วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ่อช็อกเลี้ยงมา 14 ปี ที่แท้ ‘ด.ช.’ ไม่ใช่ลูก

เมียอุบความลับแต่แบเบาะ พึ่งปวีณาตามหาพ่อแม่จริง

หนุ่มผู้รับเหมาพาเด็กชายวัย 14 ปี เข้าขอความช่วยเหลือ “ปวีณา หงสกุล” ช่วยตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง หลังเลี้ยงดูเด็กชายมาตั้งแต่วัยแบเบาะ เพราะคิดว่าเป็นลูกตัวเอง เรื่องมาแดงตอนที่ค้นหาเอกสารเพื่อจะพาลูกไปทำบัตรประชาชน พบสูติบัตรที่ภรรยาเก็บเป็นความลับมานานระบุพ่อ-แม่เด็กเป็นคนสกลนคร เค้นถามภรรยาสุดท้ายยอมรับความจริงขอลูกเขามาเลี้ยง แต่แต่งเรื่องหลอกสามี สร้างความสะเทือนใจให้กับเด็กชายถึงขนาดไม่กล้าไปโรงเรียนกลัวอับอายเพื่อน เตรียมประสานพบพ่อแม่เด็กเพื่อขอให้ยกเป็นบุตรบุญธรรม ยืนยันรักเหมือนลูก และจะเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร เมื่อหนุ่มอาชีพผู้รับเหมา พาลูกชายวัย 14 ปี ไปทำบัตรประชาชน แต่ความลับแตกเมื่อพบว่าลูกชายที่เลี้ยงมาตั้งแต่วัยแบเบาะเป็นเด็กที่ภรรยาขอมาจากชาวบ้าน โดยเรื่องดังกล่าว ถูกเปิดเผยเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 พ.ค.ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ถนนรังสิต-นครนายก คลอง 7 จ.ปทุมธานี นายหนุ่ย (นามสมมติ) อายุ 52 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ อาชีพรับเหมาทำระบบไฟฟ้า ได้พา ด.ช.หนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 14 ปี เข้าขอความช่วยเหลือต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯให้ช่วยติดตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของ ด.ช.หนึ่ง หลังจากที่ได้เลี้ยงดู ด.ช.หนึ่ง มานาน 14 ปี แต่เพิ่งมารู้ความจริงว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ และต้องการตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของเด็ก เพื่อขอให้ยกเป็นบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย

นายหนุ่ยให้รายละเอียดว่า ตนอยู่กินกับนางฝน (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ภรรยา เป็นชาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต มานานกว่า 15 ปี ตอนแรกเข้าใจว่า ด.ช.หนึ่งคือลูกชาย กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ภรรยาขอกลับไปเยี่ยมญาติที่ จ.ภูเก็ต และตนต้องพาลูกชายไปทำบัตรประชาชน เพราะอายุจะครบ 15 ปี จึงค้นหาเอกสารสูติบัตร พบว่าตู้เก็บเอกสารถูกล็อกกุญแจแน่นหนา เมื่องัดกุญแจออกพบเอกสารจำนวนมาก ทั้งใบสูติบัตร ระเบียนผลการเรียนของลูกชาย แต่ที่น่าแปลกใจคือ เอกสารทั้งหมดมีการแก้ไขชื่อ นามสกุลของลูกชาย โดยใช้น้ำยาลบคำผิด และถ่ายเอกสารขึ้นมาใหม่ โดยใบสูติบัตรตัวจริงระบุชื่อ นามสกุล เด็กชายอีกคน ซึ่งเกิดวัน เดือน ปีเดียวกับ ด.ช.หนึ่งลูกชาย ชื่อพ่อแม่ที่ให้กำเนิดนั้น ระบุเป็นชาว จ.สกลนคร สอบถามลูกชายบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ให้ใช้ชื่อ นามสกุล คนละแบบ กับที่พ่อตั้งให้ และสั่งห้ามไปบอกพ่อ มิฉะนั้นแม่จะอยู่ที่บ้านไม่ได้ ลูกชายก็เลยเก็บเป็นความลับมาตลอด ทั้งที่ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร

นายหนุ่ยเผยอีกว่า เมื่อประมวลเรื่องราวทั้งหมดทำให้สงสัยว่า ด.ช.หนึ่งอาจจะไม่ใช่ลูกชายจริงๆ เพราะเมื่อ 15 ปีก่อน ตนต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดครั้งละเป็นเดือน นานๆจะได้กลับมาบ้าน มีอยู่วันหนึ่งภรรยาบอกว่ากำลังตั้งครรภ์ ขอกลับบ้านไปอยู่กับญาติที่ จ.ภูเก็ต เพื่อจะได้มีคนดูแล ตนก็เห็นด้วย และโอนเงินให้ภรรยาครั้งละ 1-2 แสนบาท เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อขอไปเยี่ยมภรรยาก็จะถูกปฏิเสธทุกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งภรรยาโทรศัพท์มาบอกว่าคลอดลูกแล้ว ให้ไปรับกลับมาบ้าน แต่เมื่อไปถึง จ.ภูเก็ต ภรรยาไม่ยอมให้ไปรับที่บ้านแต่กลับให้ไปรับที่ห้องเช่าแห่งหนึ่ง ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แค่ได้เห็นหน้าลูกชายก็ดีใจแล้ว

“หลังจากนั้นผมก็ทำงานตามปกติ ส่วนภรรยาเป็นคนดำเนินการเรื่องเอกสารของลูกทั้งหมด เวลาที่เอาใบผลการเรียนลูกมาให้ดู ก็เป็นใบถ่ายเอกสาร ผมก็ไม่ได้สังเกต จนเรื่องมาแดงขึ้น ผมเกรงว่าภรรยาอาจจะไปขโมยลูกใครมา พยายามคาดคั้นความจริง ภรรยาบอกว่าเป็นลูกของเพื่อน พ่อแม่เลี้ยงไม่ไหวเลยยกให้มา และบอกว่าที่ทำไปเพราะตัวเขา มีลูกไม่ได้ กลัวว่าผมจะไม่รัก ตอนนี้รู้สึกสงสารลูกชายมาก ตั้งแต่ทราบความจริงก็ไม่กล้าไปโรงเรียนเพราะอายเพื่อน และกลัวว่าผมจะไม่รัก ผมได้ปลอบใจลูก และคิดเสมอว่าเขาเป็นลูกชายของผม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ส่วนภรรยาหลังจากความจริงถูกเปิดเผยก็ยังเก็บตัวเงียบที่บ้านใน จ.ภูเก็ต” นายหนุ่ยกล่าว

ด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กล่าวว่า หลังรับเรื่องได้ประสานกับนายทศพล สินยบุตร นายอำเภอเต่างอย จ.สกลนคร เพื่อช่วยตรวจสอบชื่อ-ที่อยู่ของพ่อแม่เด็กตามที่ระบุในสูติบัตร พบว่า พ่อแม่ของเด็กอาศัยอยู่ใน ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร จริง เบื้องต้นทั้งสองสามีภรรยายอมรับว่าได้ยกลูกชายให้กับภรรยานายหนุ่ยไปจริง เนื่องจากมีลูกหลายคน ฐานะยากจน กลัวว่า จะเลี้ยงไม่ไหว และพร้อมจะดำเนินการรับรองเด็กให้ได้ทำบัตรประชาชน และพร้อมยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของนายหนุ่ยกับภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย ในวันจันทร์ที่ 29 พ.ค.นี้ ตนจะพานายหนุ่ยกับเด็ก เดินทางไปพบกับพ่อแม่ที่แท้จริงเพื่อทำบัตรประชาชน และทำเรื่องยกเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรมนายหนุ่ย โดยนายหนุ่ยกับเด็กต่างยืนยันว่า แม้จะไม่ใช่พ่อลูก ที่แท้จริง แต่ความรักที่มีต่อกันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่