 3

ส่วนโอกาสที่ผู้เสียหายจะได้เงินคืนหรือไม่นั้น พ.ท.ประจวบ ตอบข้อซักถามนี้ว่า “ได้เงินคืน แต่อาจจะนาน ซึ่งขึ้นอยู่กับศาล เพราะดีเอสไอกำหนดพยานให้ศาลสืบประมาณร้อยปาก ศาลจะสืบครบร้อยปากหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถระบุได้ หากศาลสืบครบร้อยปาก อาจจะใช้เวลานาน หากสืบแค่ 1-3 ปาก ก็จะเร็วขึ้น หากศาลตัดสินแล้วผู้ต้องหาสู้คดีถึงศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกา ก็จะต้องใช้เวลานานมากขึ้น โดยคาดคะเนไว้ที่ 15 ปี จึงจะเป็นที่สิ้นสุด"

“ตอนนี้ศาลปล่อยตัวผู้ต้องหาไปแล้ว ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบทรัพย์สินนั้นยากขึ้น เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องที่สามารถให้เบาะแสได้ ถูกผู้ต้องหาข่มขู่ จนไม่สามารถบอกข้อมูลอันเป็นประโยชน์ได้” พ.ท.ประจวบ กล่าว

เส้นทางชีวิต ไม่เคยมีทางตัน
ตราบใดที่ชีวิตยังมีลมหายใจ.