วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'หมอเจตน์' ฝาก สสส.ปลุกจิตสำนึกคนไทย เลิกสูบบุหรี่

ชวนร่วมลงชื่อเลิกสูบบุหรี่วัดงดสูบบุหรี่โลก "หมอเจตน์" ปลื้ม พ.ร.บ.ควบคุมบุหรี่ฉบับปรับปรุงใหม่สุดเข้มข้น ช่วยลดสถานการณ์สูบบุหรี่ในไทยลดลงได้แน่ ชูกฎใหม่ห้ามแบ่งซองขาย ช่วยป้องนักสูบหน้าใหม่ได้ ฝาก สสส.เร่งรณรงค์หนักขึ้น พร้อมร่วมเซ็นชื่อรณรงค์โครงการ "3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย"

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 60 นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ... กล่าวชวนเชิญคนไทยช่วยกันรณรงค์ให้งดสูบบุหรี่ เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยทุกคน ซึ่งตนเชื่อว่าสถานการณ์การสูบหรี่ในไทยจะลดลง โดยเฉพาะล่าสุด พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งสาระสำคัญเป็นการควบคุมการขายบุหรี่หรือยาสูบ และป้องกันและมุ่งที่จะคุ้มครองสุขภาพของประชาชนทั่วไปที่ไม่สูบบุหรี่ รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน เพื่อไม่ให้เข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย อาทิ การห้ามแบ่งซองขาย เพื่อช่วยลดนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนเข้าถึงได้ยากขึ้น และไม่มีเงินที่จะไปซื้อด้วย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นผลดีของกฎหมายฉบับดังกล่าว นอกจากนี้ บริษัทที่ผลิตบุหรี่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ต้องเปิดเผยส่วนประกอบมีสารชนิดใดบ้าง เพราะมีหลายตัวก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะรับรู้มีสารชนิดใด และจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคมากขึ้น รวมทั้งบริษัทก็ไม่สามารถในการประชาสัมพันธ์ทางอ้อมก็ไม่ได้ เพราะปกติก็ไม่สามารถประชาสัมพันธ์ได้อยู่แล้ว

"กฎหมายฉบับนี้จะสามารถลดนักสูบหน้าใหม่ได้ในระยะยาว และจะช่วยให้การรณรงค์ของ สสส.ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย โดยยึดกฎหมายเป็นหลักในการดำเนินการ เพราะที่ผ่านมาเป็นการทำงานโดยไม่มีกฎหมายรองรับ และในอนาคตหากกฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถลดจำนวนการสูบบุหรี่ลงได้ก็คงต้องหาวิธีการอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะลดจำนวนลงมาได้มากที่สุด" นพ.เจตน์ กล่าว พร้อมยอมรับว่า การรณรงค์ต่อสู้เรื่องบุหรี่เป็นเรื่องยาก เพราะเกี่ยวข้องกับทุนข้ามชาติ แต่สถิติการสูบบุหรี่ที่ลดลง เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและองค์กรเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมที่ร่วมกันรณรงค์อย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้ ภายในห้องโถง อาคารรัฐสภา 1 โดย ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดบูธรณรงค์เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 โดยชวนคนไทยที่ยังสูบบุหรี่ ร่วมลงชื่อและลงมือเลิกบุหรี่ ในโครงการ "3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน" โดยตั้งเป้าหมายว่า ในปีแรกจะมีผู้เลิกบุหรี่ได้ครบ 6 เดือน 560,000 คน ปีที่ 2 เพิ่มอีก 1.5 ล้านคน และเพิ่มจนครบ 3 ล้านคนในปี 2562 โดยมีสมาชิกรัฐสภา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และช่างภาพมาร่วมลงชื่อรณรงค์อย่างคึกคัก นอกจากนี้ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพ สสส.ได้สนับสนุนหนังสือ แผ่นพับ ชุดความรู้ ชุดซีดี อาทิ คู่มือเลิกบุหรี่ 3 หา 7 ไม่, ถุงลมโป่งพอง, โรคจากการสูบบุหรี่, แม่ที่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้ทารกพิการแต่กำเนิดปากแหว่งเพดานโหว่, ชีวิตปลอดบุหรี่การเตรียมตัวและชีวิตใหม่, ศูนย์บริการบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ, อย่าทำร้ายคนอื่นด้วยควันบุหรี่มือสอง, ควันบุหรี่ของแสลงคนที่เป็นหืด, ข้อมูลที่ควรรู้ และ โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เพื่อรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่อย่างยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศใช้ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่แล้ว หลังมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอม ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ฉบับปรับปรุง โดยสาระสำคัญ อาทิ มาตรา 26 ห้ามผู้ใดขายหรือให้ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอายุของผู้ซื้อหรือผู้รับการให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ให้ผู้ขายหรือผู้ให้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาสูบแจ้งให้บุคคลดังกล่าวแสดงบัตรประจําตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงอายุของบุคคลนั้นก่อน แล้วแต่กรณี ห้ามผู้ใดใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้บุคคลอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ขายหรือให้ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาสูบ

ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบทบัญญัติหลายประการไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งทําให้การควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากโรคภัยที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ยาสูบไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ประกอบกับ ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ดังนั้น สมควรปรับปรุงกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อกําหนดมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และยกระดับการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สําคัญของชาติ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและให้สอดคล้องกับกรอบอนุสัญญาดังกล่าว จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น