วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สถานการณ์ “โลกล้อมประเทศ” ท่วงท่ามหาอำนาจ : สร้างดุลภิวัตน์ใหม่

เมื่อมหาอำนาจโลกยิ่งรุกคืบทางการเมือง สถานการณ์ก็ยังอยู่ในโหมดภาวะโลกล้อมไทย

สถานการณ์นั้นยังเขม็งเกลียว เปรียบเหมือนคลื่นทะเลที่ถาโถมเป็นระลอก

ท่ามกลางเหตุการณ์ด้านความมั่นคง การเชื่อมโยงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ

โดยเฉพาะในอาเซียน เอเชีย ยุโรป ย่อมสะเทือนถึงประเทศไทย

ไทยจะรับมืออย่างไร นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ เป็นความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิสถาปัตย์ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการเงิน แลนด์สเคปเปลี่ยนไปเยอะ

ด้านความมั่นคงจะเห็นได้ว่าคาบสมุทรเกาหลีมีความตึงเครียด ใกล้ไปสู่จุดปะทะกันสูง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เล่นไพ่หลายสำรับ ใช้ทางการทูตทั้ง ทวิภาคี พหุภาคี ส่งเรือรบไปใกล้น่านน้ำเกาหลี ทำให้เกาหลีใต้เข้มแข็ง และจีน รัสเซียเตรียมพร้อม

ปัญหาความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ยังน่าเป็นห่วงอยู่เสมอ หวังว่าจะไม่เป็นสนามประลองกำลังของมหาอำนาจเหมือนสงครามเวียดนาม แม้ “ทรัมป์”เข้ามา ปัญหาทะเลจีนใต้ดูลดความตึงเครียดลง

แต่มีความเสี่ยงสงครามทางการค้าระหว่าง “จีน” กับ “สหรัฐฯ” ขณะนี้ยังมองไม่ออกว่า “ทรัมป์” ต้องการส่งสัญญาณอยากให้จีนไปลงทุนในสหรัฐฯ เหมือนที่เคยส่งสัญญาณไปทางญี่ปุ่น คิดว่าจีนก็ยินดีที่จะทำ ฉะนั้น สงครามการค้าไม่น่าจะเกิดขึ้น เป็นเพียงการส่งสัญญาณ

ทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนแปลง “ภูมิสถาปัตย์ทางยุทธศาสตร์”

จีนไม่กำหนดตัวเองเป็นผู้นำทางการทหาร แต่กำหนดตัวเองเป็นผู้นำในเชิงยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน โดยทำให้เงินหยวนเป็นสกุลการค้าระหว่างประเทศได้สำเร็จ ยิ่งยุทธศาสตร์ทางการเงินที่มีความสำคัญสำเร็จมากเท่าไหร่ ทำให้เทียบเคียงกับสหรัฐฯมากยิ่งขึ้น สหรัฐฯห่วงใยจุดนี้มากกว่า

จีนยังวางยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา จับมือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และอเมริกาใต้ ประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ นามกลุ่มบริกส์ ก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (เอ็นดีบี) เหมือนตั้งธนาคารโลกโดย 5 ประเทศ

จีนยังขยับตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) โดยเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนอกประเทศจีน การพัฒนาในเอเชียแม้มีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) อยู่แล้ว ญี่ปุ่นผูกขาดเป็นประธานเอดีบี หลายโครงการที่จีนจะทำ ถูกญี่ปุ่นที่เป็นคู่แข่งยืนอยู่ข้างหลัง จีนคงขัดใจอยู่ จึงตั้งเอไอไอบีเดินหน้ายุทธศาสตร์การเงินเพื่อการพัฒนาขึ้นมา

การเชื่อมโยงเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 เป็นการดึงมิตรเข้าหาจีน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ มีการเชื่อมโยงทางกายภาพ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นทั้งนิคมอุตสาหกรรม ถนน สนามบิน ท่าเรือ การท่องเที่ยว โรงแรม และสิงคโปร์ทำการเชื่อมโยงดิจิทัลลงทุนในจีนสูงสุดในอาเซียน

ฉะนั้น การเงิน การลงทุน การพัฒนา การเชื่อมโยงทางกายภาพ ที่เป็นการลงทุนการค้า สุดท้ายทั้งหมดเป็นการเปิดเศรษฐกิจ รวมกลุ่มมหามิตรทางเศรษฐกิจ ด้านสหรัฐฯก็วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) จีนกับอาเซียนก็มาร่วมมือกัน ดึงญี่ปุ่นเข้ามา พอดียกเลิกทีพีพี จีนก็เดินหน้าให้รวมกันทั้งเอเชียและแปซิฟิก

ทุกคนกลัวโลกใบนี้จะไม่มีการค้าแบบเสรี ขณะที่การค้าเสรีโดยการเพิ่มเพื่อน 1 แถบ 1 เส้นทางของจีน และจีนประกาศนโยบายเมดอินไชน่า เยอรมนีมีเมดอินเยอรมนี สหรัฐฯประกาศอเมริกาเฟิร์ส เศรษฐกิจใหญ่ๆของมหาอำนาจเน้นภายในประเทศ ท่ามกลางโลกกำลังเชื่อมโยงกัน และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรายสัปดาห์

เทคโนโลยีนำไปสู่การค้าระหว่างประเทศที่น้อยลง นโยบายเมดอินไชน่าจะดึงการค้าระดับโลกกลับไปเป็นการค้าในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ อาเซียนกับจีน แอฟริกากับจีน ส่วนหนึ่งจะเป็นการค้าภายในประเทศจีน

แสดงให้เห็นว่า ภูมิสถาปัตย์ของความมั่นคง เศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันอย่างรวดเร็วมาก ย่อมมีผลกระทบต่ออาเซียนและไทยเป็นอย่างมาก ฉะนั้นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาพัฒน์ จะต้องหันมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ไทยเดินหน้าไทยแลนด์ 4.0 ควรจะปรับนโยบายอย่างไรให้ทันต่อการเปลี่ยน แปลงของภูมิสถาปัตย์ นายสุรเกียรติ์ บอกว่า เราต้องตามให้ทันยุทธศาสตร์ใหม่ๆเหล่านี้ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง

ตามทันทั้งวิธีคิดใหม่ๆในด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ การเป็นมิตรกันและไม่เป็นมิตรในบางเรื่อง เห็นได้จากบางเรื่องสหรัฐฯกับจีนแข่งขันกัน แต่บางเรื่องฮั้วกัน ทุกอย่างคละเคล้ากันไป ไม่มีอะไรได้หรือเสียหมด

การวางจุดยืนของไทย ย้อนยุคไปสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่วางสมดุลใกล้ชิดกับขั้วอำนาจ ใกล้ชิดกับทุกคน เรามีจุดแข็งของการเป็นสะพานเชื่อมโยงกับทุกประเทศ สนิทกับจีน เก่าแก่กับสหรัฐฯ ใครมีปัญหาก็ให้เราช่วยพูด ไม่ใช่มัวไปทะเลาะกันเอง นอกจากไม่มีใครใช้เราแล้ว เรายังเอาตัวไม่ค่อยจะรอด

ยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลอิทธิพลของมหาอำนาจในประเทศไทย ต้องจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เพื่อสร้างสมดุลกับมหาอำนาจในประเทศแม่น้ำโขงและสร้างสมดุลของมหาอำนาจในอาเซียน อาเซียนควรสร้างสะพานในภูมิภาค ที่มีทั้งประเทศสนิทสหรัฐฯ รัสเซีย จีน มีประเทศมุสลิม ประเทศผลิตน้ำมัน

ทุกกลุ่มสำคัญในโลก 10 ประเทศอาเซียนเป็นพรรคพวกกับเขาหมด ฉะนั้น อาเซียนเป็นสะพานได้และไทยจะต้องเดินนำอาเซียนได้อยู่แล้ว นี่คือบทบาทที่คนเรียกร้องโหยหากับไทย 10 ปีที่ผ่านมาบทบาทนี้หายไปไหน

วันนี้อาเซียนจะต้องผสมผสานระหว่างวิถีอาเซียนเดิมๆ กับอาเซียน ที่มีกฎเกณฑ์มากขึ้น และในด้านเทคโนโลยีที่เข้ามา การศึกษาของอาเซียนที่ตามไม่ทัน ยกเว้นสิงคโปร์ มาเลเซีย

โดยเฉพาะไทยที่ตามไม่ทันในด้านภาษา การฝึกอบรมให้คนเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีให้ทัน งบฯในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมยังห่างไกลเดินออกจากประเทศที่อยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง เรากับเพื่อนบ้านมีปัญหาเดียวกัน ฉะนั้น เรากับอาเซียนจะดีลกับเทคโนโลยี การสร้างคนให้เป็นผู้ใช้นวัตกรรม ไม่เช่นนั้นทั้งหมดจะยืนอยู่จุดเดิม

ผู้นำรัฐบาลในอาเซียนก็เหมือนกัน วันนี้ใกล้ชิดกันน้อยลง ผู้นำในอดีตมีความใกล้ชิดกัน มีประเพณีการพบกันอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้อาเซียนที่มีวัฒนธรรม ศาสนา การปกครองที่หลากหลาย จะทำให้สามารถจับมือกันและเดินไปสู่โลกที่กำลังล้อมอาเซียนได้

ฉะนั้น วัฒนธรรมและประสบการณ์เหล่านี้ กระทรวงการต่างประเทศควรนำเสนอต่อผู้นำ ไม่เช่นนั้นประชาคมอาเซียนจะไม่มีจิตวิญญาณของการรวมกลุ่มอย่างแท้จริง ถ้าผู้นำไม่มีความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่การศึกษายังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ เพราะไม่มีการยกเครื่องพัฒนาคนให้ทันเทคโนโลยี ไทยคงเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้บางจุด แม้จะมีการวางยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้ ซึ่งสามารถมีได้ แต่ภูมิสถาปัตย์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หลายอย่างอยู่นอกเหนือสติปัญญาของเราที่จะไปต่อต้านได้

ยุทธศาสตร์ชาติควรมีความยืดหยุ่น สิ่งที่อยากเห็นคือยุทธศาสตร์ 1 ปี 2 ปี 3 ปีว่าควรจะทำอะไรบ้าง ใน 3 ปีที่ผ่านมาพวกเราเห็นโลกและประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก

การเปลี่ยนไปมากก็ต้องหาจุดแข็งของไทยแลนด์ 4.0 คืออะไร เห็นด้วยกับนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่บอกว่าจุดแข็งของประเทศไทย คือ “หลั่นล้าอีโคโนมี” ซึ่งมีอยู่ในสปีชีส์ของคนไทย มีเสน่ห์ในด้านความสนุกสนาน การท่องเที่ยว 4.0 ไม่ต้องไปแข่งในเรื่องฟินเทค สมาร์ทซิตี้

ถ้าดูจากประเทศสำคัญๆ ยุทธศาสตร์การพัฒนาของเขาไม่เกิน 5 ปี เพราะภายในปีสองปีเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป ซึ่งเปลี่ยนทั้งการศึกษา การใช้ชีวิต เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย

แต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองกันว่าการปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูประบบราชการไม่มีทางสำเร็จ นายสุรเกียรติ์ บอกว่า สิ่งที่คาดหวังจาก คสช.มาตั้งแต่ต้นและควรทำที่สุด

คือการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก

การปฏิรูประบบราชการ และปฏิรูประบบกระทรวง ทบวง กรม

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำได้

แต่ คสช.ทำง่ายมาก ใช้มาตรา 44 ออกมาจบเลย

ประชาชนจะให้การสนับสนุน.


ทีมการเมือง