บริการข่าวไทยรัฐ

ต่าย อรทัย เปิดเรื่องรักที่ไม่เคยบอกใคร ผู้ชายบางคนก็ไม่รู้ดีจริงมั้ย

เสิร์ฟเสียงหวานๆ ให้คุณผู้ฟังมานานถึง 16 ปี คงไม่มีใครไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินเพลงของนักร้องลูกทุ่งเสียงดีคนนี้แน่ๆ กับ ต่าย อรทัย ล่าสุด บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ ถึงการทำงานตลอด 16 ปีที่ผ่านมา และมีอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเองทั้งหมด 11 อัลบั้มที่ไม่นับอัลบั้มที่ไปร่วมแจมนักร้องคนอื่นๆ อีกนับสิบ 

ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เปิดใจทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการทำงานในวงการเพลง การเปลี่ยนแปลงจากยุคเทป ซีดี จนมาถึงการดาวน์โหลดเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการฟังยูทูบ อีกทั้งเรื่องการเปลี่ยนลุค ไปจนถึงเรื่องความรัก 

อีกทั้งต่ายยังเซอร์ไพรส์บอกกับเราอีกว่า ตนเองใกล้จะหมดสัญญากับแกรมมี่โกลด์แล้ว แต่จะตัดสินใจยังไงต่อนั้น ต้องไปฟังจากปากเธอเอง...

เข้าวงการมากี่ปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา? 

“ปีนี้เข้าปีที่ 16 แล้วค่ะ มีอัลบั้มชุดหลัก 11 อัลบั้มแล้ว นอกนั้นจะเป็นชุดพิเศษไปแจมกับคนอื่นๆ”

ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้เราเข้าวงการมา มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?
“ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้นนะคะ มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน เปลี่ยนเข้ากับยุคสมัยใหม่ ก็เชื่อว่าทั้งคนฟังเพลงเอง หรือนักร้องเอง และคนที่อยู่ในวงการ ค่ายเพลงต่างๆ ก็คิดว่า

ก็น่าจะมีการพัฒนาเอกลักษณ์ของความเป็นลูกทุ่ง แต่ว่าอันนี้คือเราก็คงดูบรรยากาศของแฟนเพลง ความชอบ ความนิยมในแต่ละยุคสมัย เราจะเขียนเพลง เราจะนำเสนอตัวเองยังไง ให้ไปด้วยกันได้ มีการพัฒนามาเรื่อยๆ”

“เพลงของเราเองก็มีการเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เปลี่ยนมาเรื่อยๆ เท่าที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับครูสลา ครูเพลงทุกท่าน แล้วก็ทางบริษัทด้วย จะดูว่าบรรยากาศภาพรวม ความชอบ ความนิยมของแฟนเพลงเป็นยังไง ซึ่งแน่นอนว่า

เอกลักษณ์ของต่ายจะเป็นเพลงช้า แต่ว่าช้ายังไงเราถึงจะกลมกลืน อย่างในช่วงแรกๆ เราจะเป็นจังหวะสนุกๆ ใช่มั้ยคะ ทุกคนจะแจ้งเกิดในเพลงสนุกๆ แต่มันจะมีอะไรที่หยิบจากตรงนั้นมาพัฒนาปรับเปลี่ยนให้มันเป็นตัวเองได้”

เราเข้ามาในวงการ 16 ปี เรามีวิธีรักษาชื่อเสียงตัวเองยังไง เพราะเราก็เป็นนักร้องลูกทุ่งน้ำดี ไม่ค่อยมีข่าวเสียหายให้ได้ยินเลย?

“ถ้าลำพังแค่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ ก็คิดว่าทั้งตัวเองด้วยที่หมายถึงซื่อสัตย์ในอาชีพของตัวเองแล้ว พยายามสร้างวินัยให้กับตัวเอง ว่ามาตรฐานที่ผู้ใหญ่สร้างไว้ให้เราตรงไหน แล้วก็มีเรื่องอะไรบ้าง เราจะอยู่ตรงนี้ เราจะดูแลตัวเองได้ยังไง

แล้วมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ โชคดีมีคนดีๆ ที่คอยบอกเรา บางครั้งเราอาจจะเผลอแวะข้างทางไปนิดๆ เล็กๆ น้อยๆ หรือแม้แต่ความคิดเอง เรากว่าจะมาได้ขนาดนี้ ไม่ได้สู้แค่วันสองวัน คำพวกนี้นั่นเอง และความหวังดีของทุกคน ก็มาคอยเสริม เราเป็นคนที่ชอบคิดอยู่แล้วในหลายๆ เรื่อง ทุกคนหวังดี ถ้าเราไม่ฟังแล้วใครจะมาดูแลเราได้ ใครจะช่วยเราได้ ถ้าวันหนึ่งมันผิดพลาดไปแล้วจริงๆ”

เราดังได้โดยที่ไม่ต้องโป๊?
“(ยิ้ม) คือนักร้องในหลายยุคที่ผ่านมานะคะ ก็แล้วแต่เอกลักษณ์ อย่างสมัยก่อนเท่าที่มีโอกาสได้เห็น ยกตัวอย่างอย่างแม่ผึ้ง พุ่มพวง แม่ผึ้งเองก็ไม่ได้โชว์นะคะ แต่ก็มีนักร้องอีกค่ายอื่นที่โชว์ความสามารถของตัวเอง และอาจจะโชว์วับๆ แวมๆ อาจจะด้วยความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน

อย่างแม่ผึ้งสามารถร้องได้ทั้งช้า ทั้งสนุกสนาน ทั้งเร็ว ทั้งตลก ทะลึ่งตึงตังได้หมดทุกอารมณ์ แต่ศิลปินบางคนความลงตัวก็อาจต้องโชว์ อันนี้คิดว่าความลงตัวและความสามารถของคน ซึ่งต่ายเองก็ถูกวางไว้อย่างนี้ แล้วก็ด้วยความที่ตัวเองแต่งอย่างอื่นไม่ลงตัวเท่าอย่างนี้ ก็คิดว่าเคยเป็นอย่างนี้และก็มาอย่างนี้มาตลอด”

เคยมีการลองเปลี่ยนลุคดูบ้างไหม ให้เป็นสาวเปรี้ยว ดูทันสมัย เป็นสาวเมืองกรุง?
“ปรับเปลี่ยนให้มีดีไซน์แปลกๆ นั้นมีแน่นอน แต่เปลี่ยนปรับจากลุคเรา ให้ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยทั้งหมด ก็ไม่ใช่แล้ว อย่างช่วงปีแรกๆ มีการหาเสื้อผ้ามาหลายแนวมากนะคะ กว่าเราจะลงตัวใส่มาทุกอย่าง

มีการเทสต์ก่อน ใส่กระโปรง ใส่ชุดแซก ลองมาหมดแล้ว จากที่เราลองคุยกับคอสตูมแล้ว ไม่ใช่ ไม่ผ่าน ด้วยน้ำเสียงเราเป็นอย่างนี้ การวางรูปแบบการนำเสนอเป็นอย่างนี้ บุคลิกเราเป็นอย่างนี้ เหมาะกับชุดแบบนี้ เสื้อผ้าในสไตล์แบบนี้”

เคยคิดวางแพลนถึงอนาคตตัวเองในวงการนี้ไหม?
“ก็ไม่เคยกำหนด (หัวเราะ) ไม่เคยกำหนดว่าจะถึงอายุเท่าไร ก็ร้องไปจนกว่าตัวเองจะร้องเพลงไม่ไหว ค่อยว่ากันอีกที ว่าวันนี้ตัวเราจะยังร้องเพลงอยู่ แต่อาจจะทำควบคู่กันไป เหมือนกับอยู่ดีๆ แล้วมีความฝันด้านอื่น หายไปเลยหรือออกไปเลย ก็ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น”

อัลบั้มเราเป็นอัลบั้มที่ 11 แล้ว ในปัจจุบัน มันมีเทปผีซีดีเถื่อน เพลงให้โหลดฟรี เรื่องนี้มันมีผลกระทบกับตัวเราไหม?

“มีค่ะ แล้วก็ยิ่งทุกวันนี้คือยอดการซื้อซีดีมันลดลงอยู่แล้ว และพฤติกรรมการฟังเพลงของแฟนเพลงทุกวันนี้ก็เปลี่ยนไปหมดเลยนะคะ ก็แทบจะทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็ตาม ต่างก็มีสื่ออยู่ในมือ ก็โหลดเพลงมาฟัง ยอดซีดีก็ลดลงตามไปด้วย

อย่างเมื่อก่อนถ้าย้อนไปเมื่อ 5-10 ปี เทปผีซีดีเถื่อนอันนั้นเรามีผลกระทบ แต่ทุกวันนี้คนจะฟังเพลงผ่านการฟังยูทูบบ้าง หรือว่าการโหลดเพลงมาไว้ฟังในมือถือ อันนั้นมีผลโดยตรงเหมือนกัน”

“อย่างยอดซีดีมันอาจจะพอมี หมายถึงว่า ณ ปัจจุบันนี้ แฟนคลับที่เป็นแฟนคลับจริงๆ เค้าก็จะบอกว่า ซื้อแล้วขอลายเซ็นเก็บไว้เป็นแบบของสะสม ด้วยความที่ว่ารักในตัวศิลปิน ซื้อเก็บสะสม อาจจะได้มีโอกาสฟังในรถ อย่างเวลาเดินทางไปทำงาน ได้เปิด

แต่ถ้าได้อยู่บ้านจริงๆ อาจจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว จะเปิดในโทรศัพท์มากกว่า ก็ยังคงมีได้อยู่ หมายถึงว่ายอดซีดี ยูทูบ ยอดต่างๆ ตอนนี้บอกไม่ได้ว่าได้จากยอดซีดี จากเทปอย่างเดียว มันไม่ใช่แล้ว ก็จะเป็นการกระจายรายได้ไปส่วนอื่น”

ห่างหายจากการทำเพลงจากอัลบั้มที่แล้วไปกี่ปี? 

“จากชุดที่ 10 3 ปีค่ะ ด้วยจังหวะ ด้วยอะไรหลายๆ อย่างด้วย ด้วยตัวของเพลงยังไม่ได้อย่างที่โปรดิวเซอร์อยากจะได้ ก็เลยใช้เวลา 3 ปีรวบรวมเพลง ทัวร์คอนเสิร์ตแทน”

ล่าสุดที่เราเปลี่ยนลุคแต่งหน้า แล้วคล้าย น้ำตาล ชลิตา มีนิตยสารติดต่อเราไปลงปกบ้างไหม?
“ยังค่ะ แต่ว่าตอนนี้หลายคนก็ยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่ เราก็ไม่ค่อยแต่งลุคนี้เหมือนกันค่ะ อย่างไปงานรับรางวัลเอย นิตยสารอื่นก็ยังไม่มีค่ะ อาจจะมีแบบวินเทจบ้างก็จริง อาจจะมีทรงผมที่ยังเหมือนเดิม เสื้อผ้าอาจจะเปลี่ยนบ้าง แต่ยังไม่มีเปลี่ยนไปขนาดนี้”

ทำงานมา 16 ปี อยากจะลองเปลี่ยนลุคในแบบเซ็กซี่ดูบ้างไหม?
“จริงๆ เป็นคนที่ชอบดูหนังสือ ดูแฟชั่นนะ ชอบซื้อหนังสือนิตยสารที่มีการถ่ายแบบในแนวต่างๆ ชอบมากๆ แล้วก็มีแอบคิดเล่นๆ ถ้าสมมติเราแต่งในสไตล์อย่างนี้ เราจะเหมือนมั้ยนะ จะผ่านรึเปล่า เคยคิดเล่นๆ แต่หลังจากที่เปลี่ยนลุคมา ก็ไม่มีใครติดต่อ”

ถ้ามีจะรับไหม?
“ก็ยินดีนะคะ แต่เบื้องต้นคงดูภาพรวมก่อนนะคะว่า มันจะผิดลุคเราไปมากน้อยแค่ไหน แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว เราชอบแบบนี้ จะไปใส่สายเดี่ยวมันก็รู้สึกไม่มั่นใจค่ะ เราเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เคยลองใส่นะ สายเดี่ยว แขนกุด เสื้อกล้าม พวกนี้ลองมาหมดแล้ว แต่มีความรู้สึกใส่ปุ๊บส่องกระจก พวกนี้มันก็สวยดีเนอะ

แต่พอก้าวขาออกจากบ้าน ก็รู้สึกไม่มั่นใจ หาเสื้อคลุมใส่ทันทีเลย จนมาทุกวันนี้ค่ะ และก็อย่างผู้ใหญ่วางลุคไว้ คือเราเห็นเรารักษามาตรฐานตัวเองมา ด้วยนิสัยความชอบของเรา มันก็เลยกลายเป็นแบบนี้ ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรมากค่ะ”

เราอยู่ค่ายแกรมมี่โกลด์มาแต่แรกเลยใช่ไหม?
“ค่ะ”

เซ็นสัญญาอะไรยังไง?
“เซ็นสัญญาครั้งแรกเลย 6 ปี ล่าสุดก็เป็น 10 ปี แต่ว่าอันนี้เป็น 10 ปีสุดท้ายแล้วนะคะ ก็จะหมดกลางปีนี้ จะต่อหรือไม่ ก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ”

เราอยู่ตรงนี้มานาน ถ้าเกิดว่าเราจะไม่ต่อสัญญาแล้ว มันจะมีผลอะไรไหม?
“ก็เดี๋ยวอยู่ที่การพูดคุยและการตกลงกันค่ะ”

ถ้าจะไม่ต่อสัญญา ก็จะเป็นนักร้องอิสระ?
“แต่ก็ไม่ไปไหนนะคะ เราอยู่ด้วยสัญญาใจ แกรมมี่ก็ถือว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งที่อบอุ่นและดูแลเรา แจ้งเกิดที่นี่ และเราก็ไม่ไปไหนอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะยังอยู่ ต่อสัญญาหรือไม่ต่อสัญญาก็ตาม ก็ไม่ไปไหนอยู่แล้วค่ะ”

เราไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องความรักหรือเปล่า?
“จริงเหรอคะ (ยิ้ม) คิดว่าความรักมันอยู่กับทุกคน เป็นคนไม่ได้มีความลับอยู่แล้ว มีคิด มีฝัน อยากมีครอบครัว มีเป้าหมาย แต่มันอยู่ตรงที่ว่าใครจะเข้ามา ยังไง อะไรแบบไหน มันก็มี เราคิดมากอยู่แล้ว”

ปีนี้เราอายุเท่าไรแล้ว?
“37 แล้วค่ะ”

มีคนเข้ามาบ้างไหม มีคนคุย หรือคนที่เราดูๆ ไว้บ้างไหม?
“(ยิ้ม)ยังไม่มีค่ะ เราทำงานตลอด มีหลังมานี้แม่บ้าง ยายบ้างหรือญาติๆบ้าง เริ่มถามแล้วว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีลูกเต้าจะอยู่ยังไง เราก็บอก อยู่อย่างนี้แหละแม่ ก็คุยกับแม่

แต่ว่าในกลุ่มเพื่อนๆ เอง ก็มีทุกแนวเลยนะคะ หลายรุ่นหลายอายุ เป็นรุ่นพี่ก็มี เค้าก็มีครอบครัวแล้ว บางคนก็เลิกไปแล้ว เพื่อนบางคนอาจจะรุ่นน้องรุ่นเด็ก อาจจะรักๆ เลิกๆ เจอกันก็จะเล่าสู่กันฟังตลอด ว่าเป็นยังไง โอเคมั้ย”

หรือว่าเรากลัว?
“ก็ไม่ได้กลัว เหมือนว่าเราไม่ได้มีชีวิตเหมือนคนอื่น เราก็สัมผัสได้ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะเจอปัญหาอย่างนี้เนอะ”

หรือกะรอให้พร้อม?
“พร้อมแล้ว (ยิ้ม) แต่ถามว่ากลัวมั้ย มันก็ไม่เชิงว่าจะกลัวซะจนเราแย่ หรือเป็นเหตุผลหลักๆ คือมันก็มีบ้างอยู่แล้วในความรู้สึกของเรา บางทีเราก็เหงา แล้วแต่ห้วงอารมณ์มันไม่เหมือนกัน”

หรือว่าเรามี แต่เราไม่บอก?
“(หัวเราะ) ไม่หรอกค่ะ คือถ้าเป็นวันหยุดปุ๊บ เราก็เที่ยว นัดไปเที่ยวกับเพื่อนซะส่วนใหญ่”

มีคนเข้ามาจีบไหม?
“ไม่มี คือเรามองไม่เห็น เราทำงานไง อย่างน้องผู้จัดการเค้าจะเห็นมากกว่า อย่างสมมติว่า เราไปงานคอนเสิร์ต ตั้งใจทำงาน อยู่บนเวที พอเราลงเวทีมา ใครที่มองเราบ้าง เราก็ไม่รู้ ไปแล้วก็ถ่ายรูปเสร็จต่างแยกย้ายกลับ”

มีความรู้สึกว่าอยากมีแฟนบ้างไหม?
“ก็อยากมีนะ (หัวเราะ) ลุ้นกันต่อไปค่ะ แม่ ยาย ย่า ก็ถามกันเยอะ”

มีสเปกหนุ่มในฝันเราไหม?
“ไม่รู้ว่าจากวันนั้นถึงวันนี้มันจะเปลี่ยนรึเปล่า (ยิ้ม) คือเราไม่รู้ว่า ผู้ชายบางคนเค้าเข้ามา จะเป็นคนดีจริงมั้ย ชีวิตเราสู้มาจนถึงวันนี้ มันก็ค่อนข้างจะคิดมากอยู่นิดหนึ่ง เค้าพร้อมที่จะดูแลเรา และเราอยู่ได้อย่างมีความสุขสบายใจรึเปล่า หรือว่าเข้ามาแล้วเราแย่ลง ก็คิดอยู่แล้ว ลูกผู้หญิงด้วย แล้วเราก็อยู่ตรงนี้ด้วย”

เราบริหารการเงินเรายังไง?
“ชีวิตลำบากมันก็เป็นอุทาหรณ์เหมือนกันนะคะ ชีวิตเราลำบากตั้งแต่เด็กๆ เลย คือจริงๆ เป็นคนคิดตลอดเวลา แต่ไม่ถึงกับว่าคิดมากไร้สาระนะคะ คิดในทุกๆ เรื่อง อย่างการใช้ชีวิตก็ตาม แม้แต่การไปซื้อของส่วนตัว เราอยากได้มาก เรารู้สึกว่าเราฟุ่มเฟือยเกินไปรึเปล่า ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลให้เราระมัดระวังตัวเอง

พอเราไปทำงาน เราต้องใช้ความสามารถแลกกับเงิน แล้วเราเดินทางตลอด ความเสี่ยงในชีวิตมันเยอะ ก็เลยคิดว่าดูแลตัวเองให้ดี และเก็บตังค์ให้มันได้มากที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าวันข้างหน้า ความไม่แน่นอนมันเกิดขึ้นอยู่แล้วค่ะ ก็เลยคิดว่าเราอย่าประมาทดีกว่า ก็เลยต้องมีสติ ดูแลตัวเอง แบ่งเงินดูแลครอบครัวยังไง พ่อแม่และยาย ญาติพี่น้องก็มีดูแลซัพพอร์ตบ้างที่จำเป็น

ตัวเราเองในชีวิตประจำวันใช้จ่ายยังไง เราก็เก็บไว้เผื่อวันหนึ่งเราจะฉุกเฉินขึ้นมา เราต้องเก็บเพื่อว่าวันหนึ่งเราอยากจะมีฝันอะไรบางอย่างที่มากกว่าการร้องเพลง แล้ววันหนึ่งถ้าเราพร้อมเราสามารถจะทำได้เลย เราฟังผู้ใหญ่มามากด้วย เลยกลายเป็นคนที่จะทำอะไร ก็ต้องคิดไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ได้มาใช้ไปๆ เราไม่ใช่คนงกนะ แต่ใช้เงินเป็น

คือค่อนข้างเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร เลยต้องหาจุดแข็งในตัวเอง โดยกลายเป็นว่าจะทำยังไงในการเลี้ยงน้อง เราต้องตั้งใจหางาน คอนเสิร์ต ดูแลตัวเอง สร้างมาตรฐานให้ตัวเองมีระเบียบวินัย ยืนได้ด้วยความสามารถตัวเองแบบไหน

ก็คุยกับน้องทีมงานและญาติๆ ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีงานคอนเสิร์ตแล้วจะอยู่ยังไง ก็เหมือนเราบอกคนอื่น แล้วเราก็บอกตัวเองด้วย ไม่ใช่ได้มาใช้ไปๆ วันหนึ่งมันจะหมด เพราะเราเองก็หามาลำบากค่ะ”.