บริการข่าวไทยรัฐ

บิ๊กตู่ตอกเจ็บ ไม่ได้ถามนักการเมือง

‘ประวิตร’โผล่ยังดูซูบไปนิดปชป.ถึงเวลามาโซ้ยกันเอง

“ประยุทธ์” ปัดโยน 4 คำถามสืบทอดอำนาจ จวกพวกต้านสิ่งใหม่ดิสเครดิตทุกเรื่อง ต้องถามคนไทยต้องการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ย้อนถ้าอยากอยู่ต่อต้องถามจะเลือกตั้งหรือไม่ “อภิสิทธิ์” สวน 4 ข้อควรถาม “คสช.-มีชัย” ด้าน “วัฒนา” ฉะปากผู้นำทุบความเชื่อมั่น “ปึ้ง” ท้าตั้งพรรคชิงนายกฯ ให้สง่างาม “บิ๊กป้อม” ยิ้มสู้ลุยงานหลังป่วย ขอ 10 วันกลับมาเหมือนเดิม จับตาศึกสายเลือด ปชป.ก๊วน กปปส.ยกพลถก “มาร์ค” อนาคตคืนรัง “วิทยา” ปฏิเสธเกมเลื่อยขา หน.พรรค “อิสสระ” โบ้ย ส.ส. พื้นที่งัดข้อทำพรรคระส่ำ 60 เด็ก ปชป.ตั้งป้อมโชว์พลังหน้ารัฐสภา “พิเชษฐ” ซัดก๊กอดีต ส.ส.เก่าตั้งใจมายึดพรรค “ปู่พิชัย” เตือนอย่าเสี่ยงเปลี่ยนม้ากลางศึก ดัน “ชวน” สานรอยร้าว “วัชระ” สับอ้างปฏิรูปแฝงผลประโยชน์ โต้ “เอกนัฏ” รู้แก่ใจ “ลุงตู่” เผด็จการหรือไม่ “ประมวล” ตะเพิดส่งไปตั้งค่ายใหม่หรือซบพรรคทหาร

จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ตั้งคำถาม 4 ข้อให้ประชาชนร่วมตอบแสดงความเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรมเกี่ยวกับการ เลือกตั้ง จนถูกฝ่ายการเมืองโจมตีอย่างหนักว่าเป็นความพยายามจะยื้ออำนาจ จะไม่มีการจัดการเลือกตั้งนั้น

“บิ๊กตู่” ปัดชง 4 คำถามต่อท่ออำนาจ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ที่โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ แอทเซ็นทรัลเวิลด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งของการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อการค้าข้าวไทยและทิศทางในอนาคตว่า “ด้วยความห่วงใยจากผมในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. วันนี้ทุกคนยังไม่ได้ตอบคำถามที่ผมถามไป แต่ที่ถามไปนั้นไม่ได้ถามว่าผมจะไม่ไปหรืออะไร แต่ถามไปว่า วันหน้าจะ ทำอย่างไรเท่านั้นเอง โดยไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ก็เป็นไปตามที่พ่อแม่พี่น้องต้องการ”

จากนั้นเวลา 10.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า จุดประสงค์ที่ถามคือต้องการให้ประชาชนได้คิดในสิ่งที่ตนได้ถาม เพราะวันนี้มีการพูดในระดับ ท้องถิ่น ชุมชน และหมู่บ้าน เดินสายพูดอยู่ข้างล่าง บิดเบือนทุกอย่าง โจมตีตนทางสื่อ จึงได้ถามกลับไปว่าสิ่งที่พวกเขาพูดมาทั้งหมดนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เช่นบอกว่าหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะให้มีโครงการรับจำนำข้าวอีก กลับมาแล้วจะทำหลายอย่างที่ประชาชน ได้รับผลประโยชน์โดยตรง จึงได้ถามว่าถ้าปัญหาเหล่านี้กลับมาประชาชนจะทำอย่างไร

ไม่ขัดเลือกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

นายกฯกล่าวว่า เป็นการเดินสายเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลทุกเรื่อง เพราะไม่ต้องการให้สิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น แต่ต้องการกลับไปที่เดิม มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายแบบเดิม แล้วถ้าเกิดปัญหาจะทำอย่างไร จึงขอถามคนไทยว่าต้องการความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากต้องการก็ต้องคิดในสิ่งที่ถามไป ไม่ได้ถามเพื่อตัวเอง “เมื่อเขาเล่นงานผม ก็ต้องถามกลับไปบ้าง แล้วทำไมจะต้องฟังแต่เขาข้างเดียว ผมไม่มีโอกาสจะพูดอะไรเลยเหรอ ช่วยผมสิ เรื่องเลือกตั้งผมไม่ได้ขัดแย้ง ยังไงก็ต้องมี โรดแม็ปว่าเมื่อไหร่ก็ต้องเมื่อนั้น แต่วันนี้แค่เลือกตั้งยังไม่ยอมกันเลย ต่างเร่งให้เร็วแค่นี้แค่นั้น มีความไม่สงบเกิดขึ้น แล้วบอกว่าจะต้อง เลือกตั้งให้เร็วขึ้น ประเทศไหนก็ไม่มีแบบนี้ ถ้าไม่ สงบเรียบร้อยก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ และผมไม่เคยพูดสักคำว่าจะไม่เลือกตั้ง แล้วนักการเมืองตีความอย่างนั้นทำไม หลายคนที่ออกมาพูดวันนี้สร้างความเสียหาย วันหน้าถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีกจะเรียกใคร ประยุทธ์ไม่อยู่แล้วจะเรียกใคร แล้วบอกทหารไม่ต้องรัฐประหาร ไม่มีใครอยากจะทำอยู่แล้ว ถ้าพวกคุณไม่สร้างความเสียหายไว้

โวยถูกโจมตีไม่เป็นธรรมแค่ถาม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อตนได้รับคำตอบจากประชาชนแล้ว จะส่งคำตอบให้สื่อมวลชนได้ดูด้วย เพราะสื่อเป็นส่วนหนึ่งในวงจรความขัดแย้ง จึงต้องสร้างความเข้าใจและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน ไม่ใช่ หน้าที่นายกฯเพียงคนเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน เมื่อถามว่า เมื่อได้คำตอบมีแนวทางอย่างไรต่อ นายกฯ ตอบว่า จะเอามาคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร อาจเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปให้เร็วขึ้น สอดคล้องกับสิ่งที่จะเดินหน้า ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น “สิ่งที่ผมโดนโจมตีมาตลอดนั้นเป็นธรรมกับผมหรือไม่ พอจะถามสักหน่อยไม่ได้เลย แตะต้องไม่ได้ เขาเป็นใครถึงแตะไม่ได้ เป็นเจ้าของประเทศนี้หรือ เจ้าของประเทศนี้คือประชาชน ผมถามประชาชนจะเอาอย่างไร ไม่ได้ ถามว่าจะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ผมไม่ถามอะไรโง่ๆ แบบนั้นอยู่แล้ว”

ลงพื้นที่พระโขนงอารักขาสุดเข้ม

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ไปลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและติดตามแผนบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่สถานีสูบน้ำพระโขนง และพื้นที่ซอยลาซาล-แบริ่ง (สุขุมวิท 105)-แบริ่ง (สุขุมวิท 107) รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง โดยมีกำลังสารวัตรทหารชาย-หญิง ตำรวจท้องที่และตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบระดมกำลัง ยืนดูแลตรวจตรารักษาความปลอดภัยทุกตรอกซอกซอยบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะประตูทางเข้าสถานีสูบน้ำฯ กันพื้นที่ปิดประตูรั้วให้คนเดินเท้าเข้า-ออกเท่านั้น พร้อมนำเครื่องสแกนวัตถุระเบิดตรวจค้นสัมภาระของเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนอย่างละเอียด แม้แต่ไฟแช็กยังถูกยึด ไม่ให้นำเข้าไป ทั้งนี้ หลังฟังบรรยายสรุปจาก กทม.ก่อนไปลงพื้นที่ซอยแบริ่ง-ลาซาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินพบปะทักทายชาวชุมชนเกาะกลาง รอบสถานีสูบน้ำ พร้อมเช่าขอตะกรุด 19 ดอกและก้นบุหรี่หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ที่ชาวบ้านตั้งใจจะนำมามอบให้ด้วย

อ้อนทำเต็มที่แล้วอย่าเกลียดทหาร

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่ย่านสถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวหลังการตรวจเยี่ยมตอนหนึ่งว่า ทหารยินดีจะดูแลประชาชน แต่ขอให้ประชาชนนึกถึงทหารบ้าง ทหารคือพี่น้องเรานั้นแหละ เราใช้เขาทุกอย่าง ฉะนั้นถ้าจะเกลียดทหารขอให้เกลียดตนคนเดียวอย่าไปเกลียดเขา ก็ทำเต็มที่ให้แล้วต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ ถ้าเราติติงทุกอัน อะไรที่ไม่ถูกใจวิจารณ์ จนกระทั่งทำอะไรไม่ได้ก็จนใจทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน เพราะจะใช้กฎหมายบังคับทุกอย่างไม่ได้ ฝากสื่อมวลชนด้วย ตรงนี้คือปัญหาของประเทศไทย ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็น วันนี้แทบเป็นประชาธิปไตยทุกอย่างอยู่แล้ว ใครจะว่าอะไรไม่ยุ่งอยู่แล้ว เว้นแต่สร้างความขัดแย้ง

โต้ถ้าอยู่ต่อต้องถามจะ ลต.หรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งกรณีได้ฝาก 4 คำถามให้ประชาชนตอบ แต่นักการเมืองพากันออกตอบโต้และถามนายกฯกลับว่า นักการเมืองจะตอบอย่างไรก็เรื่องของเขา ตนถามประชาชนไม่ได้ถามนักการเมือง ที่เขาถามกลับตนไม่รู้สึก ไม่สนใจแล้วจะไปสนใจทำไม ต้องไปถามนักการเมืองว่าวันหน้าถ้ากลับมาจะทำอย่างไร ที่ผ่านมาโจมตีตนทุกวัน จึงต้องถามกลับแค่นั้นเอง เมื่อถามว่าเมื่อได้คำตอบแล้วจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ก็ทำงานให้ดีที่สุด และกำลังแก้ไขในสิ่งที่ได้ถามแล้ว คำถามนี้ซับซ้อนมากเลยหรืออย่างไร” เมื่อถามอีกว่า นักการเมืองมองว่า 4 คำถาม นายกฯต้องการอยู่ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบเสียงดังว่า “อยู่ได้อย่างไร ถ้าอยากอยู่ต่อผมต้องถามว่า ต้องการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง แต่ผมไม่ได้ถาม เมื่อไม่ได้ถามก็อย่าไปตีความ แต่ผมถามว่าถ้าเกิดปัญหาในวันหน้าจะแก้ไขอย่างไร หรือต้องเรียกทหารออกมาปฏิวัติอีก คุณจะเอาอะไรกับผม”

พักปาก 2-3 สัปดาห์สื่ออย่าคิดถึง

เมื่อถามว่า ได้กำหนดระยะเวลาการรวบรวมคำตอบจากประชาชนหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ ตอบว่า “ไม่รู้ อยากจะตอบอะไรก็ตอบไป ไม่มีการสรุป แต่ขอให้ประชาชนตอบมาก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร วันหน้ารัฐบาลนี้ไม่อยู่ ขอให้สื่อช่วยถามรัฐบาลหน้าด้วย ถ้ารัฐบาลหน้าไม่ตอบให้ชัดเจน ผมก็จะมาไล่กับสื่อ ทีเมื่อก่อนไม่เห็นมีถามเขาแบบนี้เลย ถ้าถามแล้วทำไมถึงมีเรื่องมีความขัดแย้ง มีการใช้ระเบิด และอาวุธสงคราม ก่อนหน้านี้ผมสงบเสงี่ยมเจียมตัวมาหลายสัปดาห์แล้ว และจะเลิกพูดไปอีก 2-3 สัปดาห์ สื่ออย่าคิดถึงก็แล้วกัน”

“บิ๊กป้อม” ยิ้มยังไหวขอ 10 วันฟื้นสภาพ

เมื่อเวลา 08.30 น.ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เดินทางกลับมาทำงานวันแรกหลังเข้ารักษาตัวไปตั้งแต่วันที่ 17-28 พ.ค. โดยยังมีสีหน้าอิดโรยและผอมลงเห็นได้ชัด โดยเฉพาะแก้มตอบซูบซีดลงเล็กน้อย โดย พล.อ.ประวิตรตอบทุกคำถามของสื่อ ไร้ท่าทีหงุดหงิด แต่ตอบได้ช้าลงกว่าเดิม เมื่อถามว่ากรณีนายกฯตั้ง 4 คำถามถึงการเลือกตั้งที่อาจชี้นำเลื่อนโรดแม็ป คสช.กระทบการเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตร ตอบเพียงว่า ต้องรอดูคำตอบจากประชาชนว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงสุขภาพร่างกายและการทำงาน พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “ไม่เป็นไร สบายดี ไหวสิ ถ้าไม่ไหวก็ไม่ทำงานแล้ว ไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไร เป็นแค่นิดหน่อยขอเวลา 10 วันก็กลับคืนแล้ววันที่ 30 พ.ค. จะไปร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า นายกฯและหัวหน้า คสช.แสดงความเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า นายกฯเป็นน้อง เราก็คุยกันทุกวัน จากนั้น พล.อ.ประวิตรค่อยๆเดินฝ่าวงล้อมสื่อมวลชนไปขึ้นรถเบนซ์ประจำตำแหน่งออกจากกระทรวงกลาโหม พร้อมกับลดกระจกลงส่งยิ้มและชูสองนิ้วให้สื่อมวลชนก่อนเดินทางออกไป

“มาร์ค” สวน 4 ข้อควรถาม คสช.-มีชัย”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง คำถาม 4 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า ไม่มีประชาชนประเทศใดที่จะตอบหรือรับประกันได้ว่า รัฐบาลที่เลือกตั้งเข้ามาจะมีธรรมาภิบาลหรือไม่ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งหรือการรัฐประหาร ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล เห็นว่าคำถามต่างๆควรกลับไปถาม คสช.และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.) ที่เป็นคนวางกติกา และเคยโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล แต่วันนี้กลับไม่มีความมั่นใจขึ้นมา อย่างไรก็ตามยังมองในแง่ดี 4 คำถามนี้เป็นประโยชน์ หากเราช่วยกันคิดทุกคนจะได้ตื่นตัว

“วัฒนา” ฉะคำถามผู้นำทุบความเชื่อมั่น

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ”ปากพาจน“ เศรษฐกิจของไทยอยู่ในอาการโคม่าเพราะเศรษฐีไม่กล้าใช้เงิน ส่วนประชาชนทั่วไปไม่มีเงินจะใช้ จึงกระทบถึงอุตสาหกรรมการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวพันกับผู้คนทั้งประเทศ กำลังซื้อภาคประชาชนถดถอย ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย ผลจัดเก็บภาษีประจำปีงบประมาณ 2560 สิ้นสุดเดือน มี.ค.ต่ำกว่าประมาณการ 13,000 ล้านบาท ไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น อันเป็นสัญญาณหายนะทางเศรษฐกิจ แต่แทนที่นายกฯจะสำเหนียกสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับประชาชนและนักลงทุน กลับตั้งคำถามทำนองจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในทิศทางของประเทศ เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เศรษฐกิจไทยที่แย่อยู่แล้ว ต้องแย่หนักขึ้นไปอีก การเป็นผู้นำทางการเมืองจึงต้องคิดก่อนพูด หากไม่มั่นใจควรอยู่เฉยๆ จะไม่เกิดความเสียหาย ตรงคำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ที่ว่า “อยู่เงียบๆ ปล่อยให้คนอื่นคิดว่าเราโง่ ดีกว่าการอ้าปากพูดแล้วทำให้คนสิ้นสงสัย”

ย้อน หน.คสช.จะขอสัญญาอีกกี่ครั้ง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคำถาม 4 ข้อ และกระทรวงมหาดไทยสั่งผู้ว่าฯรับลูก แต่ประชาชนคงไม่มัวมาตอบคำถามรัฐบาล ระวังจะมีแต่คำตอบที่เอาอกเอาใจ ขอตั้งคำถาม 4 ข้อที่เป็นความจริงที่ชาวบ้านอยากรู้ให้นายกฯตอบบ้างว่า 1.รัฐบาลและตัวท่านเคยบอกว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” รวมทั้งพูดทั้งในและต่างประเทศว่าจะมีเลือกตั้งภายในเท่านั้นเท่านี้ ถามว่าจะสัญญาอีกกี่ครั้ง 2.รัฐบาลมีนโยบายดูแลเกษตรกรอย่างไร ราคาพืชผลถูกปล่อยไปตามยถากรรม เดือดร้อนทั่วประเทศ ห้ามตอบว่าเอาเงินให้ไปแล้วไร่ละพันรวมสิบไร่ ห้ามตอบว่าลงทะเบียนคนจนไว้แล้ว 3.มั่นใจอย่างไรว่ารัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้จะไม่สร้างความขัดแย้งในอนาคต และประชาชนจะมั่นใจอย่างไรว่ากลุ่มของพวกท่านจะไม่สืบทอดอำนาจ ดูจาก ส.ว.สรรหาแล้วมันเป็นเช่นนั้น และ 4.ท่านใช้เวลาทุกวันตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จัดทั้งวิทยุและโทรทัศน์ ได้ติดตามประเมินผลว่าคุ้มค่าหรือไม่

“ปึ้ง” ยุตั้งพรรค ลต.นั่งนายกฯสง่างาม

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมานักการเมืองตกเป็นจำเลยสังคม ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี ทุจริต คดโกง วันนี้ยังถูกกล่าวหาว่าอยากลงเลือกตั้ง ทั้งที่รัฐบาล คสช.เป็นผู้กำหนดเองว่าจะต้องมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ต่างชาติก็รอคอยให้ไทยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจหลักการระบอบประชาธิปไตย และต้องการฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจ ขอให้รีบประกาศวันเลือกตั้ง อนุญาตให้ประชุมพรรค การเมืองได้แล้ว หาก พล.อ.ประยุทธ์ยังอยากเป็นนายกฯต่อไป เพราะห่วงใยว่าการเลือกตั้งจะได้คนไม่ดีมาเป็นนายกฯ ก็ประกาศตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งเลย เชื่อว่าคนสนับสนุนคงมีมาก จะได้กลับมาเป็นนายกฯอย่างสง่างามในสายตาประชาคมโลกภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เชื่อว่าวันนี้ความปรองดองได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะนักการเมืองต่างประสานเสียงไปในทิศทางเดียวกัน

“มีชัย” เชียร์ทางออกถ้า รธน.เอาไม่อยู่

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะสมาชิก คสช. กล่าวถึง 4 คำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า เป็นคำถามที่ถูกต้องอย่างมาก การตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลเหมาะสมแล้ว เป็นการถามเผื่อว่าหากแก้ไม่ได้จะทำอย่างไร คำตอบที่ได้ กรธ.หรือ สนช.อาจนำมาใช้ประโยชน์ประกอบการจัดทำกฎหมายลูกได้อีกด้วย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ผลจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชนจะตอบ ไม่เกี่ยวกับว่านายกฯถามเพราะต้องการเลื่อนเลือกตั้ง ตอนนี้อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายลูก กฎหมายเลือกตั้งยังไม่เสร็จ ยังไม่ถึงช่วงจะเลือกตั้ง และไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ กรธ.ร่างไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญตอบโจทย์เท่าที่ได้ แต่การปฏิบัติเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนโกงอีกเลย บางทีสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่ทำมันอาจไม่ตรงกัน

มท.–สำนักนายกฯหาวิธีฟังความเห็น

ที่กระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการกับคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรีว่า กระทรวงมหาดไทยจะต้องมาดูรายละเอียดอีกครั้งว่าคำถาม 4 ข้อ บางข้ออาจจะต้องมีการเพิ่มความชัดเจน ขณะนี้กำลังมีการพูดคุยระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยซึ่งหากได้ข้อยุติที่ชัดเจนจะมีการเปิดเผยว่าวิธีการรับฟังเป็นอย่างไร ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการเพราะเกรงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความสับสน อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของนายกฯที่ต้องการฟังความเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่ว่ารายละเอียด เราขอดูให้เรียบร้อยก่อนเพื่อที่จะทำให้น่าเชื่อถือ ถ้ารีบร้อน แถลงไปหรือทำไปตอนนี้อาจจะมีปัญหา ทั้งนี้ ศูนย์ดำรงธรรมถือเป็นหน่วยงานหลักที่นายกฯบอกมา แต่จะทำอย่างไรนั้นจะขอบอกอีกครั้ง

กปปส.ยกพลถก “มาร์ค” คืนรัง ปชป.

อีกเรื่อง กรณีปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์หลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิ มวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) หรืออดีตกลุ่ม กปปส.ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ โดยมีกระแสข่าวความพยายามจะเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 30 พ.ค. กลุ่มอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ลาออกจากการเป็น ส.ส.ไปเคลื่อนไหวเป็นแกนนำกลุ่ม กปปส.จะตบเท้ากลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นเอกภาพ อาทิ นายถาวร เสนเนียม นายอิสสระ สมชัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายวิทยา แก้วภราดัย นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ขาดเพียงนายสุเทพที่ประกาศตัวไม่ลงเลือกตั้งและไม่เล่นการเมือง และนายสกลธี ภัททิยกุล ที่ติดคดีในศาล ก่อนหน้านี้ แกนนำ กปปส.ที่เป็นอดีต ส.ส.พรรคทยอยกลับเข้าพรรคมาแล้ว แต่ไม่ได้มาพร้อมกัน แต่ช่วงเช้าวันที่ 30 พ.ค. ได้นัดแนะกับเพื่อนอดีต ส.ส.พรรคบางส่วนให้มาเตรียมต้อนรับ และจะใช้โอกาสทุกเช้าวันอังคารที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ร่วมวงสภากาแฟ ให้ลูกพรรคมาพูดคุยเรื่องต่างๆ โดยนายถาวรจะเป็นตัวแทนกลุ่ม กปปส.พูดคุยถึงอนาคต และการทำงานของกลุ่ม กปปส.ในพรรคกับนายอภิสิทธิ์

“เด็กมาร์ค” 60 คนนัดโชว์พลังข่มขวัญ

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินทางมาร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะเนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บริเวณบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 หน้าอาคารรัฐสภา โดยจะมีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประมาณ 60 คน ร่วมเดินทางมาด้วยเพื่อแสดงพลังให้กลุ่ม กปปส.เห็นว่า ยังมี ส.ส.พรรคหนุนนายอภิสิทธิ์ให้นั่งหัวหน้าพรรคต่อไป เมื่อวางพวงมาลาเสร็จสิ้น อดีต ส.ส.ทั้งหมดจะเดินทางเข้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับนายอภิสิทธิ์ เพื่อพบปะพูดคุยกับกลุ่ม กปปส. ที่จะรวมตัวกันเข้าพรรคอย่างเป็นทางการเช่นกัน

บิ๊ก ปชป.วิเคราะห์แค่เกมสร้างภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารพรรคบางคนวิเคราะห์สถานการณ์ขณะนี้ว่า กลุ่ม กปปส.เคลื่อนไหวสร้างข่าวเพื่อให้เห็นภาพว่า ทั้งกลุ่มได้หวนกลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงคนที่ลาออกจากสมาชิกพรรค หรืออดีต ส.ส.บางส่วนที่ลาไปบวชตามโครงการของกลุ่มกปปส. ขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคแล้ว ยังไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคได้ เพราะติดคำสั่ง คสช.ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงเปิดรับสมาชิกด้วย และกรณีที่นายสุเทพออกมาสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้นั่งเป็นนายกฯในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมี 250 ส.ว.เป็นฐาน สวนกับอุดมการณ์พรรค เป็นแนวคิดผิดที่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ แทนที่จะพยายามหาเสียงให้ได้ ส.ส.พรรค เกิน 250 เสียง หรือกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ

“พิเชษฐ” ซัด กปปส.ตั้งใจมายึดพรรค

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มแกนนำ กปปส.ที่เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เดิม จะกลับเข้ามาสู่พรรคในวันที่ 30 พ.ค.ว่า ตนไม่ได้อยู่หรือเข้าไปในพรรค ไม่ได้ติดตามข่าว เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวระบุว่า กปปส.ต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค รวมถึงอาจเปลี่ยนจุดยืนของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป นายพิเชษฐ กล่าวว่า ถ้าคุณตามข่าวจะรู้ว่าไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่เป็นความตั้งใจของเขา คุณคิดดูหาก กปปส.ยกพวกกันกลับมา ในสายตาคนทั่วไปจะมองอย่างไร มันจะเหลือหรือ “ถ้าย้อนดูเรื่องเก่าที่ผมเคยพูดไปแล้วนั้น กี่เรื่องๆ มันกำลังเกิดขึ้นเเล้วตามลำดับ เรื่องที่พูดไว้ว่าจะเกิดอีกในอนาคต ก็กำลังจะเกิดขึ้นจริง ผมจึงไม่อยากจะสนใจ ไม่อยากให้ข่าวแล้ว อยากอยู่เงียบๆ” นายพิเชษฐกล่าว

“พิชัย” ติงสุ่มเสี่ยงเปลี่ยนม้ากลางศึก

นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้วันนี้พรรคมีบุคลากรหลายคน อาทิ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ เป็นผู้มีความรู้พอจะเป็นหัวหน้าพรรค แต่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ควรเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค ควรสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ถือธงนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งต่อไป แม้ว่าผลออกมาจะแพ้หรือชนะก็ตาม ไม่เช่นนั้นจะวุ่นวาย การเปลี่ยนตัวตอนนี้ไม่เป็นผลดีกับพรรคเอง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพลังสำคัญสนับสนุนให้เกิดความปรองดองภายในพรรค หวังว่านายชวนควรมีบทบาท เพื่อให้ประชาธิปัตย์แข็งแรงขึ้น ในฐานะคนนอกที่มองเข้าไปพรรคกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์เริ่มจับประเด็นได้ว่าควรแก้ไขอย่างไร ที่ผ่านมาเคยเตือนว่าเขาใช้คนไม่เป็น แต่ตอนนี้บุคคลดีๆเริ่มเข้ามาแล้ว

โต้รู้แก่ใจ “ลุงตู่” เผด็จการหรือไม่

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. จบจากต่างประเทศรู้แก่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นเผด็จการ สืบทอดอำนาจหรือไม่ การรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 เกิดขึ้นเพราะ กปปส.กวักมือเรียกทหารเช้าเที่ยงเย็นค่ำ ทั้งที่ระบอบประชาธิปไตยควรต้องเดินไปข้างหน้า แต่ประเทศเรากลับถอยหลังกว่าชาติอื่นในอาเซียน 3 ปีของรัฐบาลนี้ปฏิรูปสำเร็จกี่เรื่อง แม่น้ำ 5 สายต่างกับนักการเมืองตรงไหน ระบบอุปถัมภ์การทุจริตคอร์รัปชันตรวจสอบได้หรือไม่ นายเอกนัฏควรบอกความจริงประชาชนให้ครบทุกประเด็น ที่อังกฤษมีการรัฐประหารแล้วเชิดชูหัวหน้าคณะรัฐประหารว่าเป็นคนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้หรือไม่ มีการอ้างคำว่าปฏิรูปนำหน้าแล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ประเทศที่เจริญแล้วเขาพัฒนาทางการเมืองกันแบบนี้หรือ ความเห็นต่างอย่าดูถูกว่าเป็นเสียงนกเสียงกา ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ตนไม่ปฏิเสธว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนดี และดีกว่านายกฯหลายคน แต่ท่านต้องไตร่ตรองเองว่าควรเป็นนายกฯต่อตามที่มีบางพวกสนับสนุนหรือไม่

เหน็บเห็บพันธุ์ใหม่เกาะผู้มีอำนาจ

“ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียและไม่เคยขอผลประโยชน์ใดๆกับ คสช. จึงกล้าบอกท่านตรงไปตรงมา ไม่มีประโยชน์แอบแฝงใดๆทั้งสิ้น ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ระวังในแม่น้ำ 5 สายบางคนที่กำลังจะกลายเป็นเห็บอำนาจ หวังเกาะท่านต่อไปจนกว่าจะหมดอำนาจ เป็นเห็บพันธุ์ใหม่ที่มีพิษร้ายแรงกว่าเห็บทั่วไป” นายวัชระกล่าว

ตะเพิดตั้งพรรคใหม่-ซบพรรคทหาร

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่มีแกนนำ กปปส.บางคนต่อว่าสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์และกระทบชิ่งถึงนายอภิสิทธิ์ที่ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วกระสันอยากลงเลือกตั้งโดยเร็ว ไม่ใช่ว่านักการเมืองกระสันอยากเลือกตั้งเร็ว แต่ คสช.ยึดอำนาจกว่า 3 ปี ระบบเศรษฐกิจมีแต่แย่ลง ความเหลื่อมล้ำยิ่งห่างขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ที่กปปส.บางคนหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯต่อในช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี เป็นเรื่องของพวกท่าน แต่การเห็นแย้งกับอุดมการณ์พรรค แล้วจะขอกลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคอีกนั้นไม่สมควร รังแต่จะสร้างความแตกแยกภายในพรรคเพิ่มขึ้นอีก ไหนๆประกาศจุดยืนสนับสนุนทหารแล้ว สมควรจะตั้งพรรคใหม่ หรือไปอยู่ร่วมกับพรรคทหารที่จะตั้งขึ้นใหม่จะดีกว่า

“วิทยา” ปัดจ้องเลื่อยเก้าอี้ “หน.มาร์ค”

นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส.กล่าวว่า พวกตนไม่เคยมีใครลาออกจากสมาชิกพรรค เรายังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ไม่เคยมีใครไปอยู่พรรคอื่น จะให้ไปอยู่ที่ไหน เราอยู่พรรคนี้มาตั้งแต่แรก อยู่มานานมากกว่าคนที่กีดกันเสียอีก วันที่ 30 พ.ค. กปปส.ทั้ง 8 คน จะเข้าไปพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกระแสข่าวว่า กปปส.ต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค อาจเปลี่ยนจุดยืนของพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ขออย่าไปกังวลแล้วแต่มติพรรค เมื่อถามว่า กปปส. ยังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ สมัยหน้าหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังเหมือนเดิม

แฉ ส.ส.เจ้าปัญหาทำพรรคระส่ำ

นายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนํา กปปส. กล่าวว่า ขอชี้แจงว่าจะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคง่ายๆ ได้อย่างไร ต้องผ่านการเลือกตั้งตามข้อบังคับพรรคในที่ประชุมสามัญประจำปีของพรรค ข่าวลือพูดกันไปเองจนสร้างความแตกแยก ทำให้ กปปส.เป็นผู้ร้าย ปัญหาคือเอาความขัดแย้งภายในจังหวัดมาเป็นปัญหาในพรรค ดูจับคู่ตัวละครทั้ง จ.ชุมพร จ.นครศรีธรรมราช พวกตน กปปส.เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อปี 56-57 ไม่ใช่เราออกไปตั้งพรรคใหม่ เมื่อจบภารกิจ กปปส.แล้วก็กลับมา ไม่เคยลาออกจากพรรคสักคน แปลกใจว่าจู่ๆทำไมมีข่าวลือ มีแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประกาศตัวลงสมัครหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าเพียงคนเดียว ไม่เห็น กปปส.จะพูดว่าเอาคนนั้นคนนี้มาแทน ไม่มีใครลงแข่งจะเปลี่ยนตัวได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเราหนีจากพรรคแล้วกลับมาใหม่ ยืนยันยังเป็นประชาธิปัตย์อยู่ ไม่มีอะไรเลย พากันทำเป็นเรื่องใหญ่

หนุนนักการเมืองสู้ทหารกู้ศรัทธา

ส่วนกรณีที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ 4 พรรคใหญ่สงบศึกหันมาจับมือกัน ต่อสู้กับพรรคทหารในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น วันเดียวกัน นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยเป็นแนวทางที่ถึงเวลาเสียที ตนไม่ได้เจาะจงชื่อพรรคการเมืองไหน แต่หมายถึงนักการเมืองที่ผ่านมาถูกเล่นงานจนยับเยินแล้ว จึงควรจับมือกันกอบกู้

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพื่อป้องกันทหารสืบทอดอำนาจ แต่ต้องดูอุดมการณ์ของแต่ละพรรคด้วยว่าจะสามารถร่วมทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อชาติบ้านเมืองและสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่

“วิรัตน์” ชี้ 4 พรรคผูกเสี่ยวเกิดยาก

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอบคุณแนวคิดของผู้อาวุโสแต่การขับเคลื่อนการเมืองต้องเป็นตามอุดมการณ์พรรค ตั้งแต่ 2544 มาเห็นได้ชัดว่าบางพรรคการเมืองไม่ยึดผลประโยชน์ชาติ คิดแต่ผลประโยชน์ตนเองและพวกพ้องเป็นที่ตั้ง จึงยากยิ่งที่จะร่วมจับมือกันขับเคลื่อนการเมืองไปข้างหน้า โดยเฉพาะมีกรณีหมิ่นเหม่ว่าไปมีส่วนรู้เห็นกับ “ขบวนการ 112” ทำลายความน่าเชื่อถือศรัทธาของสถาบันหลัก ทุจริตเชิงนโยบาย การจัดกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมาเข่นฆ่าประชาชน 4 พรรคใหญ่แตะมือกันจึงเป็นได้ยากมาก

2 ขั้วจูบปากถ้าไร้ “ทักษิณ” ครอบงำ

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณแนวคิดนายพิชัย แต่ไม่ว่าฝ่ายใดไม่มีสิทธิไปกำหนดหรือตั้งธงไว้ก่อนว่าจะให้ใครเป็นรัฐบาล ก่อนประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ขอเตือนสติไม่ว่าพรรคการเมือง คสช.หรือใครอย่าไปคิดใหญ่กว่าประชาชน รอประชาชนตัดสินดีที่สุด เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะร่วมมือกัน นายสาธิตตอบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยพูดชัดแล้วว่าพรรคเพื่อไทยถ้าปราศจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ครอบงำอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ตราบใดที่นายทักษิณยังครอบงำ สั่งการควบคุมได้อยู่แบบนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้

พท.ปลุกต้านนายกฯคนนอก

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางให้พรรคการเมืองจับมือกันเพื่อต่อสู้กับพรรคทหารว่า เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ถ้าพรรคการเมืองไม่อยากได้นายกฯ คนนอก หรือเลือกนายกฯรอบสองที่ให้ ส.ว.สรรหาเข้ามามีส่วนร่วม พรรคการเมืองต้องพูดคุยกัน อย่างน้อยตกลงกันในหลักการว่าถ้าเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองใดได้รับความไว้วางใจจากประชาชนได้เสียงมากที่สุดคนของพรรคนั้นควรได้เป็นผู้นำรัฐบาล ก่อนหน้านี้ตนเคยเสนอแนวทางเช่นนี้มาแล้ว แต่มีบางพรรคการเมืองออกมาปฏิเสธ ทั้งที่เป็นหลักการที่ถูกต้อง ถ้าพรรค การเมืองไม่ยอมพูดคุยกันยังยึดทิฐิแล้วเลือกนายกฯ รอบแรกไม่ได้ พอเลือกนายกฯรอบสองแล้วได้คนนอกเข้ามาแล้วจะให้โทษใครได้

สปท.โอ่ปฏิรูปการเมืองตอบโจทย์

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ” โดยนายสมพงษ์ สระกวี ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติกล่าวว่า ควรผลักดันแนวทางปฏิรูปการเมืองที่ กมธ.เคยเสนอ อาทิ การทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ให้นักการเมืองแสดงหลักฐานทางภาษีย้อนหลัง 3-5 ปีก่อนลงสมัครเลือกตั้ง การให้สมาชิกพรรคการเมืองเสียค่าสมาชิกพรรครายปี ให้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ และรายงานฉบับนี้ยังเสนอให้ทบทวนแก้ไขรัฐธรรมนูญทุก 10 ปี โดยตั้ง กมธ.จากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามารับฟังความเห็นจากฝ่ายการเมืองและประชาชน เพื่อเป็นเข็มทิศให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขได้ ไม่ใช่เป็นทางตันแก้ไม่ได้ แต่ขอให้ใจเย็นๆ ถึงเวลาที่ควรแก้ค่อยแก้

ให้ทำสัญญาประชาคมทั้งรัฐ-ปชช.

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า เนื้อหารายงานฉบับนี้ได้เสนอให้ทำสัญญาประชาคม 2 ส่วนได้แก่ 1.การทำสัญญาประชาคมในภาคประชาชนร่วมกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน สนับสนุนให้ร่วมมือกับรัฐบาลทำให้การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม สนับสนุนพรรคการเมืองเป็นของประชาชน 2.การทำสัญญาประชาคมในภาครัฐ เพื่อให้ภาครัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด มีประสิทธิภาพ ช่วยกันทำทุกวิถีทางให้เศรษฐกิจดีขึ้น และบริหารจัดการให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ นำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน

จากนั้นที่ประชุมเปิดโอกาสให้สมาชิก สปท.อภิปรายแสดงความเห็นเนื้อหารายงานดังกล่าว ส่วนใหญ่อภิปรายแสดงความเห็นด้วย หลังจากอภิปรายกันครบถ้วนแล้ว ที่ประชุม สปท.ลงมติเห็นชอบรายงานฉบับนี้ด้วยคะแนน 158 ต่อ 2 งดออกเสียง 8 และจะนำเสนอรายงานให้ ครม.นำไปพิจารณาต่อไป

“บิ๊กตู่” โวโละสต๊อกข้าว 13 ล้านตัน

ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม “Thailand Rice Convention 2017”มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ผู้ประกอบการภาคเอกชนและตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วม 1,000 คน นายกฯกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การค้าข้าวไทยและทิศทางในอนาคต” ตอนหนึ่งว่า 2-3 ปีที่ผ่านมามีปัญหามากเรื่องข้าว โลกแข่งขันสูง การระบายข้าวจาก 18,000,000 ตัน รัฐแบกภาระเดือนกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะนี้ระบายได้ 13,000,000 ตัน มูลค่า 100,000 กว่าล้านบาท ไม่ต้องกังวลรัฐบาลตั้งใจระบายข้าวให้ได้ทั้งหมด ส่วนการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในปี 57 กับผู้นำข้าวทั้งจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิรักและอิหร่าน รัฐบาลได้ส่งมอบข้าวคู่สัญญาแล้ว 3.43 ล้านตัน มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ทุกอย่างโปร่งใส

ต้องลากคอคนรับผิดชอบทุจริต

นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร ต้องใช้เวลาและงบประมาณและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ฝากกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ร่วมขับเคลื่อนตลาด ส่วนความคืบหน้ากรณีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับสาธารณรัฐประชาชน จีนนั้น ทุกอย่างต้องอาศัยผลประโยชน์ที่เท่าเทียมเราอยากขายทั้งข้าวและยางพารา วันนี้อย่าเห็นแก่ตัว ต้องรู้จักทั้งการให้และรับ ถ้ารับอย่างเดียวจะไม่ได้อะไรซักอย่าง คนไทยต้องปรับตรงนี้ เมื่อถามว่า คดีโครงการรับจำนำข้าวจะเสร็จก่อนจัดเลือกตั้งหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า กระบวนการดำเนินการอยู่ แต่ไม่ง่าย เพราะมีการร้องขอพยานหลายฝ่าย เมื่อใช้วิธีการนี้ไม่สามารถเร่งคดีความได้ เดี๋ยวจะว่ารัฐบาลไปบังคับไล่ล่าฆ่าฟัน ส่วนการระบายข้าวยังได้ไม่มากนัก เมื่อข้าวมันห่วยต้องหาคนรับผิดชอบ เพราะมีการทุจริตทั้งเงินและนโยบาย

ร้องสอบครหาสินบนโซลาร์ฟาร์ม

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. กลุ่มธรรมาภิบาล นำโดยนายวิวัฒน์ สมบัติหลาย ประธานกลุ่มฯ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้ตรวจสอบการเรียกรับสินบนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินของหน่วยงานราชการและภาคสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2560 โซลาร์ฟาร์ม ในส่วนขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) โดยนายวิวัฒน์กล่าวว่า อผศ.ได้รับการจัดสรรโควตาผลิตไฟฟ้าจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) 100 เมกะวัตต์ เป็นที่น่าสังเกตว่า อผศ.ได้ให้เอกชนที่สนใจร่วมลงทุนลงทะเบียนเข้าร่วมลงทุนกับ อผศ. ตั้งแต่ปลายปี 59 ก่อน อผศ.จะได้รับโควตาดังกล่าว ประกอบกับมีกลุ่มคนอ้างตัวเป็นนายทหาร กลุ่มนายพล จ.อ้างชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมและ คสช. มาเรียกรับผลประโยชน์ อ้างว่าจะจัดการให้เอกชนได้รับสิทธิ์ร่วมผลิตไฟฟ้าได้

คปพ.จี้เปิดชื่อผู้ถือหุ้นโควตา ปตท.

ขณะเดียวกัน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พร้อมสมาชิกกว่า 60 คน ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ได้ สิทธิซื้อหุ้นในโควตาผู้มีอุปการคุณของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จากการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2544 โดยนายปานเทพ กล่าวว่า คปพ.เคยส่งหนังสือถึงบริษัท ปตท.ขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ซื้อหุ้นโควตาดังกล่าวแต่ถูกปฏิเสธ ให้เหตุผลว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ถือว่าปกปิดข้อมูลประชาชนและขัดหลักธรรมาภิบาลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ขอให้ประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ตรวจสอบและมีมติให้เปิดเผยรายชื่อ ราคาหุ้น และจำนวนหุ้นที่ได้สิทธิโควตาหุ้นดังกล่าวต่อไป