บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“รายงานวันจันทร์” ทางหลวงใช้เลเซอร์วัดความเรียบถนน ถนนคอนกรีตแบบไร้รอยต่อ

ถนนคอนกรีตไร้รอยต่อ (Continuously Reinforced Concrete Pavement) ชื่อนี้อาจจะยังไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก เพราะเป็นนวัตกรรมการก่อสร้างถนนรูปแบบใหม่ของกรมทางหลวง ที่ผิวถนนจะเรียบเสมอไม่ขรุขระ

ล่าสุด กรมทางหลวงนำมาใช้ก่อสร้างถนนสาย 311 (สัตหีบ-พนมสารคาม) และถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด...รายละเอียดเป็นอย่างไร “รายงานวันจันทร์” มีข้อมูลจากอธิบดีกรมทางหลวง ธานินทร์ สมบูรณ์ มานำเสนอ

---------------------

ถาม-ถนนคอนกรีตไร้รอยต่อ มีที่มาอย่างไร

ธานินทร์-การก่อสร้างถนนในบ้านเราหลักๆจะมี 2 แบบ คือ ถนนคอนกรีต กับถนนแอสฟัลต์ เมื่อผ่านการใช้งานนานๆถนนจะเริ่มยุบ ผิวหลุดร่อน ถนนขรุขระเป็นลูกคลื่น ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ่อมบำรุง ดังนั้นกรมทางหลวงริเริ่มปรับปรุงวิธีการก่อสร้างถนนใหม่ให้ทางมีคุณภาพ มีความเรียบ โดยใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบ ด้วยการติดตั้งเครื่องตรวจวัดความขรุขระ ของผิวถนนด้วยเลเซอร์ (Laser Profilometer) ซึ่งใช้วัดดัชนีความ เรียบขรุขระสากล (Internationl Roughness Index, IRI) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และคำแนะนำของธนาคารโลก ก่อนหน้านี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้นำมาใช้ก่อสร้างทางด่วน แต่เป็นระยะทางสั้นๆ

ถาม-วิธีการตรวจสอบทำอย่างไร

ธานินทร์–การตรวจสอบความเรียบของถนนนั้น เริ่มจากขั้นตอนการเทคอนกรีต จะต้องมีการวัดระดับและปรับผิวให้เรียบเสมอกัน เมื่อคอนกรีตแห้งดีแล้ว จะใช้รถตู้ซึ่งติดตั้งเครื่องตรวจวัดความขรุขระ ด้วยแสงเลเซอร์บริเวณกันชนด้านหน้า โดยเชื่อมกับคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผล ทดลองวิ่งเพื่อวัดหาความขรุขระ หากพบจุดใดเรียบ ไม่ได้มาตรฐาน เครื่องจะแสดงข้อมูลให้ทราบเพื่อแก้ไขทันที ซึ่งตอนนี้ กรมทางหลวงนำมาใช้ถนนสาย 311 (สัตหีบ-พนมสารคาม) และมอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ซึ่งจะช่วยรองรับรถบรรทุกสินค้าในเส้นทางโซนตะวันออก จากท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มุ่งสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เป็นอย่างดี ในอนาคตเตรียมขยายไปใช้ถนนสายอื่นต่อไป

ถาม-เทคนิคนี้มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

ธานินทร์–ข้อเสีย คือ ราคาแพงกว่าปกติประมาณ 20% แต่จะช่วย ประหยัดค่าซ่อมบำรุงถนนในระยะยาว เพราะอายุถนนจะยาวขึ้นเป็น 20 ปี จากเดิมต้องซ่อมบำรุงใหญ่ทุกๆ 7 ปี นอกจากนี้ ยังช่วยลด การนำเข้าวัสดุยางแอสฟัลต์จากต่างประเทศได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลพยายามรณรงค์ให้ใช้ยางพาราในประเทศแทน อาจจะ กระทบชาวสวนยางพาราบ้าง หากดำเนินการอย่างจริงจังก็จะต้องมีการ พิจารณาปรับสัดส่วนการใช้วัสดุให้เกิดความเหมาะสมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับผลกระทบมากจนเกินไป โดยพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้เส้นทางเป็นหลัก.