วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เบื้องลึกบึม รพ.พระมงกุฎฯ โยงคนมีสี เป้าเขย่าบัลลังก์ คสช.

“รู้ตัวมือระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้วทั้งชื่อและนามสกุล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะออกหมายจับภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ ส่วนจะเป็นคนเดียวกันกับที่วางระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติและกองสลากเก่าหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ”

นี่คือคำยืนยันจาก ผู้มีอำนาจสูงสุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่คล้ายเป็นการ “ส่งสัญญาณ” บอกประชาชนว่าตอนนี้ได้ใกล้ตะครุบตัวมือวางระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 ซึ่งถึงวันนี้ก็เกือบ 7 วันพอดิบพอดี

เสียงระเบิดที่เกิดขึ้น นอกจากจะเป็นการทำร้ายผู้ป่วย ที่สากลทั่วโลกไม่ยอมรับแล้ว ยังเป็นการเขย่าพลังอำนาจของ คสช. ด้วย ถึงแม้ที่ผ่านมา 3 ปี จะมีเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ต้องยอมรับว่าครั้งนี้รุนแรงที่สุด เพราะเป็นรัฐบาลทหารแต่กลับปล่อยให้มือระเบิดมาวางถึงโรงพยาบาลแบบเย้ยฟ้าท้าดินได้

หลังจากระเบิด มีการวิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาว่า ผู้ลงมือมุ่งเป้าหมาย ดิสเครดิตรัฐบาล และคาดการณ์กันว่าน่าจะมาจากฝีมือกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ แต่จะเป็นกลุ่มไหนละ..! ก็ยากจะตอบได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะเกิดระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎฯ ก็มีเหตุเกิดขึ้นก่อนหน้า 2 ครั้ง คือ ที่กองสลาก และหน้าโรงละครแห่งชาติ โดยเฉพาะครั้งหลังสุดก่อนเกิดเหตุที่ รพ.พระมงกุฎฯ ก็คือ เหตุที่โรงละครแห่งชาตินั้น มีการออกมาเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ ว่า ไม่ใช่ระเบิด แต่ไปๆ มาๆ กลับบอกว่าเป็นระเบิดในภายหลัง

ช่วง 7 วันที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุที่โรงพยาบาล ดูเหมือนหลายหน่วยงานจะไล่ล่าผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง มีการเรียกสอบปากคำพยานแวดล้อม หรือผู้ที่คาดว่าจะเกี่ยวโยงกว่า 50 ปาก

“วันนี้มีการเชิญตัวมาแล้ว 40-50 คน ที่อาจพัวพันกับเหตุการระเบิด แต่เรายังไม่รู้ว่ามีใครบ้าง เพราะยังแยกแยะไม่ออก ซึ่งขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานก่อน ทั้งการสอบสวน และแยกแยะคนออกมาเป็นแต่ละจำพวก เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน ส่วนแนวโน้มและแรงจูงใจหวังผลทางการเมืองหรือไม่นั้น สื่อคิดว่าอย่างไร? สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันที่ 22 พ.ค. และเหตุเกิดที่ห้องวงษ์สุวรรณ จะเป็นการส่งสัญญาณอะไรมาถึงผมหรือไม่นั้น ไม่รู้สึกกังวลใดๆ เพราะเชื่อว่าไม่มีอะไร ห้องเกิดเหตุเป็นห้องจ่ายยาแบบทั่วไป” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงยังเชิญตัว 3 ผู้ต้องสงสัย ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดมาซักถามข้อมูล เป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน ทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของ รพ.พระมงกุฎเกล้า อยู่ระหว่างสรุปผลการสอบสวนของตำรวจ

ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ได้ให้ข้อมูลถึงความคืบหน้าในการไล่ล่าตัวคนร้ายว่า จากการลงพื้นที่ทำงาน ไขปมระเบิดต่อเนื่อง 3 จุด หน้ากองสลากฯ เก่า บริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ผลจากการแกะวงจรปิด รวมถึงพยานหลักฐาน ความเชื่อมโยงมูลเหตุจูงใจ รวมไปถึงพยานบุคคล ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มผู้ลงมือ น่าจะเป็น “กลุ่มคนมีสี” ที่เสียผลประโยชน์ จงใจดิสเครดิตรัฐบาลประยุทธ์ ให้ขาดความเชื่อถือจากประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นจุดแกร่งที่สุด นั่นก็คือ การดูแลงานด้านความมั่นคง

แน่นอนว่าการลงมือก่อเหตุวางระเบิดหน้าห้องจ่ายยา “วงษ์สุวรรณ” ภายใน รพ.พระมงกุฎฯ ก็เพื่อจงใจ “กระทำเชิงสัญลักษณ์” หวังตบหน้า ผู้มีอำนาจเพื่อโชว์คนทั้งโลก โดยมีเป้าหมายเดียวคือ ล้มล้างรัฐบาลประยุทธ์ และสั่งสอนผู้เกาะกุมอำนาจด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนาน ส่วนจะมีขั้วการเมืองเก่า เข้ามาเกี่ยวข้องกับ กลุ่มคนที่ลงมือในครั้งนี้หรือไม่นั้น คงต้องคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะที่ พยานหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมได้ในเวลานี้ จะสามารถสาวไปถึงผู้บงการตัวจริงหรือไม่นั้น จากข้อมูลอีกด้านหนึ่ง พบว่า การเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องต่างๆ เข้ามาสอบปากคำเมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีมากกว่า 30 ปาก ทั้งหมดยังเป็นเพียง ปลาซิวปลาสร้อย สอบแล้วก็ปล่อยกลับไป ยังพาดพิงไม่ถึงผู้บงการโดยตรง

และแม้ว่าในเร็ววันนี้ ทางผบ.ตร. อาจจะออกมาให้ข้อมูล บอกคนทั้งประเทศว่า สามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้แล้ว ประชาชนตาดำๆ อย่างเราจะเชื่อได้อย่างไรว่า “บุคคลที่ถูกจับตัวมาประแป้งแต่งหน้าแถลงข่าว คือผู้ต้องหาก่อเหตุจริง” เพราะข้อมูลอีกด้านหนึ่งยังระบุด้วยว่า การเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องเข้าสอบปากคำเมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งมีมากกว่า 30 ปาก ทั้งหมดยังเป็นปลาซิวปลาสร้อย สอบแล้วปล่อยกลับ ยังพาดพิงไปไม่ถึงผู้บงการโดยตรง

ล่าสุดวันนี้ช่วงบ่ายแก่ๆหลังการประชุมแนวทางคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังทราบอีกว่า ความคืบหน้าของคดีมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ สร้างความปวดเศียร์เวียนเกล้า ให้ บิ๊กปู พล.ต.อ.ศรีวราห์  รังสิพราหมณกุล ผู้รับผิดชอบดูแลคดีดังกล่าวไปเต็มๆ เพราะ แม้แต่ขั้นตอนสเก็ตซ์ภาพผู้ลงมือก่อเหตุ ยังตะกุกตะกัก เพราะดันเอาคนสติไม่เต็มที่เห็นเหตุการณ์ มาเป็นพยานบอกรูปลักษณ์คนร้าย

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยคือ หากทางตำรวจ รู้ตัวผู้ก่อเหตุจริงดั่งว่า เหตุใดยังไม่มีการออกหมายจับตามชื่อแซ่ให้ชัดเจน...

จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศยังคงต้องจับตามองกันต่อไปว่า ที่สุดแล้ว ผู้กุมอำนาจด้านความมั่นคงในเวลานี้ จะยังปล่อยให้ กลุ่มคนบางกลุ่ม สามารถก่อเหตุ เขย่าความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน ที่ต้องการความสงบสุขอย่างแท้จริง ลอยนวลได้ต่อไปหรือไม่?