วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พิสูจน์ Toyota Corolla Altis Esport ในนูร์เบอร์กริง วิ่ง 3,000 กม. 24 ชม.

สนามแข่งรถนูร์เบอร์กริง ตำนานแห่งอันตรายและความตายในโลกของความเร็ว สนามแข่งแห่งนี้มีที่ตั้งอยู่ในเมืองนูร์เบอร์ก เมืองโบราณในเขตเทือกเขาไอเฟล (Eifel) ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี เมืองสำคัญของแคว้นบาเยิร์น ห่างจากมิวนิก เมืองหลวงของแคว้นไปทางเหนือราว 170 กิโลเมตร นับเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากมิวนิก และห่างจากเมืองโคโลญจ์ 70 กิโลเมตร และ 120 กิโลเมตร จากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สนามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1925-1927 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสนามแข่งรถที่มีความท้าทาย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของเยอรมนีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งกำลังย่ำแย่ การนำเส้นทางบางช่วงบางตอนแถบ Nordschleife มาสร้างเป็นสนามแข่งรถที่มีความยาวเกือบ 30 กิโลเมตร โดยได้รับการออกแบบให้มีความคล้ายกับสนามแข่งแรลลี่ในรายการ Targa Florio ซึ่งเป็นการแข่งรถที่โด่งดังมากในอดีต

คนงานชาวเยอรมนีกว่า 3,000 คน ทั้งชายและหญิงใช้พลั่วเป็นเครื่องมือในการปรับพื้นผิวถนนโดยเริ่มต้นการก่อสร้างปรับถนนให้กลายเป็นสนามแข่งรถในช่วงปี ค.ศ. 1925 เนื่องจากในปีนั้น เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่แพ้สงครามกำลังตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ เศรษฐกิจตกต่ำ มีคนว่างงานทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักก็คือการที่เยอรมนีต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้กับประเทศที่ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความพ่ายแพ้ดังกล่าวนำมาซึ่งสภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง กลายเป็นยุคที่ธนบัตรสกุลเงินเยอรมนีมีค่าน้อยมาก เพื่อเป็นการหาทางออกสำหรับการฟื้นสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาและเป็นการแก้ปัญหาคนว่างงานของประชาชนคนเยอรมนี รัฐบาลในยุคนั้นจึงคิดแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการสร้างสนามแข่งรถนูร์เบอร์กริง คือหนึ่งในแผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้กีฬามอเตอร์สปอร์ตมาเชื่อมโยงกับผู้คนในยุโรป

การก่อสร้างสนามแข่งรถทำให้คนในท้องถิ่นนั้นมีงานทำและทำให้เยอรมนีมีระบบสาธารณูปโภคใหม่เกิดขึ้น งานก่อสร้างสนามแข่งแห่งนี้ส่วนใหญ่ใช้แรงคนและเครื่องจักรหนักเป็นรถบดถนนพลังไอน้ำ สนามแข่งนูร์เบอร์กริงใช้เวลาสร้าง 2 ปีก็เสร็จเรียบร้อย ในวันที่ 18 มิถุนายน 1927 มีการจัดงานพิธีเปิดสนามแข่งนูร์เบอร์กริงขึ้นเป็นครั้งแรกโดยเป็นการแข่งขันรถจักรยานยนต์ กาลเวลาที่ผ่านมา 87 ปี ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายในสนามแข่งแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชัยชนะ อุบัติเหตุร้ายแรงและความตายของนักแข่งรถกับคนดูที่เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่นับเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ปี ค.ศ.1927 สนามแข่งนูร์เบอร์กริงได้เปิดให้บริการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรป โดยผังของสนามแข่งแห่งนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง ตัดผ่านเนินเขาและทางตรงยาวสลับกับทางโค้งที่สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าสน ประกอบด้วย สนามย่อย 4 ส่วน รวมเรียกว่า Gesamtstrecke (Whole Course) มีความยาวทั้งสิ้น 28.265 กิโลเมตร ประกอบด้วย Nordschleife (Northern Loop) ความยาว 22.810 กิโลเมตร Sudschleife (Southern Loop) ความยาว 7.747 กิโลเมตร Zielschleife (Finish Loop) หรือ Betonschleife ความยาว 2.281 กิโลเมตร ใช้สำหรับอุ่นเครื่อง GP-Streke ความยาว 5.148 กิโลเมตร เป็นสนามที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1982 เพื่อใช้แข่งรถทางเรียบ ตรงบริเวณที่เดิมที่เป็นจุดเริ่มต้น และเส้นชัยของสนาม ปัจจุบันใช้เป็นสนามหลักของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบและเป็นสนามที่บริษัทรถยนต์จำนวนไม่น้อยใช้ในการทดสอบและปรับปรุงรถต้นแบบ รวมถึงยังส่งรถบางรุ่นที่ถูกปรับตั้งมาเป็นพิเศษลงไปวิ่งในนูร์เบอร์กริงเพื่อบันทึกสถิติก่อนที่จะถูกส่งออกมาขาย

สนามนูร์เบอร์กริง ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสนามสุดอันตรายที่ขับยากและมีความท้าทายสูงมาก เป็นสนามแข่งอันดับต้นๆ ที่มีอันตรายแอบแฝงอยู่ทั่วทั้งสนาม นับเป็นสนามที่ขับยากที่สุดสนามหนึ่งในโลก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาคดเคี้ยว ประกอบด้วยทางโค้งวกไปวนมามากมาย สนามแห่งนี้ถูกสร้างมาเพื่อใช้สำหรับแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งในรายการเยอรมันกรังด์ปรีซ์มาตั้งแต่ปี 1947 จนถึง 1970 ก่อนที่สนามนูร์เบอร์กริงจะถูกงดทำการแข่งขันไประยะหนึ่ง เนื่องจากความยากและอันตรายของสภาพภูมิประเทศและเส้นทาง ทำให้มีนักแข่งและคนดูหลายต่อหลายคนต้องมาจบชีวิตลงในสนามแห่งนี้

นูร์เบอร์กริงส่วนเหนือหรือที่เรียกกันว่า Nordschleife ได้ชื่อว่าเป็นสนามแข่งรถที่ขับยาก ท้าทาย และอันตรายที่สุดในโลก เนื่องจากถูกบังคับด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นหุบเขา จนได้รับฉายาว่า "The Green Hell" (นรกสีเขียว) ถูกใช้เป็นสนามแข่งรถสูตรหนึ่ง รายการเยอรมันกรังด์ปรีซ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 (1947) ถึง พ.ศ. 2513 (1970) (ยกเว้นปี พ.ศ. 2502) จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนนักแข่งรถเสียชีวิตหลายคน นักแข่งรถจึงพากันประท้วงไม่ยอมร่วมแข่งขันที่นี่ จนกว่าจะมีการปรับปรุงสภาพสนามให้มีความปลอดภัย Nordschleife ได้รับการปรับปรุง แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงได้มีการสร้างส่วน Südschleife และ Zielschleife เพิ่มเติม พร้อมกับปรับเส้นทางของ Nordschleife ส่วนที่อันตรายออกไป และในปี พ.ศ. 2525 ได้สร้างสนามมาตรฐาน เรียกว่า GP-Strecke เปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ. 2527 และใช้เป็นสนามแข่งกรังด์ปรีซ์ จนถึงปัจจุบันสนามแห่งนี้มีที่นั่งจุผู้ชมได้ 150,000 คน

สมาพันธ์ยานยนต์แห่งประเทศเยอรมนี (ADAC - Allgemeiner Deutscher Automobil Club) ได้ใช้สนามแห่งนี้เป็นหนึ่งในรายการ ADAC 24Hours Rennen Nürburgring ตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นรายการที่ Toyota Motor Thailand ส่งรถเข้าร่วมทำการแข่งขันถึงสองรุ่น เพื่อเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพของตัวรถ Toyota Altis ESport ในการวิ่งระยะทางไกล รายการแข่งรถชั้นนำระดับโลก ADAC 24Hours Rennen Nürburgring นี้ กำหนดเส้นทางใน Nordschleife (Northern Loop) มีความยาว 22.810 กิโลเมตร รวมกับ GP-Streke ความยาว 5.148 กิโลเมตร ที่ใช้แข่งรถ F1 รวมกันได้ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร โดยมีโค้งอันตรายมากถึง 73 โค้ง ตลอดระยะการขับขี่ต่อรอบสนามที่มีความยาวเกือบ 30 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลาของการแข่งขัน 24 ชั่วโมง ภายใต้หลังพวงมาลัย นักแข่งทุกคน ต้องเผชิญกับความยากของสนาม ทั้งความเร็วสูง โค้งแคบ หักศอก โค้งกะทันหัน ทางขึ้น-ลง สูงต่ำบนเนินเขา และจุด Blind corner ที่พร้อมจะทำให้นักขับมือใหม่ต้องเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติได้ทุกเวลา

ด้วยความยากและท้าทายของสนามแห่งนี้ผลักดันให้สนามนูร์เบอร์กริงกลายเป็นสังเวียนสนามเวิลด์กรังด์ปรีซ์ที่ติดอันดับความสำคัญระดับโลก และมีชื่อเสียงติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก จากความนิยมการแข่งรถในรูปแบบ 24 ชั่วโมง รองจากการแข่งขันเลอมังต์ 24 ชั่วโมง และอเมริกา 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นรายการแข่งขันสำหรับรถโปรดักชั่นคาร์ คือรถที่จำหน่ายอยู่ในโชว์รูม และมีการนำมาโมดิฟายด์บางส่วนเพื่อนำไปแข่งขัน จึงเป็นรายการที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ทั่วโลก ส่งรถโปรดักชั่นคาร์เข้ามาแข่งขัน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและสมรรถภาพของรถในแต่ละรุ่น มีทั้งรถยนต์จากยุโรป อาทิ Porsche / BMW / Mercedes Benz / Audi / Peugeot / Volkswagen / Renault / Opel สำหรับรถยนต์จากทวีปเอเชียจะเป็นรถญี่ปุ่นจากแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ เช่น Toyota / Mazda / Nissan / Subaru เข้าร่วมทดสอบประสิทธิภาพของรถ

จากรูปแบบของแทรคและความท้าทายของการแข่งขัน 24 ชั่วโมงที่มีรูปแบบเป็นถนนระหว่างเมือง ซึ่งปกติใช้เป็นถนนสาธารณะ ที่ตัดผ่าเมืองและหุบเขา ความยาวกว่า 20 กิโลเมตร มาเชื่อมต่อเข้าสนาม F1 ความยาว 5.7 กิโลเมตร ที่สามารถใช้ความเร็วได้สูงสุดเต็มกำลังของเครื่องยนต์ ทำให้บริษัทฯ รถยนต์ทั่วโลกพยายามส่งรถยนต์ ในสายการผลิตและจำหน่ายในโชว์รูม เข้ามาร่วมรายการแข่งขันเพื่อเป็นโอกาสในการทดสอบประสิทธิภาพของรถ ทั้งขุมพลังของเครื่องยนต์ อัตราเร่ง อัตราทดเกียร์ สปีดต่างๆ ไปจนถึงระบบช่วงล่าง การยึดเกาะถนน และระบบรักษาความปลอดภัยทั้งระบบเบรก และระบบนิรภัยที่มีติดตั้งอยู่ในรถยนต์ เพื่อเป็นการพิสูจน์คุณภาพของรถยนต์ก่อนจำหน่ายให้กับลูกค้า

โดยเฉพาะรถ Toyota Corolla Altis Esport ที่ถูกส่งลงทำการแข่งขันเป็นปีที่ 4 ซึ่งในปีที่ผ่านมา (2016) ทีม Toyota จากประเทศไทยสามารถคว้าชัยชนะในอันดับที่ 2 และ 4 ในรุ่น super production 3 มาครองได้อย่างไม่เกินความคาดหมาย จากความยากและท้าทายดังกล่าว จึงทำให้นักแข่งและบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก พร้อมใจกันส่งรถเพื่อทำการทดสอบประสิทธิภาพ หากแต่สนามนูร์เบอร์กริงไม่ได้เปิดกว้างและง่ายดายต่อการลงสนาม เพราะผู้ที่จะมีสิทธิ์ในการลงสนามและแข่งขันในรายการ ADAC Zurich 24 hr 2017 Nürburgring ได้ จะต้องมีประสบการณ์จากการขับในสนาม Nürburgring 27 กิโลเมตร นี้ก่อน และต้องสะสมชั่วโมงของการขับในสนามนรกสีเขียวได้ไม่น้อยกว่าคนละ 6 ชั่วโมง ผ่านทางรายการ VLN (Veranstaltergemeinschaft Langstreckenpokal Nürburgring) จึงจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่รายการแข่งขัน 24 ชั่วโมง นูร์เบอร์กริง ได้

รถยนต์ที่จะสามารถส่งลงทำการแข่งขันในรายการ ADAC 24Hours Rennen Nürburgring ต้องเป็นรถที่ผลิตในรูปแบบโปรดักชั่นคาร์ หรือรถที่มีขายในโชว์รูมและมีการนำมาโมดิฟายด์บางส่วนเพื่อนำไปแข่งขัน การโมดิฟายด์จะต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของรถแข่งในแต่ละคลาสเพื่อไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบและสร้างความสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจจากสมรรถนะของรถแข่งในแต่ละคลาสที่มีความแตกต่างกันออกไปจากรุ่นสูงสุดลงมาจนถึงรุ่นต่ำสุด สนามนูร์เบอร์กริงจึงเป็นสนามที่มีความท้าทายสูงมากโดยรายการแข่งรถระยะไกล 24 ชั่วโมงที่ได้รับความนิยมสูงมากจากคนดู นั่นก็คือรายการ ADAC 24h ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 ของเวิลด์กรังด์ปรีซ์ที่ทีมแข่งรถจากทั่วโลกต่างต้องการส่งรถแข่งโปรดักชั่นคาร์เข้ามาร่วมทำการแข่งขัน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของตัวรถในแต่ละรุ่นโดยในรายการนี้ได้แบ่งกลุ่มรถออกเป็นประเภทของรถยนต์คือ

SP : รถที่แต่งมาสำหรับการแข่งขัน แบ่งออกเป็น SP 1 / SP 2 / SP 3 /
SP3T รุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ และ SP 4

อันตรายจากสภาพสนาม ความเข้มข้นของการแข่งขันจากรถแข่งในแต่ละ Class ที่สูสีกัน ความยากของสนามถือเป็นการท้าทายประสิทธิภาพของรถ นักขับและทีมงานกลายเป็นที่มาของความภาคภูมิใจหากวิ่งเข้าเส้นชัยหรือแม้แต่วิ่งจนจบการแข่งขัน ทำให้สนามนูร์เบอร์กริงเป็นสนามแข่งรถอันดับต้นๆ ของโลกที่ค่ายรถยนต์มักส่งทีมแข่งลงไปประลองความขลัง ไม่เว้นแม้แต่ทีมแข่งจากประเทศไทยอย่าง Toyota Gazoo Racing Team Thailand โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Toyota Motor Thailand ซึ่งในปีนี้ Toyota Gazoo Racing Team Thailand ส่งรถลงไปทำการแข่งขันจำนวน 2 คันเหมือนเดิม  

อันตรายจากสภาพแวดล้อมท่ามกลางหุบเขาซึ่งมีอุณหภูมิเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้เกิดความเข้มข้นของการแข่งขัน ความยากของสนามนรกสีเขียวถือเป็นการท้าทายประสิทธิภาพของตัวรถ นักขับและทีมงาน กลายเป็นที่มาของความภาคภูมิใจหากวิ่งเข้าเส้นชัยหรือแม้แต่วิ่งจนจบการแข่งขัน ทำให้สนามนูร์เบอร์กริงเป็นสนามแข่งรถอันดับต้นๆ ของโลกที่ค่ายรถยนต์มักส่งทีมแข่งลงไปประลองความขลัง ไม่เว้นแม้แต่ทีมแข่งจากประเทศไทยอย่าง Toyota Gazoo Racing Team Thailand ซึ่งในปีนี้ Toyota Team Thailand ส่งรถลงไปทำการแข่งขัน 2 คันในรุ่น SP3 หรือซุปเปอร์โปรดักชั่น 3 เหมือนเช่นเคย ซึ่งเป็นรถยนต์ Toyota Corolla Altis Esport ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยแล้วนำไปปรับแต่งในเยอรมนี เป็นรถรุ่น Corolla Altis Esport ที่ผลิตและขายให้กับลูกค้าทั่วไป โดยมีการปรับแต่งตัวรถเพื่อให้เข้ากับสภาพสนามและถูกต้องกับกฎข้อบังคับของสนามแข่งชั้นนำระดับโลกแห่งนี้

รถแข่ง Toyota Altis ESport ของทีม Toyota Gazoo Racing Team Thailand ที่ส่งลงทำการแข่งขันในรุ่น SP3 จากบริษัท Toyota Motor Thailand ทั้ง 2 คัน เป็นรถยนต์ในประเภทโปรดักชั่นคาร์คันแรกของประเทศไทยที่เข้าร่วมทำการแข่งขันระยะไกลแบบ endurance โดยในการแข่งขันระยะไกล 24 ชั่วโมงเมื่อปีที่ผ่านมา (2016) Toyota Altis ESport เบอร์ 123 สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 ส่วนรถ Toyota Altis ESport หมายเลข 124 เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 4 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดเท่าที่ Toyota Motor เคยส่งรถยนต์ลงทำการแข่งขันในสนามแห่งนี้ รถ Toyota Altis ESport ทั้งสองคันได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในด้านความแข็งแกร่งทนทาน การทำงานเป็นทีมของ Toyota Motorsport Team Thailand ด้วยการวิ่งบนระยะทางที่ไกลถึง 3,000 กิโลเมตร โดยไม่มีการหยุดพัก แค่จอดเติมเชื้อเพลิง เปลี่ยนยางและเปลี่ยนนักแข่งซึ่งใช้เวลาไม่นานในพิต

รถแข่ง Toyota Altis ESport หมายเลข 123 ของทีม Toyota Gazoo Racing Team Thailand ขับโดย

สุทธิพงศ์ สมิตชาติ (หัวหน้าทีม)

ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ

ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ

มานัต กุละปาลานนท์

รถแข่ง Toyota Altis ESport หมายเลข 124 ของทีม Toyota Gazoo Racing Team Thailand ขับโดย

อาทิตย์ เรืองสมบูรณ์

กรัณฑ์ ศุภพงษ์

เฉิน เจี้ยน หงษ์

ทากายูกิ คิโนชิตะ (นักขับญี่ปุ่นคนเดียวในทีม)

จากชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาทำให้ในปีนี้ทาง Toyota Motor Thailand ได้ส่งรถลงทำการแข่งขันเหมือนเดิม เพื่อเป็นการทดสอบสมรรถนะของตัวรถ กำลังและความทนทานของเครื่องยนต์ เกียร์และช่วงล่าง อัตราเร่ง การยึดเกาะถนน ระบบความปลอดภัยเช่นระบบเบรกและระบบนิรภัยที่มีติดตั้งอยู่ในรถโดยมีการดัดแปลงที่เป็นไปตามกฎข้อบังคับของการแข่งขัน เป็นกฎจาก FIA ที่เข้มงวดกวดขันไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกหรือได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใดทั้งสิ้น ความสามารถของนักแข่งในทีมบวกกับสมรรถนะความทนทานของเครื่องยนต์ผสานโชคชะตาที่เข้าข้างจะทำให้ทีมสามารถคว้าชัยชนะได้ในสนามสุดอันตรายแห่งนี้

ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ นักแข่งชั้นนำในทีม Toyota Gazoo Racing Team Thailand ให้ความเห็นเกี่ยวกับสนามนูร์เบอร์กริงว่า อันตรายที่แท้จริงของสนามเกิดขึ้นจากสภาพเส้นทางที่ยาวถึง 27 กิโลเมตร รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆ ของรถแข่งที่ต้องรับภารกรรมหนักหน่วงตลอดระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตรซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายเร็วกว่าปกติ ส่วนสภาพร่างกายของนักแข่งแต่ละคนภายในทีมมีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี เนื่องจากทีมไทยมีประสบการณ์ในสนามแห่งนี้มานาน 3 ปี ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากความเครียดของนักขับ เพราะรถยนต์ในคลาส SP3 ซึ่งเป็นคลาสต่ำสุด (เครื่องยนต์ 1,800 ซีซี ไม่มีเทอร์โบ) แทบไม่ได้วิ่งอยู่ใน Racing Line โดยต้องคอยประคับประคองรถแข่งไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ คอยหลบรถแข่งในคลาสที่สูงกว่า ทุกโค้งในสนามทำให้ทีมไทยต้องใช้ความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลานักแข่งจึงเกิดความเครียดสูง แต่จากการลงทำการแข่งขันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังจากจบการแข่งขันนักขับได้เรียนรู้วิธีการที่จะควบคุมรถแข่งให้วิ่งจนจบโดยไม่เกิดอุบัติเหตุจนทำให้ต้องออกจากการแข่งขันทำให้หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันนักขับบางคนถึงกับหมดสภาพกันเลยทีเดียว 

ปี 2017 มีรถในคลาส SP3 ถูกส่งลงทำการแข่งขันมากขึ้นถึง 15 คัน โดยเฉพาะรถเจ้าถิ่นอย่าง Opel Astra และ Renault Clio ที่พลาดท่าเสียทีทีมไทยไปเมื่อปีที่แล้ว ในปีนี้ทีมเจ้าถิ่นมีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ทีม Renault นั้นผูกขาดในการคว้าชัยชนะในสนามแข่งนูร์เบอร์กริงมาโดยตลอดและมาพลาดพลั้งเสียตำแหน่งโพเดี้ยมให้กับทีมไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้ทีม Renault จึงมีการเตรียมความพร้อมทั้งรถและทีมงาน โดยหมายมั่นปั้นมือที่จะเอาชนะทีมไทยให้จงได้ ส่วนทีมไทยก็เผชิญกับแรงกดดันในฐานะแชมป์อันดับที่ 2 และที่ 4 ในรุ่น SP3 ซึ่งต้องทำให้ได้ดีกว่าเดิม นูร์เบอร์กริงนั้นเป็นสนามที่บริษัทรถเกือบจะทุกค่ายใช้เป็นสนามสำหรับการทดสอบประสิทธิภาพ เนื่องจากมีความครบทั้งในด้านสภาพอากาศ ผิวแทรคที่มีความแตกต่างและสภาพของทางโค้ง หากผ่านการทดสอบในสนามนูร์เบอร์กริงรถยนต์รุ่นนั้นๆ ก็สามารถใช้งานได้ทุกที่ที่มีถนน หากเครื่องยนต์ไม่ทนทาน ช่วงล่างไม่ดี ก็ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จในสนามแข่งแห่งนี้ได้เลย 

15.30 น. บ่ายวันเสาร์ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงถึง 34 องศาเซลเซียส แสงแดดจัดทั้งวันและไม่มีกระแสลมพัดในสนามแม้แต่น้อย ท่ามกลางความร้อนอบอ้าวราวกับประเทศไทย หลังจากการปล่อยตัวจากจุดสตาร์ต รถแข่ง Toyota Corolla Altis Esport ต้องพบกับอุปสรรค์มากมาย รถหมายเลข 123 ซึ่งขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ / ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ / ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต กุละปาลานนท์ เกิดปัญหาใหญ่หลังวิ่งไปแค่ 8 รอบ ระบบส่งกำลังหรือเกียร์เกิดเสียไม่ยอมเปลี่ยนต้องวิ่งเข้าพิตมาซ่อมระบบเกียร์และเสียเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง

ส่วนรถ Toyota Corolla Altis Esport หมายเลข 124 ซึ่งขับโดย อาทิตย์ เรืองสมบูรณ์ / เฉิน เจี้ยน หงษ์ / กรัณฑ์ ศุภพงษ์ และนักขับญี่ปุ่น ทากายูกิ คิโนชิตะ เกิดปัญหาเรื่องของเพลาขับทั้งๆ ที่กำลังวิ่งอยู่ในอันดับที่ 3 ในคลาส และต้องวิ่งเข้าพิตเพื่อทำการแก้ใขปัญหาโดยเสียเวลาไปอีก 1 ชั่วโมง

สภาพอากาศในวันแข่งขันกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้รถแข่งจำนวนมากต้องออกจากการแข่งขัน เนื่องจากนูร์เบอร์กริงในบ่ายวันเสาร์มีอุณหภูมิสูงถึง 34-36 องศา อุณหภูมิพื้นผิวแทรคร้อนถึง 50 องศาเซลเซียส ทำให้ยางต้องรับภารกรรมอย่างหนัก รถแข่งหลายคันประสบปัญหาเรื่องยางระเบิดขณะขับที่ความเร็วสูงจนบางคันเกิดอุบัติเหตุรุนแรงต้องออกจากการแข่งขันไปเลยก็มี

ช่วงกลางคืนที่อันตรายสุดๆ นั้น นักแข่งไทยทั้งสองคันพยายามประคองรถให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นในช่วงทางโค้งซึ่งมีมากถึง 27 โค้งในสนามนูร์เบอร์กริง สภาพการมองเห็นที่ย่ำแย่ขัดแย้งกับสปีดความเร็วที่ใช้ในลักษณะของการขับแบบแข่งซึ่งต้องใช้ความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรถหลายคันวิ่งแหกโค้งหรือเสียหลักฟาดกับที่กั้นแทรคจนเสียหายแข่งต่อไม่ได้ไปอีกหลายคัน ในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ รถหมายเลข 124 ของทีมไทยเกิดปัญหาขึ้นกับชิ้นส่วนในระบบขับเคลื่อนทำให้ต้องเสียเวลาเปลี่ยนทำให้อันดับหล่นลงอย่างน่าเสียดาย 

เช้าวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขัน รถ Toyota Corolla Altis Esport ทั้งสองคันยังคงวิ่งอยู่ในอันดับท้ายๆ ของคลาส SP3 จากปัญหาในด้านสภาพอากาศ อุณหภูมิที่สูงอย่างต่อเนื่องได้ถ่ายเทความร้อนไปยังระบบต่างๆ ของตัวรถ ความร้อนที่สะสมมาตลอดตั้งแต่ช่วงบ่ายวันเสาร์ส่งผลกระทบต่อชิ้นส่วนที่จะต้องรับแรงอยู่ตลอดเวลา การปรับจูนเครื่องยนต์เพื่อทำให้รถมีกำลังมากขึ้น เมื่อเจอเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนราวกับกำลังวิ่งอยู่ในประเทศไทยทำให้รถแข่งของทีม Toyota Gazoo Racing Team Thailand ต้องวิ่งเข้า-ออกจากพิตเพื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนเป็นว่าเล่น ปัญหาดังกล่าวทำให้อันดับของทีมไทยรูดลงไปเรื่อยๆ ที่น่าเสียดายมากก็คือทีม Subaru ซึ่งเป็นทีมแข่งจากเอเซียด้วยกันและกำลังขึ้นนำในรุ่น SP3T (ซุปเปอร์โปรดักซ์ชั่น 3 แบบมีระบบอัดอากาศเทอร์โบ) ในรถ Subaru WRX STi โดยเหลืออีกแค่ 2 ชั่วโมงก็จะเข้าเส้นชัย รถ STi เกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงเนื่องจากระบบเชื้อเพลิงรั่วในห้องเครื่องยนต์แต่นักขับสามารถออกจากรถได้ทัน ช่วงท้ายๆ ของการแข่งขันมีรถเกิดอุบัติเหตุจนต้องออกจากการแข่งขันไปอีกหลายคันจากสายฝนที่โปรยลงมาอย่างหนักบริเวณทิศเหนือของสนามซึ่งเป็นป่าสนหนาทึบ

15.30 น.ช่วงสุดท้ายของการแข่งขัน รถแข่ง Toyota Corolla Altis Esport ของทีม Toyota Gazoo Racing Team Thailand ก็วิ่งผ่านธงตราหมากรุก โดยรถหมายเลข 123 เข้าเส้นช้ยในอันดับที่ 8 ส่วนรถหมายเลข 124 เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 9 เป็นการจบการแข่งขันระยะไกลแบบเอนดูลานซ์ด้วยการวิ่งทางยาวกว่า 3,000 กิโลเมตรท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุและแปรปรวนในสนามที่ขึ้นชื่อว่าขับยาก และท้าทายติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ได้อย่างสมศักดิ์ศรีในศึกเวิลด์กรังด์ปรีซ์ 24 ชั่วโมง ADAC Zürich 24 Hours Race at Nürburgring ครั้งที่ 42 ที่สนามนูร์เบอร์กริง ประเทศเยอรมนี

สุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้จัดการทีมและนักแข่งของ Toyota Gazoo Racing Team Thailand เผยถึง ความรู้สึกหลังจากการแข่งขันว่า จากผลงานการแข่งขันที่จบลงไปในอันดับ ที่ 8 และ 9 นั้น ทีมไทยยังสร้างผลงานได้ดี สามารถทำได้ตามเป้าหมายคือการวิ่งจนจบการแข่งขันและเข้าเส้นชัยได้ทุกคัน แม้รถแข่งจะต้องพบกับอุปสรรคด้านสภาพอากาศที่ร้อน รวมทั้งยังมีฝนตกลงมาอีกในช่วงท้ายของการแข่งขัน ซึ่งสนามแข่งในรายการนี้ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของความโหดกับระยะทางรวม 27 กิโลเมตร กับ 73 โค้งอันตราย และต้องขับตลอด 24 ชั่วโมง ในฐานะผู้จัดการทีม ผมขอชื่นชมนักแข่งของเราทั้ง 8 คน และทีมช่างกับทีมงานทุกคน ที่ช่วยกันทุ่มเทเพื่อประคับประคองฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ทำให้รถแข่งของเราทั้ง 2 คัน สามารถวิ่งได้จนจบการแข่งขัน พวกเราทุกคนรู้สึกดีใจ และภาคภูมิใจที่ได้สร้างชื่อเสียงประกาศความสามารถของคนไทย ทั้งฝีมือการขับขี่ ทีมเวิร์ก และสมรรถนะรถยนต์ที่ถูกปรับแต่งด้วยฝีมือคนไทย จากรถที่มาจากสายการผลิตในประเทศไทย ทีมงานทุกคนทุ่มเทกันสุดชีวิตทำให้ Toyota Gazoo Racing Team Thailand วิ่งจนจบการแข่งขันทั้งสองคัน ขอขอบคุณบริษัท Toyota Motor thailand ที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 31 การสนับสนุนที่ดีมาตลอดทำให้ทีมไม่สูญเสียกำลังใจ และยังมั่นใจว่าในฤดูกาลหน้า ทีมแข่งจากประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Toyota จะกลับมาทวงอันดับคืนจากรถเจ้าถิ่น และจะสร้างผลงานได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมาได้อย่างแน่นอน

สรุปผลการแข่งขันของ Toyota Gazoo Racing Team Thailand
รถ Toyota Corolla Altis Esport หมายเลข 123 ขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ / ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ / ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และมานัต กุละปาลานนท์ คว้าอันดับที่ 8 ด้วยสถิติ 95 รอบ โดยทำระยะทางวิ่งได้ 2,470 กิโลเมตร ส่วนรถ Toyota Corolla Altis Esport หมายเลข 124 ขับโดย กรัณฑ์ ศุภพงศ์ / อาทิตย์ เรืองสมบูรณ์ / เฉิน เจี้ยน หงส์ และ ทาคายูกิ คิโนชิตะ คว้าอันดับ 9 ด้วยสถิติ 94 รอบ ระยะทาง 2,444 กิโลเมตร รวมผลทั้งหมดจากรถแข่งที่ถูกส่งลงทำการแข่งขัน รถแข่งทั้ง 2 คันของทีมไทย ได้อันดับที่ 115 และ 116 ในการนับผลรวมทุกรุ่นจากจำนวนรถที่เข้าแข่งขันทั้งหมด 157 คัน.


ขอบคุณบริษัท Toyota Motor Thailand อำนวยความสะดวกในการเดินทาง
ขอบคุณบริษัท Nikon Thailand สนับสนุนอุปกรณ์บันทึกภาพ

Camera 
Nikon D4S
Nikon DF
Lens
Nikkor 28-70 f2.8
Nikkor 80-400 f5.6 VR NANO

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/