บริการข่าวไทยรัฐ

"เลี้ยงลูกเชิงบวก" เด็กดี สังคมดี

“เด็กวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า” คำกล่าวนี้ยังคงเป็นความจริงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณภาพของสังคมได้นั้น ก็มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และสังคม

ปัจจุบันเรามักเห็นข่าวอาชญากรเด็ก ก่อคดีอุกฉกรรจ์มามากมาย เช่น วัยรุ่น 6 คนรุมแทงชายพิการในพื้นที่ของ สน.โชคชัย, คนร้ายฆ่าปาดคอชิงโทรศัพท์มือไอโฟน 7, คดีฆ่าปล้นชิงทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น การที่เด็กคนหนึ่งจะกลายเป็นอาชญากรได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง สิ่งสำคัญที่สุดก็มาจากการเลี้ยงดู และเมื่อย้อนไปดูภูมิหลังของเด็กเหล่านี้แล้ว ก็จะพบว่าเด็กได้รับการเลี้ยงดูมาท่ามกลางความรุนแรงในครอบครัว เช่น พ่อเมาสุรา ตบตี ทะเลาะกับแม่ หรืออาจได้รับการทำร้ายจากคนในครอบครัว จนทำให้เด็กมองเห็นความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ รวมถึงการเลี้ยงดูที่ขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน

จากการเก็บข้อมูล พบว่าในแต่ละปีมีจำนวนอาชญากรเด็กมากถึง 35,000-50,000 คน และส่วนใหญ่พบว่ามีถึง 66.81% มีประวัติออกจากโรงเรียนกลางคัน เด็กเหล่านี้ถูกสังคมมองว่าตัวเองเป็นคนไร้คุณค่า การเดินทางสู่การเป็นอาชญากรของพวกเขาจึงไม่ใช่เรื่องยาก นี่เป็นภาพสะท้อนของสังคมว่าตอนนี้เรากำลังมี สังคมที่เปราะบาง และไม่เป็นมิตรต่อการเติบโตของเด็ก จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหันมาร่วมมือช่วยกันอย่างจริงจัง

ปัจจัยหลักของการนำไปสู่การเป็น “อาชญากรเด็ก”

“ครอบครัว” เป็นสถาบันหลักที่มีผลต่อการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งปัจจุบันก็พบว่าครอบครัวมีความอ่อนแอ พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูกเท่าที่ควร เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่ไม่มีเวลา จึงยกเรื่องการเลี้ยงดูลูกให้ปู่ย่าตายาย หรือคนอื่นเลี้ยง ซึ่งคนเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้ให้ความรัก ไม่สามารถดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด และมีวิธีการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า การใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงเด็กไม่ได้เป็นการสร้างคน พ่อแม่ที่ชอบใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดไม่ดี ทุบตี การใช้อารมณ์ในการเลี้ยงลูก ทำให้หวาดผวา ใช้อาวุธทำร้าย ทำให้เกิดการเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ หลายครั้งก็ส่งผลลบ ทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาอย่างมีบาดแผล จนวันหนึ่งก็อาจจะลุกมาเป็นผู้กระทำคนอื่นในที่สุด

“สื่อต่างๆ” ที่เด็กได้ซึมซับ มีผลต่อความรุนแรงภายในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นภาพความรุนแรงต่างๆ ในโลกไซเบอร์ จนมองความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี นำไปสู่การสร้างความรุนแรงต่อผู้อื่น

แนวทางแก้ไข

เริ่มจากจุดเล็กๆ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดก่อนเลยก็คือ “ครอบครัว” ควรให้ความรู้พ่อแม่ในการเลี้ยงลูกมากขึ้น เพราะคนสมัยก่อนก็เลี้ยงลูกตามๆ กันมา หรือบางทีก็เชื่อว่าวิธีนี้มันถูก ซึ่งจริงๆ แล้วการเลี้ยงลูกเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีหลักฐานมารองรับ ทั้งยังเป็นศิลปะ มีเทคนิคที่ทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองในการเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้

“การเลี้ยงลูกเชิงบวก” จึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ยุคปัจจุบันควรหันมาให้ความสนใจ เรียนรู้อย่างจริงจัง เพราะเป็นวิธีที่ดี สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกลทางสมองของมนุษย์

สมองของคนเรานั้นแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานตรง “สมองส่วนหน้า” เป็นส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางในการควบคุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ความจำ การวิเคราะห์ การใช้เหตุผล สมองส่วนนี้จะพัฒนาได้ดีด้วยวิธีการที่ดี ด้วยความสุข

แต่หากคุณเลี้ยงลูกด้วยการกระตุ้น “สมองส่วนกลาง” หรือ “สมองส่วนสัญชาตญาณดิบ” คือสมองส่วนอารมณ์ เช่น ตี ขู่ให้กลัว ด่า ว่า ตำหนิ เปรียบเทียบ จะทำให้เด็กใช้สมองส่วนสัญชาตญาณในการคิดเป็นหลัก และเมื่อสมองส่วนสัญชาตญาณถูกกระตุ้น สมองส่วนคิดก็จะไม่ทำงาน เช่นเดียวกับเวลาที่เราโกรธ เราโมโห เราก็ไม่ทันได้ใช้สมองส่วนคิด เพราะสมองส่วนสัญชาตญาณทำงานอย่างเดียว ซึ่งเวลาทำงานจะตอบสนองแค่ 3 รูปแบบ คือ

“สู้” จะทำให้เด็กเติบโตมาเป็นเด็กก้าวร้าว และใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

“หนี” จะทำให้เด็กวิตกกังวลง่าย และพัฒนาไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้

“ยอม” เด็กก็จะเติบโตมาเป็นคนที่ดูเหมือนง่าย ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง พ่ายแพ้ และไร้ค่า

ดังนั้น การเลี้ยงดูที่ทำให้สมองส่วนสัญชาตญาณเติบโต ก็เป็นการเลี้ยงดูที่ส่งผลเชิงลบ ในทางตรงกันข้าม การเลี้ยงลูกเชิงบวก คือ การทำให้สมองส่วนอารมณ์สงบ แล้วเด็กจะฝึกใช้สมองส่วนคิดขึ้นมาเอง โดยต้องฝึกตั้งแต่เล็กๆ เพราะเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้สิ่งต่างๆ พ่อแม่ก็มีหน้าที่สอน ให้คำแนะนำ ให้ทางเลือก สอนให้เด็กพบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองบ้าง แต่จะไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้การขู่ให้กลัว ไม่ใช้การควบคุมบังคับ เพราะเชื่อว่าเด็กทุกคนมีจิตวิญญาณที่จะเติบโตไปในทางที่ดี การเลี้ยงลูกเชิงบวกเป็นการเลี้ยงที่ให้ความนับถือในตัวตนของเด็ก เข้าใจความแตกต่างหลากหลายของเด็กแต่ละคน และใช้วิธีที่เป็นผลบวกกับสมอง นั่นคือ สอนให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตแบบพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้

“สังคม” เริ่มจากตัวเราที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง ไม่เข้าไปใช้คำพูดรุนแรงในโลกไซเบอร์ รวมถึงไม่เข้าไปแชร์ภาพความรุนแรงต่างๆ เพราะจะทำให้เราชินกับความรุนแรง และเมื่อไรที่พบเห็นความรุนแรง ก็ช่วยกันรายงาน ช่วยกันไม่ให้ความรุนแรงแพร่กระจายไปในสังคม เช่น เห็นเด็กถูกทำร้าย คนถูกทำร้าย ก็เข้าไปช่วยเหลือด้วยการแจ้งศูนย์ประชาบดี โทร 1300


การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจึงเป็นเรื่องของสังคม เพราะสุดท้ายเด็กคนนี้ก็จะเติบโตไปเป็นผู้นำ เป็นผู้บริหารประเทศ เป็นคนที่อยู่ในสังคม หรือจะเป็นโจรที่ปล้นฆ่าเรา ทุกคนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการเติบโตของเด็กคนหนึ่งเสมอ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ที่จะทำให้การเลี้ยงดูเด็กเป็นเรื่องที่ทุกคนมีความรู้และความเข้าใจ เพื่อให้เขากลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

แหล่งข้อมูล

อ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของเพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน