ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ถอดโจทย์ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสาหลักเศรษฐกิจ...ภารกิจเพื่อผลประโยชน์ชาติ

    ไทยรัฐออนไลน์11 ก.ค. 2553 14:20 น.
    SHARE

    นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล

    ถอดโจทย์ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสาหลักเศรษฐกิจ...ภารกิจเพื่อผลประโยชน์ชาติ

    ฐานที่เป็นหนึ่งใน "เสาหลัก"ค้ำยันระบบเศรษฐกิจของประเทศ!! การแต่งตั้ง "ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)" ทุกครั้ง จึงถูกจับตามองเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับครั้งนี้ ซึ่งที่ประชุม ครม.มีมติเลือก "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็น "ผู้ว่าการ ธปท." คนใหม่ นายประสาร สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ไปเรียนปริญญาโทและเอกสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ กลับมาทำงานที่ ธปท. และได้ร่วมแก้ปัญหาการล้มของสถาบันการเงินช่วง "ทรัสต์ 4 เมษา" เป็นหนึ่งในทีมบุกเบิกจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และขึ้นตำแหน่งสูงสุดในฐานะเลขาธิการ ก.ล.ต. ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ส่งผลให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม การโอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งและผลประโยชน์ทับซ้อน!!! เพราะนายประสาร เพิ่งลุกจากเก้าอี้ของนายธนาคาร และประธานสมาคมธนาคารไทย ขณะที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าการ ธปท.ในฐานะผู้คุ้มกฎ ทำหน้าที่กำกับดูแลระบบการเงิน และสถาบันการเงิน ให้สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และให้บริการทางการเงินกับประชาชนคนไทยอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม

    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุถึงเหตุผลสำคัญ 13 ข้อ ที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือก นายประสาร ขึ้นเป็นผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างเฟซบุ๊ค ข้อกังขาต่างๆ ของนายประสาร ก็เป็นอันตกไป โดยเฉพาะเมื่อนายกรณ์ระบุว่า นายประสารเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตชนิดที่ไม่เคยมีตำหนิ มีความเข้าใจลึกซึ้งในระบบเศรษฐกิจไทยและโลก มีประสบการณ์บริหารองค์การให้เป็นองค์กรแห่งความรู้ และความแน่วแน่ในการรักษาหลักความเป็นอิสระของธนาคารชาติ ทั้งยังสามารถตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของประเทศ ในลักษณะที่ไม่ยอมรับการกดดันโดยนักการเมืองได้ด้วย

    นอกจากนี้ นายประสารยังมีคุณสมบัติของการเป็นผู้สามารถตัดสินใจได้ชัดเจน และในระยะเวลาที่เหมาะสม มีความเข้าใจในวิธีการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ความมุ่งมั่นที่จะบังคับ ควบคุมดูแลสถาบันการเงิน และปกป้องทุนสำรองฯ มีความยืดหยุ่น และเข้าใจผลการตัดสินใจในโลกของความเป็นจริง ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งยังมีสามัญสำนึกที่ดีถึงประโยชน์ของประชาชน และสุดท้าย นายประสารเป็นคนดี มีจริยธรรม และจิตสำนึกอันดีงาม ทั้งหมดนี้การันตีได้ว่า นายประสาร เป็นมืออาชีพ และเหมาะสมที่จะทำหน้าที่สำคัญนี้ได้!!

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะปัจจุบันของบ้านเรา ซึ่งยังไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปได้ ขณะที่ปัญหาพื้นฐานโครงสร้างของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ไม่ได้รับการแก้ไขที่เหมาะสม "ผู้ว่าการธนาคารกลางของไทย" ควรมีวิสัยทัศน์ และปรัชญาในการธำรงหลักการ ภาระและหน้าที่ "ธนาคารแห่งประเทศไทย" อย่างไร ขณะที่การดูแลรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายการเงิน ดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนควรไปในทิศทางใด เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังและต้องการคำตอบ

    "ผู้ว่าการ ธปท." ของไทย อาจจะไม่ต้องเก่งขนาดมีตำนานผู้ว่าการธนาคารกลางแบบ "ปู่อลัน กรีนสแปน" ไม่ต้องได้รับการยอมรับมากมายเหมือน "เบน เบอร์นันเก้" ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในปัจจุบัน อาจไม่ต้องเด็ดขาดเหมือน "โจว เสี่ยวฉวน" ผู้ว่าการกลางธนาคารจีน หรือจัดการปัญหาได้อย่าง "ฌอง คล้อด ทริเช่ต์" ผู้ว่าการกลางธนาคารสหภาพยุโรป (อีซีบี) แต่จากการสอบถามของทีมเศรษฐกิจ สิ่งที่ทุกคน ไม่ว่าจะกูรูเศรษฐกิจมหภาค ตลาดการเงิน สถาบันการเงิน หรือตลาดทุน เห็นตรงกันว่าควรจะอยู่ในหัวใจของ "ผู้ว่าการแบงก์ชาติของไทย" ก็คือ "ต้องมีความกล้าหาญในการตัดสินใจ ดำเนินนโยบายโดยนึกถึงประโยชน์ของชาติ และประชาชนเป็นหลัก โดยไม่โอนเอียงไปด้านใด หรือหวั่นไหวต่อชื่อเสียง หน้าตา และสถานะของตนเอง รวมทั้งควรผลักดันให้ ธปท.ช่วยพัฒนาประเทศให้เติบโตยั่งยืนต่อไป"

    อดีตผู้ว่าการ ธปท. ท่านหนึ่งให้ความเห็นกับ "ทีมเศรษฐกิจ" ว่า "ในช่วงที่ผ่านมานั้น แนวนโยบายของ ธปท.เน้นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างเดียว และเข้มงวดเกินไป จนกดเศรษฐกิจไทยไม่ให้ขยายตัวได้ดีเต็มศักยภาพ" แต่ในขณะนี้ ประเทศไทยอยู่ในภาวะเสื่อมถอย และเสียโอกาสในการเจริญเติบโต ทั้งจากผลของวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด และความไม่มั่นคงและความรุนแรงที่มีผลจากวิกฤตการณ์ การเมืองในประเทศ

    ธปท.จึงควรกลับไปสู่แนวคิดและปรัชญาเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งเห็นว่า ในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย การดำเนินนโยบายของ ธปท.จะต้องช่วยพัฒนาประเทศ ด้วยการสนับสนุน และทำงานให้สอดคล้องกับแนวนโยบายพัฒนาประเทศของรัฐบาล โดยสร้างความสมดุลระหว่างการสนับสนุนการขยายตัวของประเทศ และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน

    ผู้ว่าการ ธปท.ต้องมีศิลปะในการสร้างความสมดุล (Art of Central Banking) เพราะหากขาดความสมดุล ประเทศชาติจะเกิดปัญหา ต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องไม่กดการขยายตัวของจีดีพี ต้องดูแลรักษาทั้งการลงทุนเก่าเพื่อเป็นฐานของประเทศ และการสร้างการลงทุนใหม่เพื่อให้ประเทศชาติขยายตัวต่อไปได้ โดยดูแลการไหลเข้าออกของเงินทุนให้เหมาะสม และไม่สร้างปัญหา ที่สำคัญที่สุด การตัดสินใจของผู้ว่าการ ธปท.ต้องมองอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ประโยชน์ของประชาชนระดับล่างสุด ภาคธุรกิจเอกชน จนถึงประเทศชาติ ต้องตอบสนองและทันต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

    "จะมองเพียงเสถียรภาพ หรือการขยายตัวเพียงด้านเดียวไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด จะต้องมีดุลพินิจบนพื้นฐานความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ทำตามทฤษฎีหรือตัวเลข"

    การแสดงเจตนารมณ์ของ ธปท. ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งนี้ (14 ก.ค.) หรือครั้งต่อไป เพื่อช่วยให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงกลับมาเป็นบวก และเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายล่วงหน้า เพื่อให้การปรับขึ้นดอกเบี้ยทำได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจได้เสียงสนับสนุนจากนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน และนายธนาคารพาณิชย์ แต่สำหรับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจมหภาค ระบบการเงิน และสถาบันการเงินของไทย แม้จะไม่ถึงกับขัดขวาง แต่ก็ติติงให้ ธปท.มองถึงระยะเวลาที่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกว่านี้ เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ยังเปราะบางหลายด้าน และผันผวนสูงที่จะเผชิญผลกระทบระลอกใหม่ จากการฟื้นตัวที่ยังไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ

    ทุกวันนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่มองเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะนี้ว่าเป็น "ภาพลวงตา" ที่เกิดขึ้นจากการผลิตเพื่อชดเชยสต๊อกสินค้าที่โลกใช้ไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้การส่งออกขยายตัวสูง ขณะที่เริ่มมีความขัดแย้งในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลก จากฝั่งยุโรปที่จำเป็นต้องลดขนาด และมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจจากปัญหาหนี้สิน ระหว่างที่จีนกำลังขยายตัวร้อนแรงเกินต้องการ ดังนั้น ในแนวคิดที่มองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก ในฐานะผู้ว่าการ ธปท. "การมองตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ และตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว จึงอาจไม่เพียงพอในการตัดสินใจแน่วแน่ ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทันที ขณะที่ชนชั้นกลางและชั้นล่าง ยังไม่ฟื้นจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา" นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และการดูแลค่าเงินบาท ถือเป็นอีกหน้าที่ที่สำคัญมากของ ธปท. และเป็นนโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่าย โดยเฉพาะในหมู่ภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบ จากความผันผวนของค่าเงินบาทโดยตรง แสดงความไม่พอใจออกมา

    การลดความผันผวนของค่าเงินบาท อาจจะได้รับการยอมรับ เพราะค่าเงินบาทในแต่ละช่วงค่อนข้างมีเสถียรภาพ แต่ในภาพรวมของการแข็งค่าของเงินบาท ตั้งแต่ปี 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วกว่า เมื่อเทียบกับค่าเงินในสกุลคู่แข่งทางการค้าของไทยนั้น ผู้คร่ำหวอดในแวดวงตลาดการเงิน และตลาดปริวรรตเงินตรา ให้ความเห็นว่า การดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของไทยจะต้องมีความชัดเจน และไม่มีมาตรการหรือกฎเกณฑ์ที่สร้างความได้เปรียบหรือเสียเปรียบของฝ่ายใด เพราะในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หมายถึงกำไร หรือการขาดทุนมหาศาล ขณะเดียวกัน "อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท" ไม่ควรเป็นเพียงค่าของเงินบาท หรือภาพที่สะท้อนเงินทุนไหลเข้าหรือไหลออกประเทศเท่านั้น แต่ควรจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ ในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการค้าให้กับประเทศ"

    ดังนั้น ผู้ว่าฯแบงก์ชาติไม่ควรที่จะหน้าบาง หรือกลัวเสียงครหานินทาจากต่างชาติ หาก ธปท.จะดำ เนินการแทรกแซงหรือดูแลค่าเงินบาทของเราให้อ่อนค่าลง เพื่อประโยชน์ในการส่งออก และช่วยให้เกิดการขยายตัวของประเทศชาติ

    "เพราะหากมองไปในระดับสากล ทุกประเทศเองก็ทำอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารชาติจีน ที่ยืนหยัดให้เงินหยวนอ่อนค่า หรือการปล่อยเงินไหลไปลงทุนนอกประเทศจำนวนมหาศาลของธนาคารกลางญี่ปุ่น เพื่อหยุดการแข็งค่าของเงินเยน รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ใช้มาตรการทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออก แม้กระทั่ง ประเทศที่ประกาศตัวเป็นศูนย์กลางทางการเงินอย่างฮ่องกง  ก็ยังใช้อัตราแลกเปลี่ยนตายตัวกับค่าเงินดอลลาร์มาตั้งแต่ปี 2527"

    แสดงให้เห็นว่า ในด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนฯ ทุกประเทศคำนึงถึงผลประโยชน์ และการใช้อัตราแลกเปลี่ยนช่วยสร้างการขยายตัวของประเทศของตนเป็นหลัก มากกว่าการดูกฎเกณฑ์หรือระบบสากล หน้าที่ ธปท.จึงควรดูแลค่าเงินบาท ภายใต้ระบบ "ลอยตัวอย่างมีการจัดการ" ให้สนับสนุนภาคการส่งออกของประเทศและช่วยให้เกิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมากกว่านี้

    การกำกับดูแลระบบสถาบันการเงิน โดยให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่...เป็นโจทย์ใหญ่อีกข้อของ ธปท.ยุคปัจจุบัน ทั้งความพยายามในการปรับลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝาก (สเปรด) ที่อยู่ในระดับสูง และการปรับลดค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน หนทางที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่บังคับหรือบิดเบือนตลาด คือ การสร้างการแข่งขันในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินให้เพิ่มขึ้น และการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของสถาบันการเงิน

    เรื่องนี้กูรูทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดทุน และนายธนาคาร เห็นตรงกันว่า ต้นทุนที่ไม่จำเป็นที่สำคัญ ที่สถาบันการเงินไทยต้องแบกอยู่ทุกวันนี้ คือ มาตรฐานสากลซึ่งเข้มงวดเกินไป ที่ ธปท.เลือกที่จะใช้ในการกำกับสถาบันการเงินในปัจจุบัน อย่างเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงิน ระยะที่ 2 ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) หรือบาเซิล 2 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เป็นการรักษาหน้าตาของ ธปท.ในองค์กรการเงินระหว่างประเทศ มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสถาบันการเงินอย่างแท้จริง ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วตัดสินใจไม่ใช้เกณฑ์ดังกล่าว ธปท.เดินหน้าสู่การใช้งานอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง และกันเงินสำรองหนี้ในอัตราที่สูงมาก

    ต้นทุนเหล่านี้ นอกเหนือจากทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกดดอกเบี้ยเงินฝากให้ต่ำติดดิน และตั้งดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูง ซึ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยห่างมากอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงคิดค่าธรรมเนียมที่แพงเกินจริง เพื่อหารายได้และกำไรแล้ว ยังกลายเป็นกับดักทางการเงิน ที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังที่จะไม่ปล่อยกู้ใหม่มากเกินไป ขณะเดียวกัน จะต้องปรับเปลี่ยนปรัชญาการคิดความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่มีมาช้านานที่ว่า คนจนเสี่ยงมาก คนรวยเสี่ยงน้อย คนยากจน หรือคนไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันสินเชื่อ ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูง  เพราะมีความเสี่ยงที่สูงกว่า แต่เอกชนขนาดใหญ่ที่มีฐานะมั่นคง จ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่าเพราะความเสี่ยงต่ำ

    เรื่องนี้ ผู้ว่าการ ธปท.จำเป็นต้องมีความกล้าหาญ ทั้งในด้านการปรับลดกฎเกณฑ์ของ ธปท.ซึ่งเข้มงวดเกินความจำเป็นลง ขณะเดียวกัน ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับธนาคารพาณิชย์ที่จะกดดัน และล้วงลึกเข้าไปในต้นทุนที่แท้จริงทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้สังคม เพราะเมื่อไรที่ ธปท.ยืนยันว่า จำเป็นต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เท่ากับว่า ธปท.กำลังสนับสนุนให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมให้สังคมให้เพิ่มมากขึ้น สนับสนุนให้คนจนถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่มีอำนาจเงินเหนือกว่า

    ที่สำคัญที่สุด ผู้ว่าการ ธปท.ที่ดีจะต้องเรียนรู้จากบทเรียนของ ธปท.ที่ผ่านมา เพราะหลายครั้งที่ประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งแนวนโยบายของ ธปท.ที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นทิศทางอัตราดอกเบี้ย นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน หรือการกำกับดูแลสถาบันการเงินมีส่วนช่วยซ้ำเติมวิกฤติให้หนักยิ่งขึ้น ท้ายที่สุด สำหรับผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ซึ่งเคยเป็นลูกหม้อของ ธปท.มาก่อน และได้มีโอกาสไปทำงานด้านตลาดทุน มีโอกาสสัมผัสกับภาคเอกชน และได้ทำงานในระบบสถาบันการเงิน เชื่อว่า การทำงานในฐานะผู้ว่าการ ธปท.จะช่วยตอบปัญหาเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เพราะมีความรู้ ตระหนักถึงและเข้าใจการทำงานของธนาคารพาณิชย์ และภาคเอกชนเป็นอย่างดี แต่เมื่อเปลี่ยนหมวกมาเป็นผู้ว่าการ ธปท.แล้ว  จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองว่า จะทำหน้าที่ สำคัญยิ่งของประเทศนี้อย่างโปร่งใสเป็นธรรม และไม่โอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพาณิชย์แห่งใดๆ หรือแม้แต่กระทั่งนักการเมืองที่แต่งตั้งตัวเองขึ้นมา เพราะต่อจากนี้ ทุกคนในประเทศกำลังจับตาคุณอยู่!!!

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้