วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ แนะปฏิรูปข้าวสู่การสร้างนวัตกรรม ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

“ประยุทธ์” สั่งพาณิชย์เร่งระบายข้าวในสต๊อกให้หมดภายในรัฐบาลชุดนี้ หลังที่ผ่านมาแบกรับภาระเดือนละกว่า 1 พันล้านบาท จี้ภาครัฐผนึกเอกชนดันงานให้เห็นเป็นรูปธรรมตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปฏิรูปสินค้าข้าวสู่ยุคนวัตกรรม เชื่อจะดันไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การค้าข้าวไทย และทิศทางในอนาคต” ระหว่างการเป็นประธานเปิดงานประชุมข้าวนานาชาติ (Thailand Rice Convention 2017) จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ว่า การจัดงานครั้งนี้นับเป็นโอกาสดีที่ทุกฝ่ายจะมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ตลอดจนหาวิธีการแก้ปัญหา และพัฒนาอุตสาหกรรมข้าว ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยในส่วนของไทยมุ่งเน้นการระบายสต๊อกข้าว ที่กดดันราคาข้าวในประเทศมานานตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และขณะนี้รัฐบาลสามารถระบายได้แล้ว 13 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท จากสต๊อกทั้งหมด 18 ล้านตัน

“การที่ขายข้าวได้น้อยกว่างบประมาณที่ใช้ในโครงการจำนำข้าว ส่วนหนึ่งมีการทุจริต ทำให้ได้ข้าวคุณภาพห่วย ส่วนคดีความที่ฟ้องร้องในคดีจำนำข้าวยังยืดเยื้อ เพราะต้องสู้กันหลายศาล ซึ่งผลจากการแบกสต๊อกข้าวไว้ ทำให้รัฐมีภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูงถึงเดือนละกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนการเร่งระบายโดยเร็ว เพราะสต๊อกข้าวเป็นอุปทานข้าวที่กดทับตลาด ทำให้กลไกการค้าข้าวปกติถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง ดังนั้น เป้าหมายสำคัญคือ เร่งระบายสต๊อกให้หมดในรัฐบาลนี้ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระต่อไป และเพื่อให้กลไกตลาดกลับสู่ภาวะปกติ”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของข้าวไทยคือ การเพิ่มมูลค่าและทำให้ไทยเป็นผู้นำการค้าข้าว มีนวัตกรรมสินค้าข้าวเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สร้างกลไกข้าวให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้วางแผนยุทธศาสตร์ข้าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทั้ง การปรับโครงสร้างการผลิต การลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตและการส่งออก ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยังสนับสนุนการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างนวัตกรรมข้าว ตามแนวทางประเทศไทย 4.0 ซึ่งต้องผลักดันแผนงานให้เห็นเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องพยายามเชื่อมโยงแผนพัฒนาตลาดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เพราะมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างความรับรู้ให้ตลาดเข้าใจวิถีชุมชนและเห็นคุณค่าของข้าวมากขึ้น และการร่วมมือจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย มากกว่าจะแข่งขันกันอย่างเดียว

นอกจากนี้ เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนความคิด อย่าปลูกพืชที่อยากปลูก แต่ให้มองโอกาสจากความต้องการของผู้บริโภค ผลิตสินค้าที่โดดเด่น เช่น เบเกอรี่ เครื่องสำอาง แชมพู ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อกระจายสินค้าให้ครอบคลุมกับตลาดคนหมู่มาก ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำตลาดข้าวอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ และออกสู่กับดักรายได้ปานกลางภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี