บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“หมอ”ผู้เสียสละ ดัชนีระบบสุขภาพ

มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ “หมอดื้อ” หรือ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ออกมาสะท้อนถึงปัญหาสภาพการทำงานในโรงพยาบาลรัฐ ด้วยภาระงานอันหนักอึ้งเกินกำลัง ไม่ได้พุ่งเป้าที่จะล้มบัตรทอง...ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า

หากแต่มุ่งหวังให้เห็นภาพคนที่เริ่มเป็นโรค เมื่อแนะนำให้ไปโรงพยาบาล เนื่องจาก รพ.สต. รักษาเองไม่ได้ เมื่อต้องไปโรงพยาบาล...ไปเจอภาวะคนไข้แน่นมากๆก็ทำให้ท้อที่จะมารักษาต่อ...ยาชุดแรกที่ได้รับก็ทานไปเรื่อยๆซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะการจะคุมความดัน เบาหวาน ไต และอื่นๆ ต้องประเมินปรับยาเป็นระยะ

นานเข้าโรคพัฒนาเต็มที่ ความดันก่อเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ ไตวาย กลายเป็นหนักหมด ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะจำเป็น ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป...“งบประเทศ” จะพอไหม

“หมอดื้อ” ย้อนอดีตความทรงจำจากโพสต์ของคุณหมอท่านหนึ่ง #คนในอยากออก #คนนอกอยากเข้า...เสียดายไหม ตอบเลยว่ามาก ทุกวันนี้ยังมีความสุข (เป็นส่วนมาก) เมื่อตรวจคนไข้ เมื่อเช้าคนไข้ยังขอบคุณและขอให้ผมถูกหวยเลย เราได้แต่ยิ้มๆแล้วบอกว่า...ผมไม่เล่นหวยครับ

วันนี้...จะมาขอระบายความในใจตลอด 6 ปีที่เรียน และ 2 ปีที่ก้าวเข้ามาเป็นหมอ เริ่มจากตอนเรียนจบ เราภูมิใจมาก เพราะค่านิยมคนไทย หมอยังเป็นอาชีพที่นับหน้าถือตาอันดับต้นๆ ถัดมา...เด็ก 18 จะรู้อะไรว่าหมอต้องอดหลับอดนอนตั้งแต่ตอนเรียนและตลอดชีวิต สอบทุก 2 สัปดาห์ อ่านหนังสือยิ่งกว่าเตรียมสอบแอดมิดชันในเวลา 1 เดือน เจอคำดูถูกถากถางมานับไม่ถ้วน กว่าจะสร้างหมอคนหนึ่งขึ้นมาได้

สาม...ต้องขอบคุณอาจารย์ทุกคนมากจริงๆที่สร้างผมมา ถึงแม้วันนี้ผมจะทำตามปณิธานที่ให้ไว้ไม่ได้ก็ตาม สี่...ที่ตัดสินใจแบบนี้เราใช้เวลาคิดไตร่ตรองอยู่ 8 เดือน ไม่มีวันไหนเลยที่เราเปลี่ยนใจ

“เราไม่ได้เบื่อคนไข้ แต่เบื่อระบบ”

ห้า...ตอนแรกจะเรียนต่อสูติ ทำงานวันแรกเคสแรกก็รับเด็กคลอดตายในมือเลย เบนไปรังสีก็คะแนนไม่ดีอีก เลยจะเรียนพยาธิ แฟนก็ทักว่าเธอจะเอาอะไรกิน เลยมาใช้ทางพระพุทธเจ้ามองดูต้นเหตุ คิดไตร่ตรองกับตัวเองว่าทำไมเราโลเลจัง เลยมีสติ อ๋อ...เพราะเราไม่ได้ชอบอะไรเลยไง แค่จะเรียนต่อเพราะอยากจะออกไปจากการเป็นแพทย์อินเทิร์นใช้ทุน...ไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปสู่บรรยากาศแบบนั้นอีกแล้ว

“เวลาเป็นสิ่งที่หมอไม่มี...เคยต้องตื่นตีสี่...ตีห้าไปโรงพยาบาล บางวันอยู่เวรสองวันติด เหนื่อยมาก เพื่อนเคยโดนจัดให้อยู่เวรเก้าวันติด ไปท้วง ได้คำตอบว่า...ถ้ามีปัญหามาก อยู่ไม่ไหวก็ไม่ต้องอยู่ ก็เลยไปช่วยเพื่อนแบ่งเวรโดยที่ไม่ได้บอกใคร...กลับมาตอนเย็นไม่กินข้าวเย็นเพราะง่วงมาก ต้องตื่นนอนเลย ตื่นมาโรงพยาบาลวนไป...ทำแบบนี้ทุกวันหลายเดือน...ไม่ได้คุยกับแฟน ไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ ทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน...”

ปัญหาที่มีผลกระทบมากคือการนอนหลับ เพราะเป็นคนหลับยาก ตื่นง่ายมาก แค่เปิดสวิตช์ไฟก็ตื่นแล้ว อยู่เวรทุกครั้ง เครียดมากกับการต้องตื่นมาดูคนไข้หลังเที่ยงคืนเพราะจะทำให้นอนไม่หลับเลย เลยต้องพึ่งยา ต้องกินทุกครั้งก่อนอยู่เวร จนกลายเป็นว่าวันที่ไม่อยู่เวรจะนอนไม่หลับ ถ้าไม่ได้กินยา

เอาเรามาทำงานหนัก ไม่ได้พัก เสียสุขภาพกายและจิต และต้องเสียอะไรหลายๆอย่างในชีวิต เราก็หวังว่าสิ่งตอบแทนที่ได้กลับมาจะต้องสมผลกัน...เงินมากน้อยไม่ว่า แต่คุณต้องจ่ายตรงเวลา ไม่ใช่ติดค้างจนจะเท่าเงินเดือน 1 เดือน บางที่...มีการไม่จ่าย บอกหมอว่าให้บริจาคเงินให้โรงพยาบาล

“หลายคนพูดว่าเป็นหมอต้องเสียสละ...เวลาเราไปจ่ายตลาดเราไม่ได้เอาความเสียสละไปซื้อกับข้าวหรือเปล่า เลิกพูดสักทีเถอะว่า ...เป็นหมอน่ะต้องเสียสละ”

ต้องมีการกระจายงานที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ให้แค่แพทย์ใช้ทุนทำงานอยู่เวรเป็นคนขับเคลื่อนโรงพยาบาล...ระบบเดิมเป็นมาอย่างไร ยังคงเดิม...เราคนเดียวยากที่จะเปลี่ยน มันง่ายกว่าคือการเอาตัวเองออกมา

อนาคตระบบบริการสุขภาพเพื่อคนกลุ่มใหญ่ของประเทศไทยจะเป็นเช่นใด? จะสาละวันเตี้ยลงแค่ไหนไม่นานคงได้รู้ชัด แต่ที่แน่ๆวันนี้ปัญหาคนไข้ก็เยอะ...หมอก็มี...พยาบาลก็ไม่น้อย สะสมเรื้อรังเข้าทุกที

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กรรมาธิการสาธารณสุข สนช. เปิดมุมมองประเด็นการจัดอัตรากำลังบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข นับเนื่องมาจากความเดือดร้อนของพยาบาลวิชาชีพ ที่ต้องทำงานในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง...ตลอด 365วัน

ปัญหามีว่า การที่จะ “เพิ่มคน” โดยใช้งบประมาณน้อยที่สุดที่นายกรัฐมนตรีแนะนำนั้น อาจจะทำได้ยากในเรื่องเกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข...แต่อย่างน้อยๆ “ปัญหา” ก็ถูก “มองเห็น”

นโยบายที่จะให้ไทยเป็นเมดิคัลฮับ...ศูนย์กลางในการรักษาพยาบาลทำให้พยาบาลวิชาชีพมีทางเลือกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลจ้างพยาบาลในอัตราค่าจ้างต่ำ แต่มีภาระงานมากมาย และไม่มีสวัสดิการที่ดี ก็คงไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้พยาบาลมาทำงานอยู่ในภาคราชการได้นาน แม้ว่าแพทย์และพยาบาลจบใหม่อาจมีภาระผูกพันที่จะต้องเข้าทำงานชดใช้ทุนตามพันธะสัญญาที่ได้ทำไว้ก็ตามที

“ภาระงานหนัก...ค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าภาคเอกชน และไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ทำให้ขาดสิทธิประโยชน์ในการได้รับสวัสดิการแก่ครอบครัว เช่น สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของพ่อแม่และตนเอง ที่สำคัญ...ต้องเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุข โดยค่าจ้างก็ต่ำกว่าอัตราบรรจุข้าราชการใหม่”

ข้าราชการใหม่บรรจุขั้นต่ำ เดือนละ 15,000 บาท...เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ ในขณะที่เป็นค่าแรงที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่กระทรวงสาธารณสุขจะจ่ายค่าจ้างแก่พยาบาลจบใหม่แค่เดือนละ 12,000 บาทเท่านั้น จึงทำให้พยาบาลที่ทนทำงานตามพันธะสัญญา ถ้าไม่ได้รับการบรรจุ ก็จะลาออกไปอยู่เอกชน

เท่ากับว่า...เราต้องสูญเสียพยาบาลที่เริ่มจะมีความชำนาญงานไปทุกๆปีเป็นจำนวนมาก ส่วนพยาบาลลูกจ้างที่ยังอยู่ในระบบรัฐ ก็มีความหวังที่จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการต่อไป

นับวันที่ผู้ป่วยจะมีจำนวนมากขึ้นทุกปี จากการที่รัฐบาลได้ให้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฟรีแก่ประชาชน 48 ล้านคน...ทำให้ประชาชนมาใช้บริการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กระทรวงสาธารณสุขคงต้องคิดที่จะป้องกัน...แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว หรือมองตัวอย่างจากกระทรวงศึกษาธิการ ที่แยกการบริหารงานบุคคลออกจาก ก.พ. ซึ่งสามารถช่วยให้จัดสรรตำแหน่ง อัตรากำลัง และความก้าวหน้าในวิชาชีพครูได้อย่างชัดเจน สามารถจัดสรรครูให้เหมาะสมกับจำนวนนักเรียน

พัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครูได้ ทำให้ผู้เป็นครูมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความก้าวหน้ามั่นคงในวิชาชีพครู เพื่อที่จะทำหน้าที่สั่งสอนอบรมนักเรียน เยาวชนของชาติให้ได้รับการศึกษาที่ดี มีมาตรฐาน มีความรู้และทักษะในการที่จะเรียนรู้และทำงานให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง...ประเทศชาติ

นอกจากนี้รัฐบาลควรจะต้องเพิ่มการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันการเจ็บป่วย และตรวจคัดกรองโรคมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถป้องกันการเกิดความเจ็บป่วยจากโรคและอุบัติเหตุได้ดีขึ้น เพื่อช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย...ลดอัตราการใช้บริการทางการแพทย์ไม่ให้มากขึ้นไปกว่าเดิม

“การจะพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลประชาชนให้อยู่ในสภาพดีและรักษาคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องจัดการด้านบุคลากรให้มีอัตรากำลังที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ทำงานอยู่ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

...ได้รับตำแหน่ง อัตราเงินเดือนเหมาะสม มีภาระงานไม่มากเกินกำลัง มีความก้าวหน้า...ความมั่นคงในการทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพ เหมือนข้าราชการอื่นๆ”

ปัญหา “ระยะสั้น” รีบแก้ แต่ปัญหา “ระยะยาว” ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน.