วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถล่ม 'บิ๊กตู่' หวังสืบทอดอำนาจ อ๋อยบี้ถามนำจ้องอยู่ยาว

ปชป.ชี้เผด็จการเต็มร้อย ‘ทหาร’ค้นบ้านอดีตส.ส.!

มท.เด้งรับบัญชานายกฯ ตั้งคำถามประชาชนทั่วประเทศ 4 ข้อ สั่ง ผวจ.-นอภ.รับฟังคำตอบ-ความเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรม ขณะที่นักการเมืองสามัคคีรุมยำ “จาตุรนต์” อัด “บิ๊กตู่” ตั้งคำถามชี้นำ เสพติดอำนาจจ้องอยู่ยาว “วัฒนา” ซัดขึ้นธรรมาสน์ต้องล้างเท้าก่อน “ภูมิธรรม” เอาบ้างตั้ง 4 ข้อถามประชาชนย้อนศรนายกฯ “อนุสรณ์” ถามชัดๆจะลงเลือกตั้งหรือมาทางพิเศษอีก ปชป.ถอดรหัสระบบคิด “บิ๊กตู่” กลายเป็นเผด็จการเต็มร้อย หลงตัวเอง หวังใช้ประชาชนเป็นสะพานไต่กลับสู่อำนาจ “วัชระ” ย้อนถามจี้ใจรัฐบาลนี้มีธรรมาภิบาลหรือเปล่า ซัด “บิ๊กตู่” สร้างกระแสหวังสืบอำนาจ “นิพิฏฐ์” แฉพรรคทหารเริ่มกวาดต้อนผู้สมัครปูพรมแดง “บิ๊กตู่” รีเทิร์นนายกฯ ชทพ.ก็ไม่สบายใจคำถามชี้นำกระเทือนปรองดอง

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝากประเด็นคำถาม 4 ข้อ ผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่ ยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงนักการเมือง โดยขอให้ประชาชนส่งความคิดเห็นผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด และให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมนั้น

มท.รับคำสั่งนายกฯแจ้งผู้ว่าฯ–นอภ.

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ฝาก 4 คำถามขอความเห็นประชาชนถึงการเลือกตั้ง เพื่อนำมาพิจารณาแนวทางการทำงาน โดยผ่านศูนย์ดำรงธรรม และให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมความเห็น ล่าสุดวันเดียวกัน นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งด่วนที่สุดผ่านทางกลุ่มไลน์ สั่งการและรับรายงานว่า เรียนผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทุกจังหวัด เรื่องการรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรม เนื่องด้วยในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน วันที่ 26 พ.ค. ช่วงท้ายรายการ นายกฯมีคำถาม 4 ข้อ เพื่อให้ประชาชนตอบและแสดงความคิดเห็นถึงการเลือกตั้ง ส่งไปที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดทุกจังหวัด แล้วให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมส่งนายกฯ

ชง 4 คำถามตามบัญชานายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำถามได้แก่ 1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร 3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง 4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกแล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร โดยรายละเอียดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการรวบรวมความคิดในการตอบคำถามดังกล่าวของประชาชนในจังหวัดและหนังสือคำสั่งอย่างเป็นทางการ กระทรวงมหาดไทยจะแจ้งตามไปเร็วๆนี้ ขณะที่นายกฤษฎากล่าวเพียงสั้นๆว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังร่างหนังสือรายละเอียดคำสั่ง

“อ๋อย” อัด “บิ๊กตู่” ตั้ง 4 คำถามชี้นำ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้ง 4 ข้อถามความเห็นประชาชนต่อการเลือกตั้งว่า ตั้งคำถามนี้แบบต้องการคำตอบที่ถูกใจ ออกมาพูดก่อนเลยว่าคนที่วิจารณ์เป็นพวกบิดเบือน แถมชี้นำว่าไม่ควรถือว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ประชาธิปไตยจะไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ ทั้งๆที่ตนเองกำลังสนุกสนานกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่ไร้การตรวจสอบถ่วงดุลใดๆมาตลอด 3 ปี แสดงให้เห็นว่าเหมือนหลงทางอยู่กลางทะเล อยากลอยน้ำเคว้งคว้างอยู่อย่างนั้น ตนขอใช้สิทธิ์ประชาชนตอบคำถามและหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ยินดีรับฟัง ข้อ 1 เลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2.ถ้าไม่ได้จะทำอย่างไร เป็นคำถามต่อรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ร่างขึ้นมาเอง มีกลไกที่กลั่นกรองผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลและจัดการกับรัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลอยู่แล้ว จึงชี้ให้ว่าไม่เชื่อรัฐธรรมนูญนี้จะดีจริง

ซัดเสพติดอำนาจหวังอยู่ยาว

นายจาตุรนต์กล่าวว่า คำถามข้อที่ 3 เลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงยุทธศาสตร์และการปฏิรูปถูกต้องหรือไม่ คำตอบคือย่อมไม่ถูกต้อง เพราะยุทธศาสตร์และการปฏิรูปเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนสามารถดูได้ว่าพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญหรือไม่ ทั้งยังมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายคอยกำกับให้รัฐบาลต้องทำตามอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่ามีคนจำนวนมากกำลังเห็นว่าแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติที่ทำกันอยู่ จะทำให้ประเทศล้าหลังและไม่เกิดการปฏิรูปใดๆมากกว่า คำถามที่ 4 กลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณีควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกเกิดปัญหาอีกจะให้ใครแก้ไขและแก้ด้วยวิธีอะไร คำตอบคือใครเป็นคนตัดสิน ถ้าประชาชนเลือกมาเพราะเห็นว่าเหมาะสม ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์มองว่าไม่เหมาะสมอยู่คนเดียว และถ้าทำผิดมีกลไกจัดการอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์กับพวกทำรัฐประหารอีก คำถามนี้นอกจากชี้นำยังเป็นการตั้งข้อสงสัยต่อรัฐธรรมนูญของตนเอง แสดงความฝักใฝ่เสพติดใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ หวังประชาชนเรียกร้องให้ตนอยู่นานๆ

สวนขึ้นธรรมาสน์ให้ล้างเท้าก่อน

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หนากว่านี้มีอีกไหม” ขอตอบคำถามแบบรวมทั้ง 4 ข้อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐบาลและ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งย่อมถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้รัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งย่อมดีกว่ารัฐบาลปัจจุบันเพราะไม่ได้ใช้อาวุธไปยึดอำนาจมา หากเข้ามาแล้วทำไม่ดีก็มีกลไกตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดี ต่างกับนายกฯที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า ทั้งนี้ โบราณสั่งสอนไว้ว่าต้องล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์ หมายความว่าทำตัวให้สะอาดก่อนจะไปสั่งสอนคนอื่น ดังนั้นหากจะถามถึงความมีธรรมาภิบาลของรัฐบาลหน้า ท่านต้องทำตัวเองให้มีธรรมาภิบาลก่อน อย่างน้อยต้องถูกตรวจสอบได้ ประชาชนย่อมมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินอนาคตทางการเมืองของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาบงการ ยึดอำนาจมา 3 ปีบ้านเมืองเสียหาย ประชาชนทุกข์ยากเพราะพิษเศรษฐกิจทั่วหน้าควรจะรู้จักคำว่าพอ แต่กลับแสดงพฤติกรรมจะไม่คืนอำนาจให้ประชาชน คำว่าละอายสะกดยากนักหรือ

“ปึ้ง” เย้ยถ้าคิดว่าทำดีก็อยู่ยาวไป

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์คงจะเกรงว่าหากเลือกตั้งมาแล้วได้นายกฯคนใหม่ที่ไม่มีความสามารถหรือไม่ดีพอเทียบเท่ากับท่าน หรือทำงานได้ไม่มีผลงานเท่าเทียมรัฐบาลชุดนี้ จึงได้ตั้งคำถาม 4 ข้อให้ประชาชนช่วยตอบ แต่ขอให้นายกฯไม่ต้องคิดมาก เพราะถ้าท่านเห็นว่าทุกวันนี้ทำได้ดีประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดี เศรษฐกิจประเทศดี ก็ขอให้อยู่บริหารบ้านเมืองต่อไปเลย จะได้เดินตามยุทธศาสตร์ชาติตามที่ท่านได้วางแผนกันเอาไว้ และไม่ต้องเกรงใจนักการเมือง เพราะเชื่อว่ารอกันได้ ขอเพียงแค่ให้ประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดี คงพอใจกันแล้ว

“ภูมิธรรม” ถาม 4 ข้อย้อนศร “บิ๊กตู่”

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝากคำถาม 4 ข้อไปถึงประชาชน โดยไม่ต้องส่งคำตอบไปที่ไหน ว่า 1.สภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันมีธรรมาภิบาลดีพอหรือไม่ หากยังไม่ดีพอ จะแก้ไขอย่างไรให้ดีขึ้น 2.ที่ระบบธรรมาภิบาลของไทยมีปัญหาเพราะระบบถ่วงดุลและตรวจสอบไม่เข้มแข็งใช่หรือไม่ และถ้ายังไม่ดีพอจะแก้ไขอย่างไร 3.ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการตัดสินใจเลือกนโยบายดีๆ มาแก้ไขปัญหาและดูแลชีวิต จะเป็นระบบที่พึงประสงค์ หรือไม่ 4.ใครสร้างเงื่อนไขให้ระบอบประชาธิปไตยล้มเหลวและมีปัญหา ใครที่ปล่อยปละละเลยจนทำให้ ประเทศวุ่นวาย บานปลาย กลุ่มบุคคลที่เป็นปรปักษ์ต่อประชาธิปไตย และไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชาชน ควรได้รับโอกาสให้มาดูแลชีวิตของประชาชนหรือไม่

จะลงเลือกตั้งหรือมาทางพิเศษ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า ประชาชนก็อยากฟังคำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จึงขอตั้งคำถามดังนี้ 1.คิดว่าผู้นำที่เข้าสู่อำนาจโดยการรัฐประหารกับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ใครสง่างามมากกว่ากัน 2.ระหว่างการมีธรรมาภิบาลแบบลูบหน้าปะจมูก องค์กรตรวจสอบเปลี่ยนเป็นองค์กรฟอกขาว กับการตรวจสอบที่เข้มข้น มีตัวแทนยึดโยงกับประชาชน แบบไหนดีกว่ากัน แบบไหนตรงใจ ถูกใจ พล.อ.ประยุทธ์มากกว่ากัน 3.พล.อ.ประยุทธ์กลัวอะไรกับเสียงข้างมากของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตประเทศ 4.อยากถามว่า หากจะเข้าสู่อำนาจหลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์มีแนวทางตั้งพรรคลงแข่งขันเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน หรือจะใช้วิธีพิเศษในการเข้าสู่อำนาจ

“เหวง”วอนอย่าดูถูกประชาชน

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า อยากให้นายกฯเคารพวิจารณญาณของประชาชน เขามีสมองไม่ต่างจากนายกฯ การตั้งคำถามของนายกฯสะท้อนว่าไม่เคารพดุลพินิจของประชาชน หวาดระแวงคิดไปล่วงหน้าว่าจะได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาล เมื่อรัฐธรรมนูญปี 60 มีมาตรการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ดำเนินคดีกับรัฐบาลไม่มีธรรมาภิบาลได้แล้วจะกลัวอะไร การเลือกตั้งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะเชื่อมั่นว่าประชาชนสามารถเลือกคนที่รักบ้านเมืองอย่างแท้จริง มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศและปฏิรูปประเทศได้ดีกว่ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารอย่างแน่นอน และถ้ามีปัญหา ก็แก้ไขด้วยครรลองประชาธิปไตย เดินตามวิธีการในรัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาโดยรัฐสภา ไม่ใช่ให้ทหารออกมาเช่นที่ผ่านมา ถ้าพูดโดยสรุป คำถามทั้ง 4 ข้อของนายกฯ คำตอบคือ ยึดหลักการ และครรลองประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในดุลพินิจของประชาชน

กระทุ้งรีบแก้ปัญหา ศก.ปากท้อง

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คสช.เข้ามาบริหารประเทศครบรอบ 3 ปี สำนักโพลต่างๆสำรวจความเห็นของประชาชนเป็นระยะ สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาคือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง สอดคล้องกับเสียงสะท้อนที่ตนได้รับตอนลงพื้นที่พบปะประชาชนจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลนี้บริหารจัดการได้แย่ ระยะเวลาที่เหลืออยู่ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ไม่ใช่มีแต่นโยบายสร้างความหวัง จับต้อง ไม่ได้เหมือนหลายโครงการที่ผ่านมา และการแก้ปัญหาต่างๆที่เป็นปัญหาสะสม อย่างการขายของริมทางเดิน หรือวินมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า อย่าแก้ปัญหาโดยอาศัยแต่การออกคำสั่ง เพราะจะมีปัญหาตามมามาก และส่วนใหญ่ก็กระทบผู้มีรายได้ น้อย จึงขอให้คิดอย่างรอบด้าน ส่วนแนวคิดเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของรัฐบาลนั้น ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้พอดำรงชีพ แต่ก็ยังไม่เป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาเป็นเพียงการอนุมัติในหลักการ หลายคนเฝ้ารออยู่ว่าจะเป็นแค่ลมปากหรือไม่ ถ้าจัดสรรงบประมาณดีๆ หาเงินมาจ่ายตรงนี้ก็น่าจะไม่ติดขัดอะไร

ปชป.อัด “บิ๊กตู่” เผด็จการเต็มร้อย

ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ชักจะหมดความอดทนกับคนหลงตัวเอง นำพาไปซึ่งความหลงอำนาจ คนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” การตั้งคำถาม 4 ข้อให้ประชาชนคนไทยตอบ บอกได้เลยว่าคุณเป็น “เผด็จการเต็มร้อยแล้ว” จากวิธีคิดที่กลั่นมาเป็นคำถาม ที่ไม่ควรถามเพื่ออ้างเหตุผลจะอยู่ในอำนาจตามระบบตามกฎหมายจะล้มกระดานใช้ประชาชนที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ ผมถามท่านกลับ 1.ตัวท่านเองที่อยู่มา 3 ปีกว่ามีธรรมมาภิบาลหรือไม่ 2.ถ้าพวกท่านยังไม่มีธรรมมาภิบาลจะทำอย่างไรดี ใครตรวจสอบก็ไม่ได้ ใช้หน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระที่ท่านตั้งฟอกขาวให้กับพรรคพวกและน้องชายท่านเอง 3.การเลือกตั้งจะถูกจะผิด แต่เป็นระบบที่ทั่วโลกยอมรับขณะนี้ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดผ่านตัวแทนและพรรคการเมืองที่เขาเลือก ส่วนเรื่องปฏิรูป อย่ามาโม้ หมดความชอบธรรมไปแล้ว 3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรเลย

หลงตัวเองหวังใช้ ปชช.เป็นสะพาน

4.นักการเมืองพฤติกรรมไม่ดี เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องบอกประชาชนขณะนี้ว่า พฤติกรรมไหนดี ไม่ดี เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจ ท่านทำหรือยัง และถ้าเลือกตั้งแล้ว ได้นักการเมืองไม่ดีจะทำอย่างไร ใครจะแก้ไขบังคับใช้กฎหมายสิครับ ตอนนี้บังคับใช้กฎหมายดีแล้วหรือยัง มีทั้งมาตรา 44 มีทั้งทหารเป็นกองทัพ ตำรวจทั้งกรม จับธัมมชโย จับทักษิณมาดำเนินคดีได้หรือยัง ทำสิครับ ไม่ต้องตั้งคำถาม ทำหน้าที่ตัวเองดีแล้วหรือยัง มาถามคำถามที่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นสิ่งที่ตนเองมีอำนาจต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะถึงนี้ ไม่ใช่ “หลงตัวเอง” คิดว่าถ้าประชาชนหลงเชื่อตอบคำถามเข้าทางแล้ว ตัวเองจะอยู่ต่อแล้วจะทำสำเร็จ ไม่มีทางครับ 3 ปีนี้เพียงพอแล้ว เสียเวลาชาติไปมากแล้ว

จี้เล่นแฟร์ๆ เปิดเวทีให้นักการเมือง

นายสาธิตกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาประกาศให้ชัดเจนว่าจะอยู่ต่อ หรือจะลงเลือกตั้ง หรือจะเอาอย่างไร ถ้าจะลงเลือกตั้ง ต้องให้ความเป็นธรรมเท่าเทียม ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่าพูดฝ่ายเดียวบ่อนทำลายนักการเมือง บอกว่าจะนับหนึ่งไปสู่การเลือกตั้งต้องวางพื้นฐานอย่างเป็นธรรมเพื่อความสงบ ถ้าพูดแบบนี้แล้ว ลงเลือกตั้งครั้งหน้าก็เรียกว่าเอาเปรียบกัน จะลงมาเป็นผู้เล่นควรมีความเป็นสุภาพบุรุษเปิดให้นักการเมืองดำเนินกิจกรรมตามปกติ จะลงเลือกตั้งตามกติกาหรือไม่ก็เป็นสิทธิ เเต่ถ้าจะพูดชี้นำทำนองนี้ควรบอกสังคมให้ชัดว่า จะไม่ลงสนามเเล้ว ส่วนจะเข้ามาวิธีไหนก็อีกเรื่อง

ย้อนถามรัฐบาลมีมั้ยธรรมาภิบาล

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 4 ข้อที่ พล.อ.ประยุทธ์ถามผ่านโทรทัศน์เมื่อวันที่ 26 พ.ค. จะสร้างภาระให้กับข้าราชการมหาดไทยทั้งประเทศ ก็ต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่า มีเจตนาแท้จริงอย่างไร ถ้าท่านจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ก็ไม่จำเป็นต้องถามทั้ง 4 ข้อให้มากความ ส่วนที่ท่านถามว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ก่อนอื่นขอถามว่าทุกวันนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ไม่ต้องกังวลรัฐบาลหน้า เพราะมีฝ่ายค้านและ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.ถึง 250 คน สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลนั้นได้ รัฐบาลยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ได้

ซัด “บิ๊กตู่” สร้างกระแสสืบอำนาจ

“คำถามของท่านนายกฯชี้นำประชาชน และดูถูกนักการเมืองพรรคการเมืองทั้งหมดหรือไม่ สิทธิในการลงสมัครและคุณสมบัติต้องห้ามในการลงสมัคร ส.ส. มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญแล้ว ทำไมไม่ถามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ว่าเขียนไว้ครอบคลุมตามที่ท่านต้องการหรือไม่ ท่านจะมาถามประชาชนเพื่อสร้างกระแสอะไร และเป็นประโยชน์กับใคร เพื่อการสืบทอดอำนาจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ควรตอบประชาชนตรงไปตรงมาดีกว่าว่าจะให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่มี ดีกว่าทำแบบแอบซ่อนนัยทางการเมืองเช่นนี้” นายวัชระกล่าว

อัดใช้ มท.ประกอบพิธีกรรมสวยหรู

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นการสร้างกระแสจุดประเด็นหวังผลทางการเมือง การถามหาธรรมาภิบาลจากนักการเมืองแบบเหมารวม มีที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ แล้วจะคาดหวังให้ดีทั้งหมดได้อย่างไร ถามว่าคนในรัฐบาล คสช.เองมีธรรมาภิบาลมากน้อยแค่ไหน ทราบว่ามีการใช้ให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมคำตอบส่งกลับรัฐบาล ใครก็มองออกว่าเป็นแค่พิธีกรรมสร้างความชอบธรรมเพื่ออยู่ต่อในอำนาจ สอดรับกับที่ท่านเคยพูดก่อนนี้ว่า ถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบ จะมีเลือกตั้งไปทำไม เท่ากับวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์เปิดหน้าไพ่เล่นเกมยื้อเวลาเพื่ออยู่ต่อในอำนาจแล้วใช่หรือไม่

“นิพิฏฐ์” ปูดทหารตั้งพรรคปูทาง “บิ๊กตู่”

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คำถามนายกฯ มองได้ 2 มุมคือ 1.นายกฯ คงกังวลว่าหลังการเลือกตั้งบ้านเมืองจะกลับมาเหมือนเดิมอีก คนไทยส่วนใหญ่ก็กังวล ตนก็กลัวเหมือนกัน 2.แต่คำถามแบบนี้มีลักษณะเป็นการเมือง เลือกคนมาบริหารประเทศในวันข้างหน้า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ประกาศชัดเจนในวันนี้ว่าไม่ลงเลือกตั้ง จะลงจากตำแหน่ง จบแล้วไม่อยู่ในอำนาจต่อ ก็พูดได้ ไม่ผิดปกติโอเค แต่ตอนนี้ยังคลุมเครือ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พูดชัดๆว่าจะลงจากตำแหน่ง หรือลงเลือกตั้งหรือไม่ จึงมีผลว่าพูดชี้นำหรือไม่ว่าอย่าเลือกคนเก่าเข้ามา คล้ายกับบอกว่านักการเมืองไม่ดีหมดอย่าไปเลือก ส่วนถ้าจะถามว่า คำพูดดังกล่าวเรียกว่าหาเสียงล่วงหน้าเอาเปรียบนักการเมืองหรือไม่ ลองตรองกันเอาเอง เพราะตอนนี้พรรคที่มีทหารเป็นผู้ก่อตั้งสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อ กว้านหาตัวผู้สมัครกันแล้ว ในปักษ์ใต้ก็มี พื้นที่อื่นก็ด้วย บางพื้นที่ได้ตัวผู้สมัครแล้วก็มี

แนะเอาเวลาไปปฏิรูปให้โปร่งใส

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เวลาที่เหลือไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์มาเสียเวลากับการตอบโต้ประเด็นว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้ง เปลี่ยนมาลุยเรื่องปฏิรูปสร้างกลไกระบบราชการให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพจะดีกว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มันล้มเหลวก็เป็นเพราะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารส่งเสริมการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การไม่มีประเด็นทุจริตในหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ได้แปลว่าไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน แต่การขาดกลไกสภาฯ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ และการสร้างบรรยากาศให้คนยึดติดกับตัวบุคคลหรือเกลียดชังนักการเมืองเช่นนี้ไม่สามารถสร้างระบบที่ดีได้

ชทพ.ระบุชี้นำ–สะเทือนปรองดอง

ขณะที่นายนิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้ง 4 คำถามถึงประชาชนนั้น เข้าใจว่าคือการสวนกลับนักการเมืองบางคนที่แสดงความเห็นคัดค้านการเลื่อนโรดแม็ปการจัดเลือกตั้ง แต่คำถามดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำถามนำ และกระทบความรู้สึกของทุกฝ่าย โดยส่วนตัวฐานะเป็นนักการเมืองก็รู้สึกไม่สบายใจ เข้าใจว่ามีผู้เตรียมบทไว้ล่วงหน้า คนที่ทำคำพูดให้นายกฯ ควรระมัดระวัง เปรียบได้กับมือข้างหนึ่งของรัฐบาลกำลังทำเรื่องปรองดอง แต่ก็มีคนที่อยู่ข้างหลังส่งลิ่มมาให้กะเทาะปรองดองจนแตก เมื่อนายกฯ ได้พูดถึงคำถาม 4 คำถามดังกล่าวทำให้มีผู้มองได้ว่ารัฐบาล คสช.ต้องการอยู่ต่อไปใช่หรือไม่ กังวลว่ารัฐบาลจะตกในภาวะลำบาก อย่างไรก็ตาม หากจะให้ประชาชนได้ตอบทั้ง 4 คำถามนั้น มองว่าคำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่ให้หน่วยงานรัฐหน่วยใดดำเนินการ

กรธ.ส่ง ก.ม.ลูกฉบับ 3 ให้ สนช. 29 พ.ค.

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ในวันที่ 29 พ.ค. กรธ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ถือเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญลำดับที่ 3 สำหรับสาระสำคัญประกอบด้วย 1.กำหนดให้วิธีพิจารณาของศาลใช้แบบระบบไต่สวนที่มีความชัดเจน และกว้างขวางมากยิ่งขึ้นในการค้นหาความจริงในคดี 2.การพิจารณาคดีต้องยึดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหลัก แต่ไม่ปิดกั้นผู้พิพากษาจะหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม 3.ให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังผู้ถูกกล่าวหาได้ และผู้ถูกฟ้องสามารถแต่งตั้งทนายเพื่อต่อสู้คดีได้ 4.ผู้ต้องคำพิพากษามีสิทธิอุทธรณ์ได้ แต่ต้องมาปรากฏตัวเพื่อขอต่อสู้คดี รวมถึงเมื่อกลับมาปรากฏตัวแล้วยังสามารถขอรื้อฟื้นคดีได้

“เสรี” แจงไม่ผูกมัดแก้ รธน.ทุก 10 ปี

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.แสดงความเป็นห่วงข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองของ กมธ.การเมือง ที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทุก 10 ปี พร้อมระบุเป็นไปได้ยาก ว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ตลอดเวลา โดยความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาไม่ต้องรอให้ถึง 10 ปี แต่ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่ระบุให้แก้รัฐธรรมนูญทุก 10 ปีนั้น เป็นเพียงแค่การกำหนดหลักการว่าทุก 10 ปี ขอให้มีการทบทวนการใช้รัฐธรรมนูญ โดยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา จะแก้ไขหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ว่าครบ 10 ปี ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โพลยังคาดหวัง คสช.ทำตามสัญญา

วันเดียวกัน กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ คสช. จากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,269 คน ถึงการบริหารงานและการปฏิรูปประเทศของ คสช.ตลอดระยะเวลา 3 ปี ร้อยละ
40.9 เห็นว่ามีผลงานบ้าง ประเทศพัฒนาขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 33.7 มีผลงานเด่นชัด ประเทศมีการพัฒนา ขึ้นมาก ขณะที่ร้อยละ 23.1 เห็นว่าเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อถามว่า ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ คสช. อยากเห็นผลงานการปฏิรูปประเทศในเรื่องใดให้เด่นชัดขึ้นมากที่สุด ร้อยละ 50.1 การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม ร้อยละ 48.3 มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ และร้อยละ 46.6 การขจัด ความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ คสช. จะสามารถปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ได้สำเร็จ ดังสโลแกนที่ว่า เราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน พบว่า ร้อยละ 56.4 คาดหวังค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 38.0 คาดหวังค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 5.6 ไม่แน่ใจ

ชี้บึ้มสร้างสถานการณ์–ปมการเมือง

ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,157 คน ระหว่างวันที่ 23-26 พ.ค.เรื่องการเมือง ณ วันนี้ เมื่อถามถึงสาเหตุที่ช่วงนี้นักการเมืองออก มาวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น ร้อยละ 71.22 มองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมือง ร้อยละ 67.76 ระบุการบริหารบ้านเมืองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายังมีผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ และร้อยละ 62.49 ต้องการสะท้อนความ คิดเห็นในอีกแง่มุมที่แตกต่างกับรัฐบาล เมื่อถามว่า ทำไมบ้านเมืองจึงมีเหตุการณ์ความวุ่นวาย โดยเฉพาะกรณีระเบิดหลายครั้งในกรุงเทพฯ ร้อยละ 81.76 ชี้ว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ให้บ้านเมืองวุ่นวาย ร้อยละ 78.22 มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และร้อยละ 73.21 ลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เมื่อถามว่า รัฐบาลควรดำเนินการอย่างไร ร้อยละ 76.66 เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย การข่าวต้องแม่นยำ รวดเร็ว ร้อยละ 73.03 เร่งติดตามตัวคนร้ายมาลงโทษ และสืบสวนข้อเท็จจริง และร้อยละ 72.00 เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการทำงาน

ทหารบุกบ้านอดีต ส.ส.เพื่อไทย

เย็นวันเดียวกัน เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของนายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ อยู่หมู่ 5 ต.บ้านกล้วย อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี หลังรับแจ้งทหารบุกเข้าค้นบ้านดังกล่าว โดยญาตินายสุชาติที่อยู่บ้านติดกันเผยว่า มีรถตู้สีขาวมาจอดที่หน้าบ้านนายสุชาติ ก่อนที่ชายฉกรรจ์ 3-4 คน จะลงจากรถมาตะโกนเรียกคนในบ้าน แต่นายสุชาติไม่อยู่ พอลูกชายนายสุชาติออกมาเปิดประตู ทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือ ก็กรูลงจากรถวิ่งเข้าไปในบ้านคุมตัวลูกชายนายสุชาติเข้าบ้านแล้วปิดประตูทันที เบื้องต้นทราบว่า ทหารชุดดังกล่าวมาจากกรุงเทพฯ ในนามของ คสช. ไม่ต้องใช้หมายค้น ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถ่ายภาพบ้านนายสุชาติ มีทหารที่ยืนคุมประตูถือปืนออกมา สั่งห้ามถ่ายภาพและให้ลบภาพทันที ก่อนพาไปพบนายทหารยศพันเอก เรียกว่ารองผู้การ บอกว่าอย่าถ่ายภาพ และอย่าส่งภาพออกไป เพราะจะทำให้เสียชื่อเสียง ส.ส. การมาครั้งนี้ เพื่อเยี่ยมเยียนเท่านั้น และได้โทร.คุยกับนายสุชาติแล้ว นอกจากนี้ ทหารอีกชุดราว 10 นาย เข้าค้นบ้านน้าสาวของนายสุชาติที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งนายขันทอง สมัครการ อายุ 45 ปี เป็นคนขับรถของนายสุชาติพักอาศัยอยู่ ในขณะเข้าค้นนายขันทองไม่อยู่ โดยทหารได้งัดตู้เสื้อผ้านำปืนพกไม่ทราบขนาดไปตรวจสอบ

ติงไทย–เมียนมาส่งเติร์กกลับบ้าน

วันเดียวกัน โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์โอ) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแถลงการณ์แสดงความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ต่อกรณีที่ทางการไทยและเมียนมา ส่งตัวนายมูฮัมเมต เฟอร์คาน โซคเมน ชาวเติร์ก ซึ่งทำงานเป็นนักบัญชีที่โรงเรียนนานาชาติในนครย่างกุ้ง เมียนมา กลับไปให้รัฐบาลตุรกี ในข้อหามีสายสัมพันธ์กับนายเฟตุลเลาะห์ กูเลน นักการศาสนาชาวตุรกี ผู้ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลตุรกีกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหารเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีเรเซป ทายิป เออร์โดกัน เมื่อเดือน ก.ค.2559 แต่ล้มเหลว โดยนายมูฮัมเมตถูกจับที่สนามบินย่างกุ้งเมื่อวันที่ 24 พ.ค. พร้อมครอบครัว จากนั้นถูกส่งตัวให้ทางการไทย กักตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือ ตม.ของไทย 24 ชั่วโมง ก่อนถูกส่งตัวกลับไปตุรกีเมื่อวันศุกร์ที่ 26 พ.ค. แม้ยูเอ็นเอชอาร์โอจะกระตุ้นไม่ให้ไทยเนรเทศเขากลับตุรกี

ยูเอ็นเอชอาร์โอระบุว่า นายมูฮัมเมตเป็นชาวตุรกีรายที่ 6 เป็นอย่างน้อยที่ถูกส่งตัวกลับตุรกีในรอบไม่กี่เดือนหลัง ในข้อหามีสายสัมพันธ์กับนายกูเลน ซึ่งน่าวิตกกังวลอย่างยิ่งในความปลอดภัยของพวกเขาในตุรกี เพราะมีเหตุผลสำคัญที่เชื่อได้ว่าพวกเขาจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมทั้งถูกทรมาน โดยหลังการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลว รัฐบาลตุรกีได้ทำการกวาดล้างครั้งใหญ่ต่อผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้สนับสนุนนายกูเลน ทำให้มีผู้ถูกจับกุมหรือถูกปลดจากตำแหน่งต่างๆแล้วกว่า 100,000 คน