วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ราชาเอฟเอคัพ

โดย หมวดแซม

ณ ห้วงเวลานี้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ได้สถาปนาตัวเองเป็น “ราชาแห่งศึกบอลถ้วยเอฟเอคัพ” ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พวกเขาพลิกโค่นเอาชนะ “สิงห์บลู” เชลซี คู่ชิงร่วมเมืองหลวง ได้แบบหวุดหวิด 2–1 สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมที่คว้าแชมป์ถ้วยนี้มากที่สุด 13 สมัยแต่เพียงผู้เดียว

ก่อนลงฟาดแข้งนัดชิงชนะเลิศ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ทีมของ อาร์แซน เวงเกอร์ ถูกมองว่าเป็นรอง “สิงห์บลู” อยู่บานเบอะ และสุดท้ายน่าจะโดนเชลซีถล่มพ่ายหมดสภาพ ก่อนจะจบฤดูกาลนี้แบบมือเปล่า ไร้ถ้วยแชมป์ติดมือ

เนื่องจากทีมของอันโตนิโอ คอนเต เพิ่งทำผลงานสุดยอด ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ไปครองได้แบบไร้เทียมทาน พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมที่เก็บชัยชนะต่อหนึ่งฤดูกาลมากที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีกที่จำนวน 30 นัด

เกมชิงดำในศึกเอฟเอคัพนัดนี้ “ปืนใหญ่” มีปัญหาใหญ่หลวงในแนวรับ เมื่อขาดปราการหลังตัวกลางไปถึง 3 รายคือ โลรองต์ กอสเซียลนี ที่ติดโทษแบน, กาเบรียล เปาลิสตา ที่บาดเจ็บ และซโคดราน มุสตาฟี ที่ป่วย ทำให้เหลือเซ็นเตอร์แบ็กอาชีพให้ใช้งานเพียงแค่ 2 คน คือ เพอร์ เมอร์เตซัคเกอร์ กับ ร็อบ โฮลดิง เท่านั้น

แต่เวงเกอร์แก้ปัญหานี้ได้อย่างถูกจุด ด้วยการนำเอา นาโช มอนเรอัล ไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคนที่ 3 ในระบบกองหลังสามตัว แล้วส่ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลดแชมเบอร์เลน ไปเล่นวิงแบ็กฝั่งซ้าย ส่วนวิงแบ็กฝั่งขวาเป็น เอคตอร์ เบเยริน

ขณะที่เชลซีจัดทัพใหญ่ซึ่งเป็นชุดเก่งชุดเดิมลงบู๊ โดยมี เอเด็น อาซาร์, เปโดร โรดริเกซ และดีเอโก คอสตา เป็นสามประสานแนวรุก

ต้องยอมรับว่า เจอกันคราวนี้ เวงเกอร์ ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี โดยใช้แผนหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง จัดทีมเล่นระบบ 3-4-3 ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับที่ทำให้เชลซีผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

เริ่มเกมได้แค่ 4 นาที ปืนใหญ่ส่งบอลตุงตาข่ายเชลซีได้ จากลูกยิงปัญหาของ อเล็กซิส ซานเชซ ที่หลุดเข้าไปยิงผ่านมือกูร์กตัวส์ตุงตาข่าย ท่ามกลางการถกเถียงว่าลูกนี้สมควรเป็นประตูหรือไม่

เพราะถูกมองว่าเป็นทั้งลูกแฮนด์บอล และเป็นจังหวะล้ำหน้า แต่หลังจากผู้ตัดสินแอนโธนี เทย์เลอร์ เข้าไปคุยกับไลน์แมนแล้ว ก็ชี้มือไปที่กลางสนามส่งสัญญาณเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ของทีมปืนใหญ่

ตามทรรศนะของอดีตผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกรายหนึ่ง มองว่าลูกยิงลูกนี้ของอเล็กซิสสมควรเป็นประตูแล้ว เพราะแม้แรมซีย์จะอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า แต่ก็หยุดเล่น ปล่อยให้อเล็กซิสยิงเข้าไป ส่วนจังหวะแฮนด์บอลของอเล็กซิสนั้น อดีตเปารายนี้บอกไม่ชัดเจน จึงยกประโยชน์ให้แก่จำเลย

จุดเปลี่ยนในเกมนี้ น่าจะอยู่ที่การโดนไล่ออกของ วิคเตอร์ โมเสส วิงแบ็กเชลซี ที่ทิ้งตัวล้มในจังหวะลากบอลเข้าไปในเขตโทษ แต่ทำไม่เนียน เลยโดนผู้ตัดสินแจกใบเหลืองที่ 2 ข้อหาพุ่งล้มหวัง กลายเป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

แม้ 10 คนของเชลซีจะตีเสมอได้เป็น 1-1 จากลูกยิงของดีเอโก คอสตา ในนาที 76 แต่อีกสามนาทีให้หลัง ปืนใหญ่ก็ขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 จากจังหวะที่ อารอน แรมซีย์ โหม่งเหน่งๆแบบไร้คนประกบเข้าประตูไป ก่อนที่พวกเขาจะชนะไปด้วยสกอร์นี้

แมนออฟเดอะแมตช์ในเกมนี้ ผมขอยกให้ เพอร์ เมอร์เตซัคเกอร์ กองหลังชาวเยอรมันวัย 32 ปี ที่ช่วยสกัดกั้นเกมรุกอันตรายของเชลซีได้หลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่เขาเพิ่งกลับมาจากการพักร้อน

เป็นอันว่า “ปืนใหญ่” จบฤดูกาลนี้ด้วยการมี ถ้วยแชมป์ติดมือ ถือเป็นรางวัลปลอบใจสำหรับพวกเขา หลังชวดไปเล่นแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ อาร์แซน เวงเกอร์ เข้ามาคุมทีม.

หมวดแซม