บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โบรกฯ แนะถือเงินสด 30% รอช้อนหุ้นเด่นกำไรดี หากตลาดปรับฐาน

บล.KTBST ชี้กลยุทธ์ลงทุนสัปดาห์นี้ แนะนำถือเงินสด 30% รอช้อนหากตลาดปรับฐาน ชูหุ้นขนาดใหญ่รายได้ดี กำไรเด่น หรือกลุ่มที่กำไรสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ น่าสนใจ ประเมินกรอบดัชนีฯสัปดาห์นี้ 1,553-1,590 จุด

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (29 พ.ค.-2 มิ.ย.) นั้น แรงซื้อของตลาดแบบ Technical rebound นั้นจะลดลง ความเสี่ยงในต่างประเทศ ทั้งการเมืองสหรัฐฯ เลือกตั้งอังกฤษยังมีอยู่ จึงอาจจะเห็นแรงขายทำกำไรช่วงสั้นเข้ามาในตลาด โดยเฉพาะถ้าดัชนีฯ ยังไม่สามารถผ่าน 1,573 จุด ขึ้นไปได้ ตัวแปรที่มีผลต่อตลาด คือ Fund Flow และค่าเงินบาท

สำหรับ ภาพรวมของการลงทุนสัปดาห์นี้ เรามองว่า ตลาดขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน ความผันผวนของค่าเงิน ระหว่าง ดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาท สะท้อนว่าปัจจัยในต่างประเทศนั้นยังอ่อนไหวต่อตัวแปรที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ อาทิ พันธบัตร ทองคำ หรือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน (defensive) ส่วนหุ้นที่เล่นรับกับการ rebound ของตลาดนั้น อาจจะต้อลดสัดส่วนการถือลง ส่วนสัปดาห์ถัดไปนักลงทุนจะเริ่มประเมินผลประชุม FOMC และเลือกตั้งอังกฤษ ตลาดน่าจะผันผวนมากขึ้น

"กลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้แนะนำถือเงินสด 30% รอซื้อหุ้นหากเกิดการปรับฐาน หุ้นขนาดใหญ่ที่รายได้และกำไรยังดูดีอยู่ หรือกลุ่มที่กำไรสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ประเมินกรอบดัชนีฯสัปดาห์นี้ 1,553-1,590 จุด สำหรับหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ BCH , IRPC , WICE, GPSC , BLA , KSL, PSH , VIH , SCN"

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อตลาดได้แก่

1.เงินบาทแข็งที่สุดในรอบสองปี จากปัจจัยภายในสหรัฐฯที่ไม่มีความคืบหน้าด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่ไทยเองนั้น การไหลเข้าของเงินทุนในตลาดพันธบัตร คาดว่าจะทำให้ ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของผู้ส่งออก แต่เป็นบวกต่อสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) และส่งผลบวกต่อผู้กู้ แต่ความกังวลต่อการเข้าแทรกแซงจาก ธปท. คาดจะยังไม่เกิดขึ้น

2.โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังสูง ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 95% (Bloomberg) แต่ที่ตลาดน่าจะให้ความสนใจ คือ เมื่อใด Fed จะปรับลดขนาดสินทรัพย์ $4.43 ล้านล้านเหรียญ ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ QE ปลายปีก่อน หามีกำหนดการที่แน่นอน จะมีผลต่อ Fund Flow เพราะเงินจะดูดออกจากระบบและดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น

3. ราคาน้ำมันดิบ WTI ลงมาต่ากว่า $50 เหรียญชั่วคราว โดยตลาดอาจคาดหวังมากเกินไปว่า OPEC จะคงกำลังการผลิตไว้อย่างน้อย 12 เดือน (ประกาศจริงคือ 9 เดือน) จึงเกิดแรงขายสัญญาน้ำมัน การใช้แท่นผลิตน้ำมันของสหรัฐฯสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 19 ติดต่อกัน คาดแรงขายน่าจะลดลง แต่จะทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นมาแตะ $50 เหรียญอีกครั้ง ด้วยปัจจัยบวกจากความพยายามในการลดกำลังการผลิตของ OPEC และดอลลาร์อ่อน

4.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่ต้องจับตาดูการเร่งใช้จ่าย-ลงทุน-อนุมัติ-ประมูล ของภาครัฐฯ เนื่องจากเป็นแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจปีนี้ เพราะมีการชะลอลงมาตั้งแต่ต้นปี และยังต้องตามสถานการณ์ฝนที่ตกต่อเนื่องและภาวะน้ำท่วมด้วย