บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เชื่อมั่นความยุติธรรม 7 ปีสู้คดีแพะซ้อนแพะ 15 ปีรอคอยได้อยู่ร่วมกัน

“คิดว่าในนั้นคงไม่ต่างอะไรจากอยู่ในนรก...แต่พอก้าวขาออกนอกเรือนจำ กำลังจะพ้น กลับถูกดึงลงมาที่นรกอีกครั้ง!”

คุณว่าประเทศไทยมี “แพะ” เยอะแค่ไหน...
แต่ที่แน่ๆ “แพะรับบาป” นั้น มีให้เห็นอยู่เนืองๆ

และนี่ก็เป็นอีก 1 คดีที่เขาผู้นี้ต้องตกเป็นแพะ แถมยังเป็น แพะ ถึง 2 คดีซ้อนกันเลย หรือที่สังคมเรียกว่า “แพะซ้อนแพะ”

เรื่องชีวิตผกผันของ นายวรวิทย์ หรือ วา สินทองน้อย อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78 บ้านเมืองใหม่ หมู่ 17 ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น เหตุเกิดเมื่อประมาณเดือน ต.ค. 53 แล้วญาติมีการร้องขอความเป็นธรรมกับกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากขณะเกิดเหตุ นายวรวิทย์ หรือ วา เพียงแค่ขับรถตามผู้ตายมาแต่ไม่ได้ก่อเหตุ โดยกระทรวงยุติธรรม เข้ามาช่วยเหลือและศาลฎีกายกฟ้อง แต่กลับถูกอายัดตัวคดียาเสพติดอีก จนวันนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องอีกครั้ง

ในความโชคร้ายของเขา ยังมีความโชคดีเจือปนอยู่บ้าง เนื่องจากเขามีแฟนที่เป็นที่รัก คือ น.ส.หฤทัย บุญศรี ที่ทุ่มเทช่วยเหลือเขาทุกทางที่ทำได้จนเขาได้รับอิสรภาพ ซึ่งคนที่รู้ดีที่สุดก็คือ นายวรวิทย์ 

นายวรวิทย์ เจ้าของคดี "แพะซ้อนแพะ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากได้ เปิดเผยความรู้สึกกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า ตอนนั้นเราถูกจับเพราะเราอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ตอนแรกเขาก็เรียกเรามาสอบสวนก่อน จากนั้นเขาก็ออกหมายจับ เราปฏิเสธมาตลอด สู้ในศาล 2 ศาล กระทั่งแฟนที่คบกันมานาน 15 ปี ได้พยายามไปร้องหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ

การช่วยเหลือของกระทรวงยุติธรรมนั้น เขาให้เราไปเข้าเครื่องจับเท็จ เพราะต้องมีการตรวจสอบก่อน เราก็พร้อมเข้าไปกับแฟน จากนั้นเขาก็ลงพื้นที่ตรวจสอบ ตรวจสอบทุกอย่าง จนกระทั่งทราบว่า การก่อเหตุดังกล่าวเป็นลักษณะการจ่อยิง เพราะคราบเขม่าดินปืนที่พบ กระทั่งมีการพิสูจน์ในชั้นศาล กระทั่งศาลยกฟ้อง

“แต่พอเราก้าวขาออกจากเรือนจำ เหมือนกำลังพ้นคุก ซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะดีกว่านรกนิดเดียว ก็มีตำรวจมาอายัดตัวเราต่อในคดียาเสพติด เราอยู่ในคุกเราจะไปทำแบบนั้นได้อย่างไร แต่เขาก็เอาตัวเราไปฝากขังอีก ตอนนั้นคิดว่าตัวเองกำลังจะพ้นจากขุมนรกแล้ว แต่ฟ้าก็ถล่มลงมา ดึงขาเราลงไปอยู่ในขุมนรกต่อ” นายวรวิทย์ น้ำตาคลอ เล่าด้วยเสียงสั่นเครือ

“ตอนนั้นรู้สึกแค้น รู้สึกโกรธ ว่าทำไมชีวิตเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ มันเป็นโชคชะตาของเราหรืออย่างไร..”

ชีวิตในเรือนจำสุดแสนลำบาก โรคภัยมากมาย นอนแออัดรวมกันครึ่งร้อย

หนุ่มผู้ตกเป็นแพะจาก 2 คดี กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า ตอนอยู่ข้างในนั้นชีวิตสุดแสนจะลำบากมาก เพราะต้องนอนรวมกันอยู่ในห้องแคบๆ 8 คูณ 4 เมตร โดยภายในห้องนั้นก็มีคนอยู่ประมาณ 50-60 คน เรียกว่ามันทรมานไปหมด ทั้งเจอคนไม่ดี เห็นมีการทำร้ายกัน แทงกัน ยากลำบากมาก

“ผมว่าข้างในนั้นมันอาจจะดีกว่านรกนิดเดียว ในใจมันว้าวุ่นไปหมด นอนก็ไม่ค่อยจะหลับ เพราะมันร้อน ทรมานมาก สิ่งที่ทำได้คือ หากมีเวลาก็พยายามออกกำลังกาย ด้วยวิธีไหนก็ได้เพื่อให้ร่างกายมันเพลียแล้วนอนหลับไปเอง เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็จะคิดมาก กำลังใจที่มีก็คือครอบครัว แล้วก็แฟน แฟนเขาพยายามช่วยเราทุกวิถีทาง มาทุกครั้งก็จะให้กำลังใจ บอกถึงความคืบหน้าของคดี”

“พี่ไม่ผิด...พี่ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวก็จะได้ออกแล้ว”

นี่คือคำพูดที่เขาพยายามปลอบโยนไม่ให้ใจเราว้าวุ่น และบรรเทาความทรมานที่ต้องประสบ

นายวรวิทย์ กล่าวว่า แฟนคือผู้ให้กำลังใจคนสำคัญ เราคบหากันนาน 15 ปี...ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเลย ตอนนั้นที่เราอยู่ข้างนอก เขาก็กำลังเรียนหนังสือ แต่พอตนถูกจับเข้าเรือนจำ เขาก็เรียนจบ จากนั้นก็หางานทำช่วยเหลือครอบครัวตนมาตลอด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตนคือหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงานหาเลี้ยงครอบครัว คือ เสาหลักของบ้าน แต่ตัวเองกลับต้องไปอยู่ในนั้นทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

“เมื่อก่อนพ่อผมเขาเปิดร้านท่อไอเสียรถยนต์ เป็นร้านใหญ่ที่สุดในพื้นที่ แต่หลังจากถูกจับพ่อก็ไม่สบาย ล้มป่วย กลายเป็นคนพูดไม่ได้ บางครั้งก็ยิ้ม น้ำตาริน เขาจะพยายามชะเง้อมองเรา ว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้าน เขารอเรามาตลอด ยังดีที่มีแฟนมาช่วยที่บ้าน หาเงินเลี้ยงพ่อเรา รวมถึงครอบครัวเขาเองได้ แฟนคนนี้เป็นผู้มีพระคุณกับเรามาก ผมไม่รู้จะขอบคุณเค้ายังไงดีที่ช่วยเหลือเรามาทั้งชีวิตแบบนี้”

นายวรวิทย์ บอกกับทีมข่าวว่า วันที่กลับไปที่บ้าน เห็นสภาพที่บ้าน รู้สึกเสียใจ ใจหาย เพราะท่อไอเสียรถยนต์ที่เคยขายในบ้านหายไปแทบไม่เหลือ ร้านค้าที่เคยรุ่งเรืองกลับเงียบเหงา เพราะไม่มีลูกค้า เมื่อก่อนเราช่วยพ่อขายของ มีลูกค้ามากมาย แต่วันนี้เหมือนกับไม่มีอะไรจะขาย ลูกค้าที่เข้ามา...ก็เหมือนกับเราไล่เขา เพราะเราขายของให้เขาไม่ได้

แต่เมื่อเจอหน้าพ่อ พ่อพูดกับเราไม่ได้ แต่ท่านก็ยิ้มให้เราพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาจากตา เชื่อว่าพ่อคงดีใจมากที่เราได้กลับบ้านเสียที

“เรื่องเงินเยียวยานั้น ผมเองก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ผมเองก็ไม่ได้หวัง สิ่งที่อยากทำหลังจากนี้ ตนคงอยากจะกลับมาฟื้นฟูกิจการที่บ้านให้กลับมาขายกิจการที่บ้านเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวอีกครั้ง ตนเป็นลูกคนโต ที่ผ่านมาไม่เคยได้ช่วยเหลือที่บ้าน ครั้งนี้ก็หวังว่าจะได้ใช้ชีวิตสงบสุข และมีความสุขกับแฟนเสียที”

ด้าน น.ส.หฤทัย บุญศรี อายุ 30 ปี แฟนนายวรวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยท้อถอย เพราะเชื่อมั่นว่าแฟนเราไม่ผิด และเชื่อมั่นว่าความยุติธรรมจะช่วยแฟนเราได้ เราทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขา ความรู้สึกคือ ตอนที่เขาเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ถูกจับดำเนินคดี ทำไมมันรวดเร็วนัก รู้สึกเหมือนเวลาไม่นานเขาก็ต้องติดคุกเข้าเรือนจำ แต่พอเวลาที่ต่อสู้เพื่อช่วยเขาออกมา กลับรู้สึกว่าทำไมมันนานเหลือเกิน ใช้เวลาในการยื่นคำร้องนานเป็นปี ต้องทำอะไรหลายอย่างไปหมด

“เมื่อเขาออกมาได้ เราก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ผ่านมาไม่เคยได้อยู่ด้วยกัน วันนี้พร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว หลังจากนี้สิ่งที่อยากจะทำคือ การแต่งงาน แต่ก็ยังไม่รู้เมื่อไหร่ คงต้องรอให้เรื่องทุกอย่างมันดีขึ้น และสะดวกกว่านี้ก่อน” สาวคู่กายในวรวิทย์ กล่าวในวันที่เขามีอิสรภาพอีกครั้ง

สำหรับคดีนี้ ถือเป็นผลงานเด่นของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพราะหลังจากเรื่องร้องเรียน จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่สอบสวนหาข้อเท็จจริง และประสานงานภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี บางมด ทดสอบหาวิถีกระสุนและคราบเขม่าดินปืน จนได้ผลการพิสูจน์ว่ารูรอยกระสุนที่เกิดจากศพผู้ตาย ไม่สัมพันธ์กับคำให้การของผู้เสียหาย ที่อ้างว่าคนร้ายขับติดตามมาในระยะประมาณ 10 เมตร แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อีกทั้ง ดีเอสไอ ได้ใช้เครื่องจับเท็จจับคำให้การจำเลยทุกราย ผลปรากฏว่า ผ่าน คือว่าไม่ได้เป็นคนร้ายในคดีนี้ กระทรวงยุติธรรม จึงได้นำพยานหลักฐานทั้งหมดยื่นต่อศาลฎีกา และเมื่อเดือน พ.ค. 2558 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยคดีนี้มีจำเลย 4 ราย ซึ่งได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด

แต่นายวรวิทย์ ไม่ได้รับการปล่อยตัวเพราะถูกตำรวจอายัดตัวในคดียาเสพติดอีก กล่าวหาว่า ใช้โทรศัพท์มือถือภายในเรือนจำ โทรออกไปสั่งยาเสพติด ต่อมา กระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม จนพิสูจน์ได้ว่า นายวรวิทย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งยาเสพติดภายนอกเรือนจำ และยังพบว่าผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อว่า วรวิทย์ ซ้ำกันถึง 6 ราย ซึ่งรายที่ 1 ถึง 5 เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดทั้งหมด ส่วน นายวรวิทย์ สินทองน้อย เป็นผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่น กระทรวงยุติธรรมจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและเป็นพยานในชั้นศาล จนกระทั่งวันนี้ (25 พ.ค.) ศาลจังหวัดเดชอุดม ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นายวรวิทย์ สินทองน้อย ซึ่ง พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปล่อยตัว นายวรวิทย์ สินทองน้อย ที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี เวลาประมาณ 18.00 น. (ปล่อยตัวแล้ว หนุ่มที่อุบลฯ ผู้ต้องหา 2 คดีแพะ ญาติสุดดีใจ)

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน