บริการข่าวไทยรัฐ

กรมป่าไม้ ลุยจับสนามบินเอกชน รุกป่าสงวนเกาะพะงัน แฉ ตัดภูเขา 150 ไร่

(เครดิตรูปถ่ายจากชุดปฏิบัติการพิเศษพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้)

กรมป่าไม้ แจ้งความ สนามบินเอกชน รุกป่าสงวนแห่งชาติ แฉ ก่อสร้างตัดภูเขา 150 ไร่ บนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมยึดที่ผิดกฎหมาย 40 ไร่ เพิกถอน ส.ค.3 ก.อีก 81 ไร่ พร้อมลุยจับ อีก 8 รีสอร์ต

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ตั้งแต่ช่วงเช้า นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมนำชุดปฏิบัติการพิเศษพยัคฆ์ไพร สนธิกำลังกับชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ชุดฉลามขาว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เจ้าหน้าที่ทหารจาก ศปป.4 กอ.รมน.และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะพะงัน และเขตเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติธารเสด็จ อ.เพาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีเป้าหมายเป็นนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ยึดถือครอบครองที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ อย่างผิดกฎหมาย

โดยจุดแรก นายชลธิศ ได้นำคณะลงตรวจสอบที่บริเวณหาดญวน ต.บ้านใต้ พบมีการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ต จำนวนมาก บนชายหาดและพบมีการก่อสร้างสะพานบนโขดหินล้ำลงไปในทะเล เจ้าหน้าที่ ได้นำอุปกรณ์วัดพิกัดจีพีเอส เข้าตรวจสอบวัดแนวระวาง และนำไปทาบกับพิกัดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พบว่ามีรีสอร์ต 8 แห่ง บุกรุกป่าสงวนฯ และมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484  โดยทั้ง 8 แห่ง อ้าง มี น.ส.3 ก. แต่ตรวจสอบพบว่า น่าจะเป็นการออกโดยไม่ถูกต้อง จึงแจ้งความดำเนินคดี

จากนั้น ได้เข้าตรวจสอบจุดที่ 2 บริเวณหาดญวน ซึ่งห่างจากจุดแรกประมาณ 500 เมตร ลักษณะเป็นเนินเขา มองเห็นทะเลสวยงาม มีป่าธรรมชาติลักษณะป่าดิบปกคลุมอยู่ แต่บางจุด พบว่า มีการเปิดหน้าดินเป็นพื้นที่โล่ง ประมาณ 300 ไร่ โดยใช้รถไถเชื่อมกันเป็นพื้นที่เดียวและมีการจับจองแบ่งเป็นล็อกๆ ตั้งแต่ 20-60 ไร่ พบนายประสิทธิ ภูศิริ อ้างว่า เป็นเจ้าของพร้อมกับนำเอกสารสิทธิ ส.ค.1 จำนวนหนึ่งมาแสดง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกลับพบว่า ส.ค.1 ที่นำมาแสดงมีพื้นที่รวมกันไม่ถึง 100 ไร่ และจากการตรวจวัดพิกัด พบว่า ส.ค.1 ดังกล่าวไม่น่าจะใช่เอกสารแปลงที่อยู่ในตำแหน่งที่มีการบุกรุก จึงได้แจ้งข้อหาบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินโดยมิชอบตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และสั่งดำเนินคดี

ทั้งนี้ นายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของขบวนการบุกรุกที่ดิน โดยนายทุนมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติร่วมมือกัน โดยให้แรงงานต่างด้าวเข้าไปบุกรุกพื้นที่ เพื่อเปิดป่าใหม่แล้วเข้าไปจับจองพื้นที่ จากนั้น นำที่ดินที่มีการแบ่งเป็นล็อกๆ ขึ้นเว็บไซต์ประกาศขายให้กับชาวต่างชาติ ราคาไร่ละประมาณ 6 แสนบาท โดยแปลงที่แบ่งขายมากที่สุด คือ 60 ไร่ ไร่ละ 6 แสนบาท ก็ราคา 36 ล้านบาท ถ้ารวมทั้งหมดก็หลายร้อยล้านบาท

ต่อมา ได้ไปตรวจสอบยังจุดที่ 3 ที่หมู่ 5 ต.บ้านใต้ ซึ่งเป็นจุดที่มีการก่อสร้างสนามบินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะพะงัน และยังคาบเกี่ยวกับเขตเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติธารเสด็จด้วย โดยบริษัทเอกชนด้านสายการบินรายหนึ่ง พบมีการตัดภูเขาเพื่อเปิดเป็นพื้นที่โล่ง สำหรับสร้างเป็นลานจอดเครื่องบิน ประมาณ 150 ไร่ และพบรถแบ็กโฮ จำนวนหนึ่งจอดอยู่ ขณะที่สภาพพื้นที่ ที่มีการปรับพบมีการกัดเซาะของน้ำทำให้ดินพังทลายไหลเป็นทางยาวลงสู่ทะเล ทั้งนี้ มีนายวาทิน สุนทะวงศ์​ อ้างว่าเป็นผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าวมาแสดงตน พร้อมกับนำใบขออนุญาตปรับดินบนถูเขามาแสดงรวมทั้งเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.และ ส.ค.1 ทั้งหมดที่มีอยู่มาแสดง แต่เจ้าหน้าที่ นำรังวัดมาระวางพื้นที่พบว่า มีส่วนหนึ่งประมาณ 40 ไร่ ที่มีการเปิดหน้าดินไปแล้วตรวจสอบพบว่า ไม่มีเอกสารสิทธิหรือทำเกินกว่าเอกสารสิทธิที่นำมาแสดง พบว่าเป็นการกระทำผิดข้อหายึดถือครอบครองที่ดินและทำประการหนึ่งประการใดให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานฯ ส่วน น.ส.3 ก.ที่นำมาแสดง พบว่า เป็นเอกสารที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 81 ไร่ จึงสั่งให้มีการเพิกถอนและแจ้งความดำเนินคดีรวมทั้งส่งเรื่องให้กับดีเอสไอด้วย นอกจากนั้น ให้มีการยุติและระงับการก่อสร้างสนามบินดังกล่าวด้วย

นายชลธิศ กล่าวว่า สนามบินดังกล่าวเป็นของบริษัทเอกชนด้านการบินรายหนึ่ง เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2557 และมีประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนมาที่กรมป่าไม้ จึงได้สั่งตรวจสอบอย่างละเอียด จนมั่นใจว่า การก่อสร้างน่าจะไม่ถูกต้อง เพราะมีการบุกรุกป่าสงวนฯ และพื้นที่คาบเกี่ยวการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งเอกสารสิทธิที่นำมาแสดงออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงสั่งให้ยุติการก่อสร้างสนามบินทั้งหมด และดำเนินคดีกับ นายวาทิน ข้อหาบุกรุกป่าสงวนฯ ส่วนการบุกรุกป่าสงวนฯ ป่าเกาะพะงันยังมีความรุนแรงเพราะพื้นที่มีความสวยงาม โดยกลุ่มนายทุนทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบ มีการลักลอบตัดไม้ และการสร้างรีสอร์ต ที่พักแบบโฮมสเตย์รุกล้ำแนวเขตทะเลในพื้นที่ป่าสงวนฯ

ที่ผ่านมา มีคดีบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าไม้ 9 คดี เนื้อที่กว่า 393 ไร่ และมีคดีลักลอบทำไม้ในเขตอุทยานฯ และป่าสงวนฯ อีกหลายคดี