วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนไทยแห่ชื่นชม! หมอหนุ่มหล่อ เล่านาทีระทึก ช่วยหญิงอาหรับรอดตายบนเครื่องบิน

เกิดกระแสในโลกออนไลน์ทั้งกดไลค์เกือบ 7 หมื่นครั้ง กดแชร์เกือบ 8 พันครั้ง และคอมเมนต์ชื่นชมอีกเกือบ 2 พันข้อความ เมื่อ นายสิทธิสุข ไอยะรา หรือ หมอจั๊ม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Sitthisuk Aiyara ในวันที่ 25 พ.ค. 60 เล่าถึงเรื่องราวสุดประทับใจและดีใจที่ได้ช่วยชีวิตคนให้รอดจากความตาย ขณะนั่งเครื่องบินสายการบินไทย ออกเดินทางจากไทยเวลา 13.45 น. เพื่อไปเที่ยวฮ่องกงว่า...

“ประสบการณ์นั่ง Business Class ครั้งแรก จากนักท่องเที่ยวกลายเป็นหมอบนเครื่องบิน

คือ วันนี้ระหว่างหลับอยู่ในเครื่อง ได้ยินเสียงคำว่า doctor doctor เลยสะดุ้งตื่น
 (เราใส่หูฟังที่เครื่องบินให้มาอยู่ เนื่องจากดูหนังค้างไว้) ตอนแรกคิดว่าฝัน 
แต่เสียงมันดังขึ้นมาอีกครั้ง จับใจความได้ว่า ตอนนี้มีผู้ป่วยหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก ถ้าผู้โดยสารท่านใดเป็นหมอให้แสดงตัว

ความรู้สึกที่แล่นเข้ามาคือ เอาไงดีๆๆ มีหมอท่านอื่นไหม มีหมอที่จะมีประสบการณ์มากกว่าเราไหม ยังไงดีๆ เพิ่งจบหมอสามปีเอง ยังไงดีๆ ขณะเดียวกันก็รีบดันตัวขึ้นนั่งตรงเพื่อดูสถานการณ์ (คือ เตี้ยอะ ตอนแรกหัวไม่พ้นเบาะข้างหน้า เลยถูกบัง)

ปรากฏว่าคนไข้อยู่ห่างจากเราไปข้างหน้าประมาณ 4-5 แถว แล้ว คือ คนก็รุมๆ กัน คนไข้เป็นหญิงชาวอาหรับซึ่งอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงจริงๆ

ตอนนั้นคือ เอาว่ะ ทำให้ดีที่สุด ก็เหมือนตรวจคนไข้แบบที่เคยทำมาตลอดแหละ
เราก็เลยวิ่งไปดูคนไข้ ถามว่าเป็นยังไงบ้าง คนไข้ก็พูดภาษาที่เราไม่คุ้นหูกลับมา
 แต่ลูกสาวคนไข้สื่อสารได้ดีมาก ใช้ภาษาอังกฤษได้ เลยคอยเป็นคนกลางให้

คนไข้บอกเวียนหัวเหมือนหน้าจะมืด รู้สึกหายใจไม่สะดวก มือเราก็จับชีพจรคนไข้ไปด้วย ซึ่งรู้สึกว่าเบามาก (ไม่ full) จึงหันไปบอกกับสจ๊วตและแอร์ให้จับคนไข้นอนลง เอาออกซิเจนมาให้ และขอ steth มาให้ผม

เอามือไปตรวจที่คอ ชีพจรยังโอเคอยู่ ลูกสาวแจ้งเพิ่มว่าคนไข้มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ เราจึงให้เค้าเอายามาให้เราดู สรุปมีทั้งยา เบาหวาน ความดัน ไขมัน ยาหัวใจ

ระหว่างนั้นเอา steth ฟังปอด clear ดี หัวใจไม่มีเสียงผิดปกติ ตรวจขาสองข้างไม่บวม ไม่คล้ำ ไม่มีปากเบี้ยวหน้าเบี้ยวอะไร หันไปบอกให้สจ๊วตเอาที่วัดความดันมาให้


ระหว่างนั้นก็เลยว่าจะให้น้ำเกลือคนไข้ ใส่ถุงมือเรียบร้อย ให้เอาสายรัดแขนมา
 (ได้สาย foley cath ในตอนแรก) พอรัดเสร็จ เห็นเส้นคนไข้รางๆ (คนไข้เป็นคนรูปร่างใหญ่ เส้นค่อนข้างหายาก) จะเริ่มทำการเจาะเส้นให้สารน้ำ ปรากฏเข็มที่ให้มาเป็นแบบเข็มเจาะเลือด ไม่ใช่เข็มให้น้ำเกลือ ต้องไปเอาใหม่


ตอนนั้นคือ ชุลมุนมากๆ พอได้เครื่องวัดความดันมา ซึ่งใหม่มาก ห่ออย่างดี ต้องมาประกอบเองอีก พันแขนคนไข้เรียบร้อย จะกดให้เครื่องวัดไม่ทำงานอีก 
ตาเหลือบไปเห็นถุงใส่ถ่านเปล่าอยู่ 4 ก้อน 
จึงรีบหงายเครื่องวัด เปิดฝาออก พบว่าไม่มีถ่านจริงๆ 
จึงใส่เข้าไปและวัด พบความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติดีแล้ว คนไข้บอกไม่ต้องให้น้ำเกลือแล้ว หลังได้ออกซิเจนดีขึ้นแล้ว 
ไม่แน่นหน้าอก หายใจสะดวกขึ้น เราคลำชีพจร ตอนนี้เต้นแรงดี เลย
วัดความดันซ้ำ ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

หลังจากนั้นเขาก็พาคนไข้ไปนอน Business Class 
(ตอนแรกคนไข้นอนตรงพื้น ฝั่ง Economic ค่อนข้างแคบ
ขวางทางเดิน)
 เราบอกให้เค้าเอา oxygen ไปครอบไว้ก่อน
 หัวหน้าให้เราย้ายจาก Economic class ไปนั่งข้างๆ คอยดูอาการเป็นระยะ
และเขียนอาการ+การรักษา เพื่อให้คนไข้นำไปโรงพยาบาล หรือให้หมอประจำตัว หัวหน้าให้แชมเปญเรามาขวดนึงเป็น complimentary

จริงๆ เราว่าเราแทบไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่เลย
 แต่ลูกสาวคนไข้ ขอบคุณเราหลายรอบมาก 
จนรู้สึกเขินเลย =='
ตัวคนไข้ก็ยกนิ้วโป้ง กับ ทำนิ้วโอเคเป็นระยะๆ
 เพราะเราหันไปมองบ่อยมาก5555

สรุป** เราดีใจนะ ที่เราได้เป็นหมอ 
เราดีใจนะที่เรากล้าออกมาทำอะไรแบบนี้
 จริงๆ มันอาจไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก
 แต่มันทำให้รู้สึกมีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น

มาโพสต์ ไม่ได้หวังว่าจะให้หมั่นไส้ หรือ จะมาอวดอะไรนะครับ อย่าว่าผมเลยนะครับ _/\_
แต่หวังให้คนที่อ่าน กล้าที่จะทำสิ่งดีๆ ทำเถอะครับ ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แถมยังเกิดประโยชน์กับผู้อื่นอีก"

และเมื่อเดินทางถึงฮ่องกงในวันที่ 26 พ.ค. 60 หมอจั๊มได้เขียนเฟซบุ๊กอีกครั้งเพื่อขอบคุณทุกข้อความที่เขียนแสดงความคิดเห็น หลังจากที่หมอจั๊มเขียนโพสต์เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า...

"มาถึงแล้ว มารอดู The Symphony Of Lights มาเร็วขนาดนี้ อย่าบังเราเลย _/\_

ป.ล. พักเรื่องบนเครื่องบินกันได้แล้วครับ ขอบคุณทุกคนมากนะครับ สำหรับคำชื่นชม"

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้โทรติดต่อหมอจั๊ม เพื่อถามความรู้สึกหลังตกเป็นกระแสในโลกออนไลน์ แต่คุณพ่อตระกูลรับสาย บอกว่าลูกชายไม่อยู่บ้าน และยืนยันว่าลูกชายทำงานอยู่ที่ รพ.รามาธิบดี แต่ไม่สะดวกแจ้งว่าอยู่ฝ่ายใด กับเหตุการณ์ทั้งหมดที่ลูกชายเขียนเล่าผ่านเฟซนั้น เป็นครั้งแรกในชีวิตของลูกชายที่ได้ช่วยคนบนเครื่องบิน และดีใจที่ลูกชายได้ช่วยเหลือคนอื่น และครอบครัวไอยะราขอขอบคุณทุกคำชื่นชม

ขอบคุณ ข้อมูล-ภาพ เฟซบุ๊ก Sitthisuk Aiyara