วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซีอีโอหญิงไทยขึ้นเวทีโลก โชว์ความสำเร็จธุรกิจพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

ซีอีโอหญิงไทยโชว์วิสัยทัศน์เวทีโลก ถอดบทเรียนความสำเร็จพัฒนาพลังงานหมุนเวียน สู่การเปลี่ยนแปลงโลกครั้งยิ่งใหญ่ การทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม สร้างอาณาจักรโซลาร์ฟาร์มมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้าน ช่วยสร้างงานท้องถิ่นกว่า 2 หมื่นแรงงาน ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2 แสนตันต่อปี และช่วยผลักดันไทยเป็นผู้นำพลังงานแห่งอาเซียน

วานนี้ (27 พ.ค. 60) ที่กรุงบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในงานประชุม Closed-door High Level Roundtable ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติในฐานะนักธุรกิจไทยเป็นอย่างสูงยิ่งจาก Barcelona Center For International Affairs, IDDRI, CADS เป็นผู้อภิปรายนำเพื่อให้ที่ประชุมได้ถอดบทเรียนนำไปสู่การผลักดันให้เกิดรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ในประเทศกำลังพัฒนาในโลกนี้ด้านพลังงานหมุนเวียน

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กล่าวว่า การลดโลกร้อนเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ผู้นำทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยประเทศไทยได้มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ชัดเจน

เมื่อปี 2009 รัฐบาลไทยโดย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศรับซื้อจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรกของประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน ประกาศรับซื้อผ่านไปกว่าปี โดยที่ไม่มีบริษัทใดยื่นขอขายไฟที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม ตนได้เริ่มพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ครั้งแรกเมื่อ ปี 2009 หลังจากที่เกษียณอายุไปเมื่อปี 2006 และประสบปัญหาอย่างมากในการหาสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน ทำให้สถาบันการเงินไม่มีข้อมูลด้านความเสี่ยง ต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงการกว่า 1 ปี ต้องใช้ที่ปรึกษาการเงิน ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาด้านเทคนิค ที่ปรึกษาด้านประกันภัย ซึ่งทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงด้านการลงทุน ธนาคารกสิกรไทยเป็นสถาบันการเงินที่ช่วยสนับสนุนทางด้านการเงินด้วย โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุนที่ 60:40

ดร.วันดี กล่าวสรุปว่า United Nation Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ประสบความสำเร็จก้าวแรกจาก การจัดประชุม COP 21 ที่กรุงปารีส ก่อให้เกิด Paris Agreement กว่า 200 ประเทศทั่วโลก ได้ให้คำมั่นที่จะช่วยกันลดอุณหภูมิ 1.5-2.0 องศา เป็นวาระของโลกและเป็นเรื่องที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องร่วมมือกันรักษาโลกที่สวยงามไปสู่ลูกหลานต่อไป.